บทที่ 1 : เพลิงอัสนีและลมครามแห่งโชคชะตา
ณ ใจกลางอาณาจักร 'อัคคีเทพ' ดินแดนแห่งแสงอาทิตย์และธาตุไฟ ที่ซึ่งผู้คนมีพลังแห่งราศีสิงห์ไหลเวียนอยู่ในสายเื ยามนี้ไม่ได้อบอวลไปด้วยความรุ่งโรจน์เฉกเช่นที่เคยเป็มานับพันปี
ปราสาท 'สุริยะอัสนี' อันโอ่อ่าที่เคยเปล่งประกายดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังงานสีเทาทึบ ที่ซึมลึกราวกับควันพิษ คืบคลานเข้าเกาะกินทุกอณูศิลา ปลุกความหวาดกลัวให้ตื่นขึ้นในทุกหัวใจของชาวอัคคีเทพ
ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ซึ่งเคยเป็ศูนย์รวมของความภาคภูมิใจ บัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงปะทุของพลังงานดุจฟ้าร้องคำรามสะท้อนก้อง เมื่อร่างสูงสง่าของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของเปลวเพลิงที่บ้าคลั่ง
อัคคี บุตรชายแห่งตระกูลสุริยะอัสนี ทายาทผู้สืบทอดพลังแห่งราศีสิงห์เต็มตัว และเป็ความหวังสูงสุดของอาณาจักรในยามที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตดวงแก้วปฐมธาตุปั่นป่วน ใบหน้าคมสันที่เคยเปล่งประกายความมั่นใจยามนี้ฉาบด้วยความกราดเกรี้ยว ดวงตาสีอำพันฉายแววดุดันราวกับเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ ออร่าสีแดงเพลิงที่เปล่งประกายจากกายของเขาไม่ได้สว่างเจิดจ้าดุจแสงอาทิตย์อีกต่อไป หากแต่แดงเข้มราวกับเืที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้
"ท่านอัคคี! โปรดระงับพลังของท่านด้วยพะยะค่ะ!" หนึ่งในองครักษ์ผู้กล้าหาญพยายามเข้ามาใกล้ แต่แรงกดดันจากพลังราศีสิงห์ที่บ้าคลั่งก็ผลักร่างเขากระเด็นไปกระแทกเสาหินอย่างแรง
"ข้าควบคุมมันไม่ได้!" เสียงแหบพร่าของอัคคีคำรามตอบ ในมือของเขาก่อกำเนิดลูกบอลเพลิงขนาดมหึมาที่พร้อมจะะเิได้ทุกเมื่อ "พลังนี่มัน... มันกัดกินข้างใน! ราวกับจะเผาผลาญข้าจากข้างใน!"
รอบกายของอัคคี ผู้พิทักษ์และนักรบแห่งอัคคีเทพต่างใช้พลังราศีของตนเองเข้าสกัดกั้นเปลวเพลิงที่แผ่รัศมีออกไป อักขระเวทป้องกันปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูจะไร้ประโยชน์เมื่อเปลวเพลิงของอัคคีมีแต่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น
"เงามืด!" บิดาของอัคคี 'ท่านราชันย์สุริยะ' ทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง ใบหน้าฉายแววกังวลอย่างที่สุด ออร่าสีแดงอมส้มของท่านดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด พลังของราชันย์สิงห์ที่เคยแข็งแกร่งกำลังถูกกัดกินจาก "เงามืดไร้ลักษณ์" ที่แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน
"ท่านพ่อ! ท่านเป็อะไรไป!" อัคคีพยายามข่มพลังบ้าคลั่งในกายลง เมื่อเห็นอาการของบิดา แต่ยิ่งเขาพยายามควบคุม เปลวเพลิงก็ยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นราวกับจะเยาะเย้ย
เงามืดไร้ลักษณ์... มันคือสิ่งที่กำลังดูดกลืนพลังงานของดวงแก้วปฐมธาตุ ทำให้พลังราศีและสีออร่าของผู้คนบิดเบี้ยว ผู้ใช้พลังราศีสิงห์ที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจกลับกลายเป็บ้าคลั่ง คนราศีกุมภ์ที่เคยรักอิสระกลับหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง และที่เลวร้ายที่สุดคือสีออร่าประจำตัวของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากความมืดมิด
"ราชันย์เพลิง! ท่านต้องคุมสติให้ได้!" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าห้องโถง บุรุษร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขามีเรือนผมสีเงินยาวสลวย ดวงตาสีเงินฉายแววนิ่งสงบ แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยเปลวเพลิงทว่าออร่าสีเขียวเข้มของเขาที่เปล่งประกายจากวันพุธ กลับดูมั่นคงและไม่ได้รับผลกระทบจากความร้อนแผดเผา พลังราศีกันย์ของเขาสามารถวิเคราะห์และสร้างบาเรียที่แม่นยำได้
นั่นคือ 'เทียนฟง' ที่ปรึกษาผู้ชาญฉลาดแห่งตระกูลสุริยะอัสนี ผู้ซึ่งมักจะเตือนอัคคีถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์และสติปัญญา
"ท่านเทียนฟง! ท่านไม่ควรเข้ามา! มันอันตราย!" องครักษ์เตือนด้วยความห่วงใย
"ข้าต้องช่วยเขา!" เทียนฟงตอบ ก่อนจะพุ่งเข้าใกล้ เปลวเพลิงที่แผดเผาไม่สามารถทำอันตรายเขาได้ ด้วยพลังราศีกันย์ที่สามารถวิเคราะห์และสร้างบาเรียที่ละเอียดอ่อนได้ ทำให้เขาสามารถหลบหลีกและเข้าใกล้ต้นกำเนิดของเพลิงได้อย่างน่าอัศจรรย์ "ฟังข้า อัคคี! เงามืดกำลังเล่นงานจิตใจของเ้า! มันคือความกลัว! ความกังวล! มันใช้สิ่งเ่าั้มาบงการพลังของเ้า!"
"ไม่! มันไม่ใช่ความกลัว! มันคือความโกรธ! โกรธที่ไร้พลัง! โกรธที่ทำอะไรไม่ได้!" อัคคีคำรามตอบ แรงบีบของลูกบอลเพลิงในมือเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
"เ้าจะยอมให้เงามืดบงการเ้าได้อย่างนั้นรึ!" เทียนฟงยืนอยู่ห่างจากอัคคีเพียงไม่กี่ก้าว เขายื่นมือออกไป ออร่าสีเขียวเข้มของเขาแผ่ขยายออก สร้างเกราะพลังงานใสบริสุทธิ์ครอบคลุมอัคคีและตัวเขาเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เปลวเพลิงที่บ้าคลั่งลามไปมากกว่านี้ "จงจำไว้! พลังราศีสิงห์ของเ้าไม่ใช่เพียงแค่การแผดเผา แต่มันคือพลังแห่งผู้นำ! พลังแห่งความกล้าหาญที่จะปกป้อง! ใช้มันเพื่อสิ่งนั้น! ใช้สติ! ใช้ใจของเ้า!"
แต่ดูเหมือนคำพูดของเทียนฟงจะไม่สามารถเข้าถึงสติที่กำลังเลือนรางของอัคคีได้ ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัวจากความเ็ปที่พลังกัดกินจากภายใน
"พลังแห่งดวงแก้วปฐมธาตุ... มันกำลังดูดกลืนแสงของข้าไป!" ราชันย์สุริยะเอ่ยอย่างอ่อนแรง พร้อมกับล้มลงในอ้อมแขนของข้ารับใช้
"ท่านพ่อ!" อัคคีเบิกตากว้าง ความเ็ปที่กำลังแผดเผาในกายผสมปนเปกับความโกรธ ความกลัว และความสิ้นหวัง ที่มองเห็นบิดากำลังอ่อนแอลงไปทุกที พลังเพลิงในมือของเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง เสียงคำรามของสิงโตเพลิงดังกึกก้องไปทั่วปราสาท
ออร่าสีแดงของอัคคีไม่ใช่เพียงแค่สีแดงเพลิงที่ร้อนแรงอีกต่อไป แต่มันเริ่มมีเกล็ดสีดำเล็กๆ แทรกซึมเข้ามา... เกล็ดสีดำของเงามืดไร้ลักษณ์ที่กำลังกัดกินแก่นแท้ของเขา
ในเวลาเดียวกันนั้น ห่างไกลออกไปหลายพันลี้ ณ ดินแดน 'วารีเมฆา' อาณาจักรที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกแห่งขุนเขาและธารน้ำตก ผู้คนแห่งดินแดนนี้คือผู้ที่ได้รับพรจากราศีกุมภ์และพลังแห่งธาตุลมอันบริสุทธิ์
ที่นี่ไม่ได้รับผลกระทบจากเงามืดเท่าอาณาจักรอื่น บรรยากาศยังคงสงบเงียบ และสีออร่าของชาววารีเมฆายังคงเปล่งประกายสดใสตามปกติ
'หอคอยวายุ' สถาปัตยกรรมสูงระฟ้าที่สร้างขึ้นจากผลึกแก้วใสสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน ภายในห้องสมุดส่วนตัวที่เต็มไปด้วยตำราโบราณนับพันเล่ม เมษา ทายาทแห่งตระกูล 'เมฆานภา' ผู้สืบทอดพลังราศีกุมภ์ กำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านม้วนคัมภีร์เก่าแก่ที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ
เมษาในชุดคลุมสีฟ้าอ่อน มีเรือนผมสีเงินยาวสลวยที่พลิ้วไหวราวกับสายลมเมื่อยามที่เธอลุกขึ้นเดิน ดวงตาสีครามที่ลึกซึ้งดุจผืนน้ำยามราตรีฉายแววครุ่นคิด ออร่าสีฟ้าอ่อนที่เปล่งประกายจากกายของเธอนั้นบริสุทธิ์และสงบ แสดงออกถึงบุคลิกที่เยือกเย็น มีเหตุผล และความรักอิสระตามสีประจำวันเกิดวันศุกร์ของเธอ
เธอสามารถััถึงความผิดปกติของพลังงานในอากาศได้เสมอ และใน่หลายเดือนที่ผ่านมา ความปั่นป่วนของพลังงานจากดวงแก้วปฐมธาตุก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวารีเมฆา แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตราย
"ท่านเมษา ขอรับ ท่านได้รับสารด่วนจากสภาสูง" เสียงของผู้เฝ้าหอดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งในชุดเกราะสีขาว
เมษาวางคัมภีร์ลง พลังแห่งราศีกุมภ์ทำให้เธอสามารถรับรู้ถึงกระแสลมที่พัดพา 'ความกังวล' จากน้ำเสียงของบุรุษผู้นั้น
"มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือคะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบ แต่แววตาฉายประกายความตื่นตัว
"สภาสูงแห่งวารีเมฆาตรวจจับได้ถึงการปั่นป่วนของดวงแก้วปฐมธาตุที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อนพะยะค่ะ และมีรายงานจากอาณาจักรอัคคีเทพว่า... พลังของราชันย์สิงห์ 'อัคคี' กำลังบ้าคลั่ง และเงามืดกำลังเข้าครอบงำอาณาจักรของพวกเขาอย่างรวดเร็ว"
คิ้วเรียวของเมษาขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย รายงานจากอัคคีเทพมาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก เธอเคยได้ยินเื่ราวของอัคคี ราชันย์สิงห์ผู้แข็งแกร่งและหยิ่งทะนง เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ใช้พลังราศีรุ่นเยาว์ เป็ที่กล่าวขานถึงความกล้าหาญแต่ก็เต็มไปด้วยความใจร้อน ไม่คาดคิดว่าเงามืดจะเริ่มเล่นงานเขาอย่างรุนแรงเช่นนี้
"ท่านสภาสูงมีบัญชาว่าอย่างไรหรือคะ?" เมษาเอ่ยถาม
"สภาสูงมีบัญชาให้ท่านออกเดินทางไป 'แดนกลาง' เพื่อตามหา 'ผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาว' พะยะค่ะ พวกเขาเชื่อว่าผู้ที่จะสามารถกอบกู้ดวงแก้วปฐมธาตุได้นั้น จะต้องเป็ผู้ที่เกิดจากราศีที่ต่างกัน แต่มีชะตาร่วมกัน สภาสูงได้ทำนายจากตำราโบราณของเรา ท่านเมษาคือหนึ่งในผู้ถือโฉลก และผู้ถือโฉลกอีกคนคือ... ราชันย์เพลิงอัคคีแห่งอัคคีเทพพะยะค่ะ"
ดวงตาสีครามของเมษาเบิกกว้างเล็กน้อย การที่เธอต้องเดินทางไปยังอาณาจักรแห่งไฟ และที่สำคัญคือต้องร่วมงานกับราชันย์สิงห์ผู้เลื่องชื่อเื่ความใจร้อน ไม่ใช่เื่ที่เธอคาดคิดไว้เลย
"ผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาว..." เมษาพึมพำกับตัวเอง เธอเคยอ่านตำราโบราณเกี่ยวกับเื่นี้ ว่าผู้ที่จะนำสมดุลกลับมาได้จะต้องเป็คู่ของราศีที่อยู่คนละขั้ว แต่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ พลังราศีสิงห์แห่งไฟกับพลังราศีกุมภ์แห่งลม... ดูเหมือนโชคชะตาจะกำลังเล่นตลกกับเธอ
"ภารกิจนี้เร่งด่วนมากพะยะค่ะ เงามืดกำลังแผ่ขยาย และหากดวงแก้วปฐมธาตุถูกกลืนกินจนหมดสิ้น โลกของเราอาจจะดับสูญ" บุรุษผู้เฝ้าหอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมษาถอนหายใจแ่เบา เธอรู้ดีถึงความสำคัญของภารกิจนี้ เธอไม่ใช่คนชอบการเผชิญหน้าหรือเดินทาง แต่ด้วยความรับผิดชอบในฐานะทายาทของวารีเมฆา และพลังราศีกุมภ์ที่รักอิสระและมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เธอตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
"ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ ท่านช่วยเตรียมของที่จำเป็สำหรับการเดินทางให้ข้าด้วยนะคะ"
หลายวันต่อมา...
อัคคีอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ลงไปทุกขณะ เปลวเพลิงที่บ้าคลั่งในตัวเขามีแต่จะรุนแรงขึ้น สีแดงเพลิงในออร่าของเขามีเกล็ดสีดำแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างบ่งบอกถึงการคุกคามของเงามืดที่กำลังดูดกลืนแก่นแท้ของเขา ราชันย์สุริยะผู้บิดาของเขาเองก็อาการหนักขึ้นทุกวันเช่นกัน
เทียนฟง ผู้ซึ่งพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยอัคคี ได้อ่านพบตำราโบราณที่กล่าวถึง "ผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาว" คู่ที่จะนำพาสมดุลกลับคืนมาสู่โลกนี้ เขาจึงส่งสารไปยังอาณาจักรวารีเมฆาเพื่อขอความช่วยเหลือ
ในที่สุด ร่างสูงโปร่งของเมษาก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูปราสาทสุริยะอัสนี พร้อมกับผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน ออร่าสีฟ้าครามของเธอที่บริสุทธิ์และสงบดุจผืนน้ำตัดกับบรรยากาศที่ร้อนระอุและหม่นหมองของปราสาทได้อย่างชัดเจน
"ท่านเมษาแห่งวารีเมฆาขอเข้าพบพะยะค่ะ" องครักษ์ผู้เฝ้าประตูประกาศ
เทียนฟงรีบออกไปต้อนรับด้วยความดีใจ
"ท่านเมษา! ข้ารอท่านมานานแล้ว!" เทียนฟงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "สถานการณ์ของราชันย์เพลิงอัคคีแย่ลงทุกขณะพะยะค่ะ พลังของเขาบ้าคลั่งจนควบคุมไม่ได้ และเงามืดก็กำลังกัดกินชีวิตของท่านราชันย์สุริยะด้วย"
เมษาพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาสีครามฉายแววกังวลเล็กน้อย เธอสามารถััถึงความปั่นป่วนของพลังงานที่แผ่ออกมาจากปราสาทได้ั้แ่ก้าวแรกที่มาถึง มันรุนแรงกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก
"นำทางข้าไปพบเขาเถิดค่ะ" เมษาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ แต่มีความเด็ดเดี่ยวซ่อนอยู่
เมื่อเมษาเข้าไปในห้องโถงที่เต็มไปด้วยความโกลาหล เธอเห็นอัคคีกำลังยืนอยู่กลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ออร่าสีแดงดำของเขากำลังแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ทิศทาง ผู้คนรอบข้างต่างพยายามหลบหลีกและสกัดกั้นอย่างสิ้นหวัง
"เขาไม่รับฟังใครแล้วพะยะค่ะ! พลังของเขาบ้าคลั่งเกินไป!" องครักษ์คนหนึ่งร้องบอก
เมษาไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่ก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคนที่มองมา พลังราศีกุมภ์ของเธอเริ่มทำงาน เธอส่งกระแสพลังงานแห่งลมที่อ่อนโยนออกไปรอบกาย สร้างเกราะป้องกันบางๆ ที่ช่วยลดทอนความรุนแรงของเปลวเพลิง
อัคคีผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในความบ้าคลั่งของพลัง หันขวับมามอง เขาเห็นร่างของหญิงสาวในชุดสีฟ้าคราม ผู้มีออร่าสีฟ้าอ่อนที่สงบนิ่งตัดกับความวุ่นวายรอบกายของเขาอย่างสิ้นเชิง
"เ้าเป็ใคร! เข้ามาทำไม! ออกไปซะ! ก่อนที่ข้าจะเผาเ้าให้มอดไหม้!" อัคคีคำราม พลังเพลิงในมือของเขาก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และปาใส่เมษาอย่างไม่ยั้งคิด
เมษาไม่หลบ เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย ออร่าสีฟ้าครามของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า พลังราศีกุมภ์ของเธอถูกใช้เพื่อสร้าง "สนามพลังงานแห่งการเปลี่ยนแปลง" ที่สามารถบิดเบือนกระแสพลังงานได้ ลูกไฟขนาดมหึมาของอัคคีที่พุ่งเข้ามากลับชะลอตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงทิศทางออกไปชนกำแพงด้านข้างอย่างไม่น่าเชื่อ
"เ้า! เ้าทำอะไรลงไป!" อัคคีตะลึง นี่เป็ครั้งแรกที่พลังของเขาถูกเบี่ยงเบนออกไปได้ง่ายดายเช่นนี้
"ข้าคือเมษาแห่งวารีเมฆา" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบและหนักแน่น "และข้ามาที่นี่เพื่อหยุดความบ้าคลั่งของท่าน ราชันย์เพลิง!"
คำว่า "ราชันย์เพลิง" ที่มาจากปากของเธอดูก้องกังวานในโสตประสาทของอัคคี ราวกับจะเตือนสติเขาถึงตัวตนที่แท้จริง
เมษาเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีก ออร่าสีฟ้าครามของเธอเริ่มแผ่ขยาย ส่งผลกระทบต่ออัคคีเล็กน้อย พลังที่สงบนิ่งและบริสุทธิ์ของเธอพยายามจะแทรกซึมเข้าไปในออร่าสีแดงดำที่กำลังปั่นป่วนของเขา
"ความโกรธ ความกลัวของท่านกำลังดึงดูดเงามืด" เมษาพูดช้าๆ แต่ชัดเจน "สีออร่าของท่านกำลังถูกกัดกิน มันไม่ใช่แค่เปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญท่าน แต่มันคือจิตใจของท่านเองที่กำลังจะดับมอด"
อัคคีรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่ง เขารู้สึกถึงความเ็ปที่พลังกัดกินจากภายใน รู้สึกถึงความสิ้นหวังที่มองเห็นบิดากำลังป่วยหนัก และรู้สึกถึงความโกรธที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ไม่มีใครเคยพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้
"หุบปาก!" อัคคีคำราม มืออีกข้างของเขาก่อกำเนิดลูกบอลเพลิงอีกครั้งเตรียมจะโจมตีเมษา แต่ครั้งนี้ พลังของเขาดูเหมือนจะลดทอนลงเล็กน้อย จากอิทธิพลของออร่าสีฟ้าครามของเมษา
"เรามีเวลาไม่มากพะยะค่ะ ท่านอัคคี" เทียนฟงรีบก้าวเข้ามาใกล้ "ตามตำราโบราณ ท่านและท่านเมษาคือผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวที่ถูกเลือกให้มานำความสมดุลคืนสู่โลก หากท่านไม่สามารถควบคุมพลังของท่านได้ เราจะไม่มีทางชนะเงามืดได้เลย!"
อัคคีมองเทียนฟง จากนั้นก็มองเมษาอีกครั้ง เขายังคงไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวผู้เยือกเย็นคนนี้ถึงสามารถเข้าถึงเขาได้ถึงเพียงนี้ หรือทำไมเธอถึงไม่แสดงความหวาดกลัวต่อพลังที่บ้าคลั่งของเขาเลย
เมษาจ้องเข้าไปในดวงตาสีอำพันที่กำลังสับสนของอัคคี เธอส่งกระแสพลังราศีกุมภ์ที่อ่อนโยนและเยือกเย็นเข้าไปัักับพลังราศีสิงห์ที่ร้อนระอุของเขา ราวกับสายลมที่พัดพาความเย็นเข้าสู่เปลวเพลิง เธอบอกเขาว่า "จงเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่ในความโกรธที่กัดกินท่าน"
พลังที่เย็นเยือกของเมษาทำให้เปลวเพลิงรอบกายอัคคีสงบลงเล็กน้อย ออร่าสีดำที่แทรกซึมในออร่าสีแดงของเขาก็ดูเหมือนจะจางลงเพียงชั่วขณะ ความเ็ปจากการถูกกัดกินในกายก็ทุเลาลงชั่วขณะเช่นกัน
อัคคีหอบหายใจอย่างหนัก แรงจากการต่อสู้กับพลังบ้าคลั่งในตัวเขา และการที่ถูกเมษาดึงสติ ทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงลงอย่างมาก
"พลังของเ้า..." อัคคีเอ่ยเสียงแ่ "มัน... มันช่วยได้จริงหรือ..."
เมษาพยักหน้าเล็กน้อย "พลังของข้าเพียงช่วยให้ท่านดึงสติกลับมาได้ ท่านต่างหากที่เป็ผู้ควบคุมมันทั้งหมด" เธอเดินไปใกล้เขามากยิ่งขึ้น จนเกือบจะัักัน "การที่จะควบคุมพลังราศีสิงห์ได้ ท่านต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ และยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น"
คำว่า "ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น" เหมือนเป็สายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของอัคคี เขาเป็ผู้ที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนเองมาตลอด ไม่เคยคิดที่จะต้องพึ่งพาใคร แต่ในยามนี้ เขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับเงามืดเพียงลำพัง
ทันใดนั้น เสียงคำรามของราชันย์สุริยะก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของท่านกระตุกอย่างรุนแรง และออร่าสีดำที่ครอบคลุมก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
"ท่านพ่อ!" อัคคีตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง
เขาตัดสินใจ... และมันคือการตัดสินใจที่เปลี่ยนโชคชะตาของโลกนี้
อัคคีพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี พลังราศีสิงห์ที่เคยบ้าคลั่งเริ่มสงบลงเล็กน้อยภายใต้การควบคุมของเขา แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงพลังมาใช้ในการตัดสินใจสำคัญ
เขาหันไปมองเมษาที่ยืนอยู่ข้างกาย "เ้า... เ้าพร้อมที่จะกอบกู้ดวงแก้วปฐมธาตุไปพร้อมกับข้าหรือไม่?"
เมษาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีอำพันของอัคคี ไม่มีแววลังเลในคำตอบของเธอ "ข้าถูกส่งมาเพื่อการนั้นอยู่แล้ว ท่านราชันย์เพลิง"
อัคคีพยักหน้า สีออร่าแดงเพลิงของเขาแม้จะยังมีริ้วดำแทรกซึมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บวัดแกว่งบ้าคลั่งอีกต่อไป สายลมที่อ่อนโยนจากเมษาโอบล้อมกายของเขาเล็กน้อย คล้ายจะให้กำลังใจ
"ถ้าอย่างนั้น... จงนำทางข้าเถิด เมษาแห่งวารีเมฆา"
การผจญภัยของราชันย์สิงห์ผู้ร้อนแรงและนักปราชญ์ราศีกุมภ์ผู้เยือกเย็นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยความหวังที่จะนำแสงสว่างและสมดุลกลับคืนสู่โลกเอเธเรียสที่กำลังจมดิ่งสู่ความมืดมิด