หากครั้งนี้ยังไม่มีใครเข้ามาอีกเธอคิดว่าคงจะเป็เพราะเหตุผลบางอย่างที่นำพาให้เธอต้องมาตายอยู่ที่นี่ ก็ดียังไงซะที่นี่ก็ไม่ใช่โลกที่เธอรู้จักอยู่แล้ว...
ในตอนนั้นก็มีการเคลื่อนไหวที่ประตู “เอี๊ยด”เสียงบานประตูเปิดออก
กู้หวาจิงพยายามเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากฉากกั้นที่ตั้งอยู่ทำให้มองเห็นรูปร่างของคนที่เข้ามาไม่ชัดเจน ได้ยินเพียงเสียงเบาๆที่ไม่รู้ว่าเป็เสียงของใคร “คุณหนูกู้”
เธอไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะตอบกลับขี้เถ้าจากกระถางธูปร่วงกระจายออกมาบนพื้นทำให้บรรยากาศภายในห้องดูแปลกประหลาดมากกว่าเดิม
คนคนนั้นมองเข้ามาในห้องเป็เวลานานไม่ขยับเขยื้อนและในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับไป กลับโดนผลักจากคนคนหนึ่งที่รีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอกเธอคนนั้นวิ่งสะเปะสะปะเข้ามาได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ชนเข้ากับโต๊ะ
“คุณหนู! คุณหนู!”
นี่คงจะเป็เสียงเถียนหมอมอที่เพิ่งร้องไห้สินะเธอไม่รู้ว่าทำไมในที่สุดก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา จึงปล่อยให้ตัวเองหมดสติไป
ตื่นขึ้นมาคราวนี้ความเ็ปในลำคอบรรเทาลงไปไม่น้อย แต่ร่างกายยังคงเจ็บอยู่ กระดูกกระเดี้ยวทั่วทั้งร่างต่างปวดระบม
เหนือศีรษะยังคงเป็ผ้าม่านเตียงสีม่วงอ่อนและใต้ร่างก็ยังคงเป็เตียงหลังใหญ่สลักลวดลายซับซ้อนเช่นเดิม
กู้หวาจิงมองตรงไปยัง้าั์ตาไม่สามารถปรับสายตาได้ ทำไมยังเป็สถานที่แปลกประหลาดนี้อีกนะ
“คุณหนู ท่านฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
เถียนหมอมอที่เข้ามาในห้องมองไปยังร่างของกู้หวาจิงด้วยความดีใจรีบร้อนนำถ้วยยาในมือวางไว้ด้านข้าง เดินไปยังข้างเตียงั์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“ยังเจ็บตรงไหนอีกไหมเ้าคะ คุณหนูทำให้ข้าใแทบแย่ข้าเกือบจะคิดว่า...คิดว่า...”
เถียนหมอมอใช้มุมของผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไหลออกมาท่าทางที่ยังตื่นใของนางทำให้ในใจที่เปล่าเปลี่ยวของกู้หวาจิงอบอุ่นขึ้น
การมีคนคอยเป็ห่วงเป็ใยนั้นนับว่าเป็เื่ที่ดีแต่ทว่าคนที่กำลังเป็ห่วงเธออยู่นั้น ในตอนนี้มันช่างดูแปลกตาไปเสียหมด...
หลังจากร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งเถียนหมอมอดูเหมือนจะยังไม่รู้สึกดีขึ้นเท่าที่ควรแต่ฉุกคิดขึ้นได้ว่าความโศกเศร้าของเธอไม่ได้ทำให้อาการป่วยของคุณหนูดีขึ้นเมื่อเป็เช่นนั้นจึงรีบปาดน้ำตา และหันไปหยิบถ้วยยามาถือไว้ในมืออีกครั้ง
“คุณหนูดื่มยานี้เถิดเ้าค่ะ ท่านหมอกล่าวว่าโชคดีที่ปกติคุณหนูเป็คนร่างกายแข็งแรง มิเช่นนั้นก็คง...”
ขณะที่เถียนหมอมอกำลังพูดอยู่กู้หวาจิงก็มองดูเธอระบายอารมณ์ความแค้นเคืองออกมาบนใบหน้าที่แสนใจดีนั้น “พวกตระกูลไป๋ คนเ่าั้อยากให้ท่านตาย!”
กู้หวาจิงในตอนนี้นั้นงงงันไปหมดไม่ว่าเถียนหมอมอจะกล่าวอะไร เธอก็ไม่มีวิธีจะไปตอบโต้คนเ่าั้ อย่างไรก็ตามเธอสามารถรอดชีวิตมาได้แล้วจึงไม่อยากจะเสียโอกาสแบบนี้ไปอีก
“หมอมอ....”
กู้หวาจิงคิดแผนการในใจเธอจะอ้างว่าเป็เพราะตัวเธอป่วยอยู่ ทำให้อาจหลงๆ ลืมๆ แล้วคอยดูท่าทีของเถียนหมอมอว่าจะสามารถบอกใบ้อะไรให้แก่เธอได้อีกบ้างแต่ทว่า เมื่อเธอเปล่งเสียงออกมาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจนี่เป็เสียงของเธออย่างนั้นหรือ
เสียงต่ำที่เธอเคยภูมิใจนักภูมิใจหนาเปลี่ยนเป็แบบนี้ไปได้อย่างไรแม้ว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วยอาการหนักยังไม่หายดีทำให้มีเสียงแหบแห้ง แต่ว่าเสียงแบบนี้ฟังดูบอบบางไปหน่อยมั้ยนะ
“คุณหนูไม่ต้องกลัว แม้ข้าจะต้องตายก็จะไม่ให้ใครมาทำร้ายคุณหนูได้คุณหนูดื่มยานี้ก่อนเถอะ”
“…”
กู้หวาจิงยังคงอยู่ในอาการตกตะลึงเธอก้มลงเหลือบมองสีของยาที่ดำสนิทเช่นเดียวกับน้ำหมึก และยังขุ่นข้นอย่างประหลาด ทว่ากลิ่นของยาที่แผ่กระจายออกมากลับทำให้เธอรู้สึกสงบ
กู้หวาจิงรับถ้วยยาไว้ด้วยท่าทางน่าเอ็นดูเธอกลั้นหายใจดื่มหมดภายในรวดเดียว กลิ่นของยาแรงมาก ส่งกลิ่นฉุนขึ้นไปยังปลายจมูกทำให้รู้สึกจะอยากอาเจียน แต่ในขณะที่กำลังกลัวว่าตนเองจะขย้อนสิ่งที่กลืนลงไปออกมาเถียนหมอมอก็ใส่ของหวานเข้ามาในปากเธอด้วยความรวดเร็ว
สิ่งที่เข้ามาในปากของเธอคือผลไม้เชื่อมชนิดหนึ่งนอกจากรสชาติที่หวานล้ำจนไม่มีรสชาติอื่นแล้วก็ไม่ได้มีรสชาติโดดเด่นไปกว่าผลไม้ชนิดอื่นแต่ดีกว่าไม่มีอะไรเลยมาช่วยระงับอาการคลื่นไส้
เถียนหมอมอนำถ้วยยาที่ว่างเปล่ามาถือไว้ในมือใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “คุณหนู ท่านป่วยครั้งนี้ ดูเหมือนจะว่านอนสอนง่ายมากขึ้นหากเป็เมื่อก่อนข้าต้องพยายามให้คุณหนูอ้าปากให้ได้และยังต้องทำถึงสองสามคราเพื่อที่จะให้คุณหนูยอมดื่มยาสักนิด”
ทั่วทั้งใบหน้าของเถียนหมอมอเต็มไปด้วยความปีติยินดีกู้หวาจิงรู้สึกแปลกใจ ทำไมกู้หวาจิงคนก่อนถึงได้ดื้อด้านกันนะ แต่ทว่าร่างกายนี้ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่เด็กน้อยหรือเป็เพราะคนสมัยก่อนโตเร็วกว่าอายุ
“หมอมอ ข้าป่วยครั้งนี้ปวดหัวยิ่งนัก มีเื่มากมายเมื่อลองคิดแล้วก็ไปกระตุ้นอาการเ็ปเข้าถ้าหากไม่เป็อะไร หมอมอช่วยอธิบายเื่ราวให้ข้าฟังหน่อยเถอะ”
กู้หวาจิงพยายามปรับน้ำเสียงของตนเองเธอจินตนาการถึงท่าทางของหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ เอนกายลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง รอคอยให้เถียนหมอมอเล่าเื่ราวต่างๆออกมา
เถียนหมอมอไม่ได้เอะใจอะไรก่อนหน้านี้ท่านหมอได้กล่าวเอาไว้แล้วว่าอาการป่วยครั้งนี้หนักมาก อาจจะทำให้หลงลืมไปบ้าง
เมื่อเป็เช่นนั้นเถียนหมอมอจึงหยิบเก้าอี้มาและนั่งลงข้างๆเตียง เริ่มเล่าเื่ราวให้กู้หวาจิงฟัง
กู้หวาจิงกึ่งนั่งกึ่งนอนฟังเื่ราวอยู่บนเตียงดูเหมือนเื่นี้จะเป็เื่น่ากลัว....
ไม่คาดคิดว่ากู้หวาจิงจะแต่งงานแล้วก่อนหน้านี้ได้ยินคนเรียกตนเองว่า “คุณหนูสี่กู้” เธอยังคิดว่าตนเองเป็สาวโสดไม่ก็แค่กำลังหมั้นหมายอยู่คิดไม่ถึงว่าจะแต่งงานออกเหย้าออกเรือนไปแล้ว
ชื่อนี้...เถียนหมอมอพูดออกมา น้ำตาไหลรินด้วยความเศร้า
กู้หวาจิงเป็บุตรสาวของตระกูลกู้แห่งเมืองหลวงและยังเป็บุตรสาวเพียงคนเดียว ดังนั้นั้แ่เล็กจนโตจึงได้รับการประคบประหงมมาโดยตลอดกู้หวาจิงยังมีพี่ชายอีกสามคน เธอเป็บุตรคนที่สี่จึงเป็บุตรสาวคนสุดท้องในตระกูล
เพราะความหวงแหนั้แ่เล็กจนโตกู้หวาจิงมักถูกพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ทำให้เธอมีความหยิ่งทะนงในตนเองสูงอีกทั้งตระกูลกู้ยังเป็ตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋น บิดาของเธอกู้หยวนเผยยังเป็ถึงขุนนางขั้นหนึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลัง กล่าวได้ว่าแม้เธอจะเป็คนยโสโอหังมากเพียงไหนแต่ก็ไม่น่าจะตกระกำลำบากถึงเช่นนี้ได้
หากจะโทษก็ต้องโทษตัวเธอเองที่ภายหลังจากพิธีปักปิ่น[1]ดันไปมีใจให้กับคุณชายรองไป๋หลิงเทียนแห่งตระกูลไป๋เข้า
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] ในสมัยโบราณนั้นเมื่อหญิงอายุครบ15 แล้วก็จะต้องม้วนผมปักปิ่นเพื่อเป็การแสดงออกว่าพร้อมที่จะออกเรือน แล้ว