บทที่ 2 1974 (รีไรท์)
เวลา 11.50 น.
รถบรรทุกหลากหลายรูปแบบทยอยเคลื่อนเข้ามาในโกดัง
หลังจากที่พวกเขาขนของเข้าโกดังเรียบร้อย เสิ่นทิงหงจึงจ่ายเงินจำนวนที่เหลือ จากนั้นเมื่อเห็นทุกคนออกไปหมดแล้ว หญิงสาวก็รีบจัดเก็บสิ่งของทั้งหมดเข้าไปในห้วงมิติ
อันไหนที่ต้องรักษาความสดใหม่จะถูกเก็บเข้าไปไว้ในบ้าน อันไหนที่ไม่จำเป็ต้องรักษาความสดใหม่จะถูกวางไว้ข้างนอก และลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ในรั้ว
จากนั้นเสิ่นทิงหงก็พบว่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้เชื่องมากหลังจากเข้ามาในห้วงมิติ แค่เธอบอกพวกมันว่าอย่าวิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว แต่ละตัวก็เชื่อฟังเธออย่างมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะไปทำลายผักและผลไม้ที่เพิ่งงอกใหม่ในสวนเลย
หลังจากล็อกประตูโกดังแล้ว เสิ่นทิงหงก็มุ่งหน้าไปร้านบะหมี่แล้วเลือกกินของง่าย ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อเวลาในบ้านหยุดนิ่ง ทำไมเธอไม่ซื้ออาหารปรุงสุกแล้วไปด้วยล่ะ?
ดังนั้นใน่บ่ายเสิ่นทิงหงจึงตระเวนไปร้านอาหารที่ชอบกิน สั่งอาหารปรุงสุกมาเป็จำนวนมาก เช่น ซาลาเปา หมั่นโถว หรืออาหารจีนต่าง ๆ
เหตุผลที่เธอใช้ก็คือสั่งอาหารให้พนักงาน คนอื่น ๆ จึงไม่ติดใจอะไร อันที่จริงเื่แบบนี้ก็ไม่จำเป็ต้องไปซักไซ้อะไรเท่าไหร่ ขอแค่ได้เงินก็พอแล้ว
จากนั้นเสิ่นทิงหงก็ไปที่ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ซื้อขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่ชอบกินมาอีกจำนวนมาก รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายประจำวันที่จำเป็ ไม่ว่าจะเป็ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เจลอาบน้ำ หรือของวิเศษอย่างผ้าอนามัย เธอก็ไม่เคยลืม
เอาแค่ผ้าอนามัยก็ใช้ไม่เคยพอแล้วจนกว่าเธอจะหยุดมีประจำเดือน ไหนจะสถานที่ในฝันที่ดูคล้ายกับยุคสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อนอีก แม้หากไม่มีอะไรผิดพลาดในอนาคตจะมีการพัฒนาขึ้นก็เถอะ
ต่อมาเสิ่นทิงหงก็ซื้อเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบ ผ้านวม และแม้แต่เสื้อคลุมทหารในสมัยเก่าที่เชยจนไม่มีใครมาซื้อ เธอไม่ได้พวกเสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ เลยสักตัว เพราะยุคสมัยในความฝันนั้นอ่อนไหวมาก ชาวบ้านชาวเมืองล้วนใส่แต่สีดำ น้ำเงิน และเทา ถ้าเธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน จะไม่เป็การบอกคนอื่นอย่างเปิดเผยว่าเธอมีปัญหาหรอกเหรอ
ทั้งยังได้สำลีและขนเป็ดมาอีกเป็จำนวนมาก ถึงยังไงก็ต้องมีโอกาสที่ได้ใช้มันแน่
จักรยานสไตล์โบราณก็เอาเข้าไปในห้วงมิติไม่น้อย อันที่จริงขอเพียงนำของราคาแพงในยุคนั้นไปด้วย ยังไงก็ดีแน่นอน
ตอนนี้เสิ่นทิงหงจึงมีเงินเหลืออยู่ในมือเพียง 100,000 หยวน เมื่อหักลบกับเงินส่วนสุดท้ายสำหรับอาหารปรุงสุกที่เธอสั่งไปก็อาจยังมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 50,000 หยวนได้
เธอไปสั่งอาหารทะเล ขนมอบ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ มาอีกหนึ่งชุด ตอนนี้จึงเหลือเงินในมือเพียง 1,000 - 2,000 หยวน เสิ่นทิงหงไม่กล้าสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป เพราะถ้าเธอไม่มีเงินเหลืออยู่เลย และเกิดไม่สามารถข้ามเวลาไปได้ เธอก็จะไม่เหลือแม้กระทั้งเงินค่าเช่าบ้าน
หลังจากวุ่นวายมาหลายวัน ในที่สุดเสิ่นทิงหงก็ใช้เงินที่มีจนหมด และได้รับสินค้าทั้งหมดที่สั่งไว้ครบถ้วน เธอใส่ข้าวของไวง้ในห้วงมิติอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในห้องที่สามารถเก็บอาหารได้จึงเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ
เดิมทีภายในมีเฟอร์นิเจอร์ แต่เสิ่นทิงหงก็ย้ายออกไปข้างนอกทั้งหมด ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ห้วงมิติมีพื้นที่จำกัดก็ต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล
แต่ไม่รู้ว่าทำไม เสิ่นทิงหงมีลางสังหรณ์รุนแรงว่าสิ่งที่ตนคาดเดาไว้กำลังจะเกิดขึ้น เธอจึงนำของทั้งหมดในห้องเช่าเข้าไปไว้ในห้วงมิติด้วยเช่นกัน และเหลือทิ้งไว้แค่เตียงหลังเดียวเท่านั้น
เพราะห้องที่เสิ่นทิงหงเช่าคือห้องเปล่าไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากค่าเช่ามีราคาถูกของทุกอย่างเป็เธอที่ซื้อเข้ามา หญิงสาวจึงไม่ลังเลที่จะเอามันไปด้วย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เสิ่นทิงหงก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า เธอรู้สึกวิงเวียนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหมดสติไป
……
ฤดูร้อนปี 1974 ณ หมู่บ้านถวนเจี๋ย ชุมชนจินฮวา เมืองจิง มณฑลเสฉวน...
“นีเอ๋อร์ อย่าทำให้แม่ใสิ...”
ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือ เสิ่นทิงหงได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ของหญิงคนหนึ่ง
นีเอ๋อร์? นีเอ๋อร์คือใคร? อ่า ใช่แล้ว ชื่อเล่นของเด็กสาวในความฝันที่เธอฝันถึงคือนีเอ๋อร์
“อือ...”
แต่คำตอบที่หญิงคนนั้นได้รับเป็เสียงทอดถอนใจหายของผู้ชายคนหนึ่ง เสิ่นทิงหงรู้สึกเ็ปหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เสียงทอดถอนใจนี้แฝงอะไรไว้มากเกินไป
เสิ่นทิงหงพยายามลืมตาขึ้น หลังจากลองดูกว่าสิบครั้ง ในที่สุดก็เห็นแสงริบหรี่
สิ่งแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือบ้านหลังทรุดโทรมหลังหนึ่ง ตามด้วยใบหน้าของผู้หญิงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ไม่รู้ว่าทำไม ลำคอของเสิ่นทิงหงก็เปล่งเสียงออกมาคำหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
“แม่..”
อาจเป็เพราะเพิ่งฟื้น เสิ่นทิงหงจึงรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผาก น้ำเสียงก็แหบแห้ง
“นีเอ๋อร์! นีเอ๋อร์ฟื้นแล้ว! ต้าเฉียง รีบมาดูสิ นีเอ๋อร์ของเราฟื้นแล้ว”
เสียงของหลิวเยว่ดูตื่นเต้นมาก ถึงขนาดน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา
เสิ่นต้าเฉียงที่เดิมทีเงียบไม่พูดจารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขาถูมือมองเสิ่นทิงหงด้วยความประหม่า
เสิ่นทิงหงขยับริมฝีปาก แล้วร้องเรียก ‘พ่อ’ อีกครั้ง
ตอนนี้เสิ่นต้าเฉียงตื่นเต้นดีใจมาก เอาแต่พูดว่า “ดี ดี ดี!”
คำว่า ‘ดี’ สามคำติดต่อกันก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงอารมณ์ของเสิ่นต้าเฉียงแล้ว
“หมอบอกว่าถ้าลูกยังไม่ฟื้นก็จะกลายเป็เ้าหญิงนิทรา ต้องให้แต่อาหารเหลวเท่านั้น ... ฮึ เขาโกหก นีเอ๋อร์ของฉันดวงแข็งจะตาย ต้องไม่เป็อะไรสิ”
เมื่อหลิวเยว่เห็นเสิ่นทิงหงฟื้น ทุกอย่างพลันดูเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมา ์รู้ดีว่าเมื่อเธอได้ยินว่าลูกของตัวเองอาจต้องนอนอยู่บนเตียงไปตลอด หลิวเยว่ก็รู้สึกว่าฟ้ากำลังจะถล่มทลาย
กว่าเธอจะมีลูกสาวคนนี้ได้ไม่ใช่เื่ง่าย หากเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ เธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง
“...” เสิ่นทิงหง้าพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นความทรงจำมากมายก็เอ่อล้นในหัวของเธอ ดวงตาทั้งสองเหลือกขึ้นและสลบไปอีกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้เสิ่นต้าเฉียงและภรรยาใอย่างมาก ทั้งสองร้อนใจมากจนหยาดน้ำตาพรั่งพรู
ความจริง จิตใต้สำนึกของเสิ่นทิงหงยังคงชัดเจนอยู่ในเวลานี้ แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถลืมตาหรือพูดได้ ทำได้เพียงนอนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น และยอมรับความทรงจำจากเ้าของร่างเดิม
เธอเดินทางข้ามเวลามาแล้วจริง ๆ ข้ามเวลามาสู่เื่ราวที่คล้ายกับยุค 60 ถึง 70 ในชาติก่อนของเธอ มีนโยบายทางการเมืองที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ แต่ผู้นำนั้นเปลี่ยนไป
และิญญาของเธอก็เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกัน เด็กสาวคนนี้เป็ดั่งสมบัติล้ำค่าของพ่อแม่ในยุคสมัยที่มีค่านิยมชายเป็ใหญ่แพร่หลาย
สาเหตุก็คือหลิวเยว่ผู้เป็มารดาของเ้าของร่างเดิมได้รับอิทธิพลจากคุณยายของเ้าของร่างเดิมอย่างลึกซึ้ง เธอเชื่อว่าเด็กผู้ชายเมื่อโตขึ้นก็ต้องใช้เงินไปสู่ขอภรรยา ได้ภรรยาแล้วก็ลืมมารดา การมีลูกสาวอถือเป็ของชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อ
เมื่อลูกสาวโตขึ้นก็ยังสามารถจุนเจือบ้านเดิมได้ ต่างจากลูกชายที่คอยทวงหนี้ ที่สำคัญคือคุณยายของเ้าของร่างเดิมก็มีหลิวเยว่เป็ลูกสาวคนเดียว โดยก่อนหน้านี้ก็มีลูกชายสามคน แค่นี้ก็รู้ว่าหลิวเยว่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ตอนนี้แม้หลิวเยว่จะกลับมาบ้านเดิมแล้ว เธอก็ยังเป็บุคคลที่น่าเชื่อถือและมีอิทธิพลมากที่สุดอีกด้วย