“เจ้าพูดจาเหลวไหล” โจวหลี่เจิ้งตำหนิซ่งจื่อเฉินด้วยความกลัว ซ่งจื่อเฉินพูดถูกทุกอย่าง เขาฆ่าอิ่นฮูหยินจริงๆ เจ็บใจยิ่งนักที่เขามิได้ฆ่าเด็กนั่น จนเหลือเป็นตัวปัญหาใหญ่ไว้
“โจวฟู่กุ้ยเอ๋ยโจวฟู่กุ้ย เจ้าคิดหรือว่าพวกเราจะมิรู้เรื่องที่เจ้าเคยทำกับพวกเราตระกูลซ่ง?ปีนั้นท่านโยนความผิดให้ท่านพ่อของข้า บอกว่าท่านพ่อใช้หินในสวนฆ่าโจวอาหนิว จับท่านพ่อของข้าขังคุกอยู่หลายวัน เหตุผลที่พวกเรายังมิได้แตกคอ เอาความกับท่าน เพราะอยากให้โอกาสท่านได้กลับเนื้อกลับตัว”
คำพูดของซ่งจื่อเฉินเหมือนลูกระเบิดอัดใส่โจวหลี่เจิ้ง โจวฟู่กุ้ยคือชื่อเดิมของเขา ซ่งจื่อเฉินรู้ความจริงเช่นนี้คงตรวจสอบเขามานานแล้ว มิคิดเลยว่าเขาต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนบ้านซ่ง
“ห้าปีก่อน อำเภอซิ่งหยางเกิดน้ำท่วม ชาวบ้านมิอาจเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ราชสำนักจึงจัดสรรเงินและธัญญาหารมอบให้ผู้ประสบภัย ทางการกำหนดเงินสองตำลึงและเสบียงอาหารแปดสิบชั่งมาให้สำหรับทุกคน ท่านกลับเก็บเอาไว้เองสี่สิบชั่ง ท่านพ่อของข้ารู้เข้า เขาจึงพาชาวบ้านไปเอาเสบียงอาหารคืน ท่านเลยยิ่งเกลียดท่านพ่อของข้ามากขึ้นไปอีก”
ซ่งจื่อเฉินเปิดเผยเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดที่โจวหลี่เจิ้งเคยกระทำ จนโจวหลี่เจิ้งโกรธหน้าดำหน้าแดง
“อาทง เจ้าไปเรียกคนในหมู่บ้านมา คืนนี้พวกเราจะให้คนในหมู่บ้านได้เห็นว่าพวกหลี่เจิ้งเป็นคนเช่นไร” โจวซู่อิงให้น้องชายไปตามคนมา โจวทงเพิ่งหันหลังก้าวออกไปสองก้าวก็ถูกเถียนซื่อกระชากชายเสื้อเอาไว้ และผลักจนเขาล้มลงไปอยู่กับพื้นมิทันได้ตั้งตัว
“พวกเจ้าห้ามไปไหนทั้งนั้น หากผู้ใดกล้าไป ข้าจะตีผู้นั้นให้ตาย” เถียนซื่อพูดอย่างเฉียบขาด นางกวาดสายตาเย็นชาใส่หยวนซื่อกับลูกสาว
“อาทง เจ้ามิเป็นไรนะ” จิ่นเซวียนอยู่ใกล้กับโจวทง นางจึงก้มตัวลงประคองเขาขึ้นมา โจวทงรูปร่างสูงโปร่ง เสียดายที่เขาผอมเกินไป เด็กอายุสิบขวบก็ถูกศัตรูบังคับให้ต้องทำงานทุกวันแล้ว ช่างน่าสงสารเสียจริง
“ท่านแม่ จะทำอย่างไรดี พวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?” โจวซู่ซินกลัวจนมือไม้อ่อน นางมิเคยคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เดิมทีนางคิดว่านางเหนือกว่าโจวซู่อิงหนึ่งขั้น ที่ไหนได้ปู่ย่าและพ่อของนางคือคนรับใช้ของบ้านโจวซู่อิง
“เจ้าไปขอร้องจื่อเฉินให้ปล่อยพวกเรา” หานซื่อผลักโจวซู่ซินออกมา โจวซู่ซินเดินโซเซไปอยู่ข้างกายของซ่งจื่อเฉิน
“พี่จื่อเฉิน พี่สะใภ้เล็ก พวกท่านได้โปรดเข้าใจและปล่อยพวกเราไปเถิดเจ้าค่ะ”
โจวซู่ซินคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ตรงหน้าของจิ่นเซวียนอย่างขมขื่น แต่จิ่นเซวียนกลับบอกว่าตัดสินใจเรื่องนี้มิได้ ผู้ที่นางควรขอร้องคือพวกโจวซู่อิง
“พวกฆาตกร ข้ามิมีทางปล่อยพวกเจ้าไปหรอก พวกเจ้ามิเพียงฆ่าท่านย่าของข้า พวกเจ้ายังบังคับให้พวกเราหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเจ้าอีก บนโลกหล้ามีเรื่องน่าอัปยศอดสูเช่นนี้หรือ” โจวซู่อิงคำรามอย่างบ้าคลั่ง พวกนางหาเงินมาอย่างลำบาก เพื่อเอามาเลี้ยงอริพวกนี้หรือ หากท่านพ่อรู้เรื่องเข้า มิรู้ว่าเขาจะทนได้หรือไม่
ในเมื่อพ่อแม่ที่เรียกขานมาหลายสิบปีคือศัตรู และเป็นผู้สังหารแม่ของเขา
“ข้างบ้านเหมือนจะทะเลาะกันอยู่ โจวหลี่เจิ้งมิได้เรื่องเลยจริงๆ”
“ไปดูกันเถิด” บ้านของโจวหลี่เจิ้งมิใช่บ้านเดี่ยว จึงมีคนอาศัยอยู่รอบบ้านของเขา
เพื่อนบ้านได้ยินเสียงทะเลาะดังขึ้นเรื่อยๆ จึงเดินมามุงดู
โจวหลี่เจิ้งเห็นพวกชาวบ้านมายืนขวางหน้าประตูบ้านเพื่อชมงิ้ว เขาก็หน้าดำคร่ำเครียด
“อิงจื่อ คนบ้านเจ้ารอง หากพวกเจ้าอยากแยกบ้าน ข้าตกลง พวกเพื่อนบ้านมองอยู่ พวกเจ้าอย่าโวยวายเลย”
โจวหลี่เจิ้งพยายามแก้ตัวให้ตนเอง พวกชาวบ้านเห็นว่าจิ่นเซวียนกับซ่งจื่อเฉินอยู่ด้วย จึงมาถามพวกเขาว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“เซวียนเซวียน พวกเขาทะเลาะกันด้วยเหตุใดหรือ?” สตรีออกเรือนนางหนึ่งถาม
“ข้าได้ยินอิงจื่อบอกว่าท่านปู่หลี่เจิ้งมิใช่ปู่แท้ๆ ของนาง แต่เป็นพ่อบ้านของครอบครัวพวกเขา” แน่นอนว่าจิ่นเซวียนมิให้โอกาสโจวหลี่เจิ้ง นางบอกต้นสายปลายเหตุให้ทุกคนฟัง จนพวกเขาตกใจไปตามๆ กัน
“ข้าบอกแล้วว่าพี่เจียอิ้งต้องมิใช่ลูกชายของท่านลุงหลี่เจิ้ง พวกเจ้าก็มิเชื่อ ที่แท้ลุงหลี่เจิ้งคือทาสหลบหนีระหว่างการอพยพใหญ่หนนั้น เขากล้าฆ่าเจ้านายของตนเอง ช่างน่ารังเกียจจริงๆ”
“คนเรามิอาจตัดสินกันด้วยหน้าตา นี่มันสุภาพบุรุษจอมปลอมตัวจริงเสียงจริง”
“หมู่บ้านของพวกเรามีฆาตกร พวกเรามิอาจปล่อยให้พวกเขาอยู่ทำร้ายคนในหมู่บ้านต่อไปได้ ต้องไล่ออกไปเท่านั้น พวกเจ้ารอก่อน ข้าจะไปเรียกหัวหน้าตระกูลมาถามหาความยุติธรรม”
พวกชาวบ้านปรึกษากัน และวิ่งไปเรียกหัวหน้าตระกูลโจว โจวจื้อเฉิงของหมู่บ้านสกุลโจวให้มาที่นี่
แม้โจวจื้อเฉิงจะเป็นหัวหน้าตระกูลแต่บ้านของพวกเขามิมีเงิน ลูกชายทั้งห้าคนของเขา มีเพียงคนโตที่ได้แต่งภรรยา ส่วนอีกสี่คนยังมิได้แต่งงาน
เหวินซื่อ ภรรยาของลูกชายคนโต นางถูกซื้อตัวมา นางคลอดลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวคนสุดท้องโตกว่าจิ่นเซวียนหนึ่งปี
คนในหมู่บ้านสกุลโจว นอกจากบ้านซ่งกับบ้านหลี่เจิ้งแล้ว ส่วนใหญ่จะยากจน จนมิสามารถสู่ขอภรรยาได้
“สามี ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร” จิ่นเซวียนลดเสียงถามความเห็นของซ่งจื่อเฉิน ซ่งจื่อเฉินบอกกับนางว่าทางที่ดีพวกเราควรดึงโจวหลี่เจิ้งลงจากตำแหน่ง คืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวของโจวซู่อิง ส่วนพวกโจวซู่ซินจะมีจุดจบอย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับนายอำเภอสวี่ว่าอยากจัดการพวกเขาหรือไม่
เท่าที่เขารู้ นายอำเภอสวี่เป็นคนกุ้ยถง และพ่อแม่ของเขาเคยได้รับความกรุณาจากบ้านอิ่น มีหรือจะปล่อยโจวหลี่เจิ้งไป
“นี่คือบ้านของโจวหลี่เจิ้ง โจวจื้อเต๋อหรือไม่?” จู่ๆ ข้างนอกประตูก็มีคนมาเพิ่มสี่ห้าคน ผู้ชายสองคนในนั้นแบกเปลหามอยู่ คนบนเปลมิใช่ใครอื่นแต่คือพ่อของโจวซู่อิง โจวเจียอิ้ง
“คือเจียอิ้ง เหมือนจะเกิดเรื่องกับเจียอิ้งแล้ว” ชาวบ้านผู้หนึ่งอุทานออกมา
“ท่านพ่อ!”
“สามี!” เมื่อพวกหยวนซื่อแม่ลูกเห็นผู้ที่นอนอยู่บนเปลก็โผเข้าไปดูอย่างหวาดกลัว
“เหตุใดเลือดถึงเต็มหน้าผากของท่านพ่อเช่นนี้เจ้าคะ” โจวซู่อิงถามด้วยเสียงสั่นๆ เมื่อเห็นโจวเจียอิ้งสลบไสล ศีรษะของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผล ริมฝีปากซีดแตกจนน่าเป็นห่วง
อย่าว่าแต่พวกนางที่ตกใจ พวกโจวหลี่เจิ้งก็ตกใจเช่นกัน
ความลับของพวกเขาเพิ่งถูกเปิดโปง ยังมาเกิดเรื่องกับโจวเจียอิ้งอีก ด้วยนิสัยของโจวซู่อิง นางมิมีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
“ตอนที่น้องเจียอิ้งขนของอยู่ตรงท่าเรือ เขาหมดแรงจนล้มไป พวกเราเห็นว่าเขาน่าสงสารเลยพาไปส่งโรงหมอคังไท่เพื่อทำการรักษา แม้จะยื้อชีวิตของเขากลับมาได้ แต่ขาขวาของเขาบาดเจ็บสาหัส เรามิมีเงินรักษา จึงได้แต่แบกเขากลับมาให้พวกเจ้าหาทางดู”
“ให้ข้าดูหน่อยว่าขาของท่านอาเจียอิ้งหักหรือไม่” ซ่งจื่อเฉินให้คนแบกเปลหามวางโจวเจียอิ้งลง เขาจะได้ตรวจดู
ซ่งจื่อเฉินดึงขากางเกงของโจวเจียอิ้งขึ้น และตรวจบริเวณที่บาดเจ็บ
“พี่สะใภ้เล็ก ท่านคือหมอเทวดา ท่านช่วยตรวจให้พ่อของข้าเถิดนะเจ้าคะ” โจวซู่อิงจับมือขอร้องจิ่นเซวียนทั้งน้ำตา
“อิงจื่อ ข้ามิได้เห็นคนจะตายแล้วมิช่วย เจ้าอย่ากังวลเลย” จิ่นเซวียนโอบไหล่ของโจวซู่อิงเอาไว้ และเอ่ยปลอบนางด้วยเสียงแผ่วเบา รอให้สามีของนางตรวจเสร็จแล้ว นางค่อยไปยืนยันอีกหน
“กระดูกหัวเข่าของท่านอาเจียอิ้งมีรอยร้าว เอ็นและกระดูกตรงปลีน่องก็บาดเจ็บ หากอยากฟื้นตัวคงมิง่ายเช่นนั้น” ซ่งจื่อเฉินบอกผลตรวจให้พวกโจวซู่อิงรู้ หลังจากที่เขาตรวจอย่างละเอียด
“น้องชาย ผลตรวจของเจ้าเหมือนกับท่านหมอหลี่เลย เวลานั้นท่านหมอหลี่จ่ายเพียงยารักษาอาการฟกช้ำให้พวกเรา เขารู้ฐานะการเงินของพวกเรา เขาจึงให้ส่งกลับไปพักฟื้นที่บ้าน” บุรุษชุดเทาผู้ที่แบกเปลหามนามว่า ว่านหยงจวิน เขานับถือวิชาแพทย์ของซ่งจื่อเฉินยิ่งนัก