บทที่12. ยายของตูตูกับไคไค
“ซีอินซีอินอยู่รึเปล่า”เสียงเรียกอยู่หน้าบ้านทำให้ตูตูกับไคไคที่นั่งรอแม่อาบน้ำอยู่หันไปมองทันที
“ใครเยียกแม่อ่ะ”ตูตูถามขึ้น
“ไม่ยู้ไปดูมั้ย”ไคไคเองก็ไม่รู้แต่เขาจำได้ว่าไม่ใช่เสียงย่าของพวกเขาแน่นอน
“อื้มม”เด็กๆ ไถลตัวลงจากเก้าอี้ในห้องครัวก่อนเดินออกไปนอกบ้าน
เพราะตอนเช้าซีอินจะออกกำลังกายจนเหงื่อชุ่มจึงต้องอาบน้ำเพื่อให้สบายตัวและตอนนี้เธอก็อาบน้ำอยู่จึงมีเพียงเด็กๆ ที่สามารถไปเปิดประตูได้แต่เพราะแม่เคยบอกพวกเขาไว้ว่าอย่าเปิดประตูให้คนไม่รู้จักเพราะอาจเจอคนไม่ดีเอาได้ เ้าหัวผักกาดทั้งสองเลยมายืนมองรั้วบ้านกันอยู่สองคนก่อนที่ตูตูจะถามออกไป
“ใครมาคับ”เสียงน่ารักเอ่ยถามออกไปจนคนที่มาหาได้ยินชัดเจน
“เสียงนี้คงเป็หลานๆสินะ นี่ยายเอง” คุณแม่หลินเองก็รีบตอบกลับไป เธอไม่ได้เจอหลานๆมานานแล้วอีกทั้งตอนที่เจอก็เป็ตอนที่เด็กๆยังเล็กมากไม่รู้จะจำยายคนนี้กันได้หรือเปล่า
“ยายคือใครคับ”ตูตูยังคงถามต่อไปไม่หยุด
“ยายก็คือยายไงเปิดประตูให้ยายหน่อยเร็วตูตูไคไค”คุณแม่หลินก็ร้อนใจคิดว่าลูกสาวตัวเองปล่อยให้เ้าแฝดอยู่กันเองอย่างที่เคยชอบทำอีกแล้วหรือเปล่า
“โฮ๊ะ!!ยู้จักตูตูกับไคไคด้วย” ตูตูตาโตหันไปพูดกับน้องชาย
“ยายคือใครคับ”ส่วนไคไคก็พยักหน้าให้พี่ชาย แล้วถามกลับประโยคที่พี่ชายเคยถามไปแล้วอีกครั้ง
“ยายก็คือแม่ของแม่ตูตูกับไคไคยังไงล่ะ”
“แม่ของแม่หยอ”ตูตูหันมาพูดกับน้องชายเหมือนปรึกษากัน
“อื้มม แม่มีแม่ด้วย”ไคไคเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักกับพี่ชายเพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าซีอินมาได้ยินคงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีและคงได้แต่บอกว่าเ้าสองแฝดว่าแม่ก็มีแม่นะลูกก
เด็กๆยังคงพูดคุยกันแบบกระซิบกระซาบกันต่อแต่ไม่ยอมเปิดประตูสักทีแต่เป็การกระซิบที่เสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านจนคนเป็ยายที่ยืนรออยู่นอกรั่วได้ยินหมด จนซีอินแต่งตัวเสร็จเดินออกมาตามเด็กๆถึงเห็นว่าเ้าหัวผักกาดไปยืนคุยกันอยู่ตรงรั่วบ้าน
“ตูตูไคไค ไปทำอะไรกันตรงนั้น” เสียงนุ่มๆ เอ่ยถามเด็กๆจึงก็รีบหันกลับไปหาแม่ทันที
“แม่มีคนมา...บอกว่าชื่อยายคับ”ตูตูรีบพูดกับแม่
“บอกว่าเป็แม่ของแม่ด้วยคับ”ไคไคก็รับบอกเหมือนจะฟ้อง
“ยายหรอ”ซีอินรีบเดินไปเปิดประตูรั้วออกก่อนจะพบผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ในความทรงจำของเธอกำลังยืนหอบหิ้วของในมืออยู่
“แม่มาได้ยังไงคะรีบเข้ามาก่อนค่ะ”ซีอินรีบเปิดประตูรั้วบ้านให้กว้างขึ้นก่อนจะรีบเข้าไปรับของจากมือของคุณแม่หลินมาช่วยถือ
“แม่ก็มาเยี่ยมแล้วก็เอาของมาให้แกกับหลานๆแม่น่ะสิ แต่เด็กๆ ไม่ยอมเปิดประตูให้สักที ว่ายังไงหื้มตูตูไคไคจำยายไม่ได้กันใช่มั้ย”คุณแม่หลินเอ่ยเมื่อเข้ามาในพื้นที่บ้านแล้วก็ยื่นมือไปลูบๆ หัวกลมๆและเอ่ยพูดกับเด็กๆ อย่างเอ็นดู
“ก็เมื่อก่อนเวลาแม่มาเยี่ยมทีไรก็เป็ตอนเ้าแฝดออกไปทำงานแลกแต้มกันส่วนก่อนนี้ที่เคยเจอก็เป็ตอนที่ตูตูกับไคไคเด็กมากคงจำไม่ได้หรอกค่ะ ตูตูไคไคนี่คุณยายของลูกนะเป็แม่ของแม่จ้ะ”
เป็เพราะก่อนนี้ลูกๆยังเล็กมากเธอคนเดิมจึงไม่เคยคิดจะพาลูกไปบ้านเดิมเลย และแม่ของเธอก็ยุ่งๆต้องเลี้ยงหลานๆ ที่เป็ลูกของพี่ชายเธอด้วย นานๆทีถึงจะมาเยี่ยมสักทีจึงทำให้ไม่ค่อยได้เจอลูกๆ ของเธอ
“คุณยาย/คุณยาย”สองเสียงประสานกันอย่างน่ารัก ยิ่งทำให้คนเป็ยายเอ็นดูมากเข้าไปอีก
“เด็กดีๆ”
“งั้นเดี๋ยวตูตูกับไคไคไปนั่งเล่นระบายสีกับเขียนตัวอักษรที่แม่สอนกันก่อนนะจ๊ะแม่ขอคุยกับคุณยายของลูกก่อน”
“คับ/คับ”จากนั้นเด็กๆ ก็นั่งเล่นกันอยู่ในห้องนอนส่วนซีอินก็พาแม่หลินมานั่งที่ห้องครัวแทน
“แล้วนี่แกยังปล่อยให้เด็กๆไปทำงานเก็บผักป่าแลกแต้มอยู่อีกหรือเปล่า”คุณแม่หลินถามหลังจากที่นั่งลงบนเก้าอีกเรียบร้อยแล้ว ก่อนนี่เคยมาพูดกับลูกสาวเื่นี้แล้วว่าเ้าแฝดยังเด็กเกินไปแต่ลูกสาวเธอคนนี้ก็ไม่สนใจเลย
“หนูไม่ได้ให้ไปทำแล้วค่ะแม่ว่าแต่แม่เถอะมาหาถึงนี่มีเื่อะไรหรือเปล่าคะนี่หนูก็คิดว่าจะเอาของไปให้ที่บ้านอยู่เลย”
“แม่ก็มาเยี่ยมนั่นแหละชาวบ้านพูดกันไปทั่วว่าแกดูเปลี่ยนไปแม่เลยมาดูให้เห็นกับตาน่ะซี่~” คุณแม่หลินพูดลากหางเสียงยาวไปสายตาก็กวาดมองลูกสาวไปด้วยรู้สึกว่าเปลี่ยนไปจริงๆ ทั้งภายนอกที่ดูสะอาดหน้าตาผมเผ้ามองแล้วสบายตาขึ้นแล้วเหมือนจะผอมลงนิดหน่อย ทั้งการพูดจาก็ดีขึ้นดูเหมือนคนมีการศึกษาดีๆดูอ่อนโยนและดูใจเย็นไม่ขี้หงุดหงิดเหมือนเมื่อก่อน
“แล้วเป็ไงคะหนูเปลี่ยนจริงไปรึเปล่า”
“เปลี่ยนซี่~แกดูสะอาดผิวพรรณดูสดใสขึ้นแต่แกกินน้อยไปหรือเปล่าทำไมตัวยุบลงขนาดนี้ล่ะ ฉันอุตส่าห์หาของดีๆมาให้แกกินั้แ่เด็กๆ จะได้แข็งแรงๆ แล้วดูตอนนี้สิ แกต้องกินเยอะๆ เข้าใจมั้ย”
“แม่คะหนูอ้วนเกินไปแล้ว”
“ฮ้ายย!ไม่อ้วนสักหน่อยแบบนี้ดูเป็คนมีอันจะกินดีจะตายไป”
คุณแม่หลินมักมีความคิดว่าอ้วนๆแล้วดูเป็คนมีสง่าราศีเหมือนคนมีอันจะกิน จึงพยายามหาของมาให้ซีอินกินเยอะๆทั้งที่เป็ยุคอดยากั้แ่เด็กๆ ไม่รู้ว่าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกันขุนจนเธออ้วนได้ขนาดนี้แถมยังซกมกอีกต่างหากแต่เื่ซกมกนี่เป็เพราะเธอคนเดิมเองที่ี้เีไม่ใช่เพราะคุณแม่หลินสอนมาหรอกแต่เมื่อได้ฟังแม่ของเธอแล้วซีอินก็คิดว่าคงต้องปรับทัศนคติแม่ตัวเองบ้างแล้ว
“แม่คะอ้วนๆแบบนี้จะเป็โรคร้ายและเจ็บป่วยได้ง่ายวันก่อนหนูเข้าไปในเมืองอำเภอไปหาหมอมาหมอยังแนะนำหากหนูอยากมีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตอยู่นานๆให้หนูลดน้ำหนักด้วยนะคะแม่” ซีอินต้องอ้างแบบนี้คุณแม่เธอถึงจะยอมเชื่อได้
“จริงๆหรือ”คุณแม่หลินทำหน้าใไม่เคยรู้เลยว่าอ้วนแล้วจะป่วยง่ายด้วย
“จริงสิคะหนูจะโกหกแม่ทำไมหนูอ้วนมากเกินไปเดินมากก็ปวดขาเลยไปหาหมอแม่ก็รู้หมอในโรงพยาบาลเมืองอำเภอนั้นเก่งมากขนาดไหนทั้งยังเป็โรงพยาบาลที่ใหญ่มากด้วยคุณหมอเขาพูดไม่ผิดหรอกค่ะ”
“ได้ๆแม่เชื่อๆ งั้นแกก็รีบลดน้ำหนักเข้าล่ะ จะว่าไปพอแกตัวยุบๆลงมาหน่อยก็สวยเหมือนแม่ตอนสาวๆเลยนะเนี่ย” คุณแม่หลินมองซ้ายมองขวาแล้วก็พูดขึ้นมา
“หนูกำลังพยายามอยู่ค่ะแม่รอเดี๋ยวหนูจะไปหยิบของมาให้แม่ก่อนจะได้เอากลับบ้านไปกิน”พูดจบก็รีบเดินเข้าไปหยิบของมาให้แม่หลินทันที
“จะซื้อมาให้ทำไมเก็บไว้ให้ตูตูกับไคไคเถอะดูสิมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้นผลไม้นี้อีกมีแต่ของแพงๆ”คุณแม่หลินนั้นอยากให้ลูกสาวเก็บไว้บำรุงหลานชายของเธอมากกว่า
“หนูซื้อมาไว้ให้เด็กๆแล้วค่ะตอนนี้แม่ดูสิคะตูตูกับไคไคได้กินอิ่มก็ดูดีขึ้นเยอะเลยของส่วนนี้เป็ของบ้านหลินคุณแม่ก็เอาไปให้ทุกคนที่บ้านกินเถอะค่ะ”
“อืมจริงด้วยหน้าตาตูตูกับไคไคน่ารักมากเลยไม่บอกคงคิดว่าเป็เด็กจากในเมืองยิ่งดูยิ่งเหมือนลูกเขยมากเลยพูดถึงลูกเขยเวลาเขากลับมา่วันหยุดแกก็ดูแลเขาให้ดีๆหน่อยอย่าทำตัวไม่ดีเหมือนเดิมอีกเล่า”ตอนที่ได้ลูกเขยคนนี้มาคุณแม่หลินดีใจมากที่ลูกสาวได้แต่งงานกับคนดีๆทั้งยังเป็ทหารอีกถึงจะรู้นิสัยของลูกสาวตัวเองดีว่าแย่แค่ไหนแต่ยังไงคนเป็แม่ก็ต้องอยากให้ลูกตัวเองได้สิ่งที่ดีๆอยู่แล้ว
“หนูรู้แล้วค่ะแม่นี่หนูก็พึ่งส่งของกินของใช้ไปให้พ่อเ้าแฝดนะคะว่าแต่ตอนนี้ที่บ้านเป็ยังไงบ้างคะหนูไม่ได้ไปเยี่ยมที่บ้านตั้งนานแล้ว” แม้จะอยู่หมู่บ้านเดียวกันแต่ก็อยู่กันคนละฝั่งของหมู่บ้านเลยทีเดียวทำให้ั้แ่ซีอินแต่งงานเข้าบ้านเซียวไม่ค่อยได้กลับไปบ้านเดิมเสียเท่าไหร่
“ก็ดีตอนนี้พี่ใหญ่แกได้เลื่อนตำแหน่งเป็หัวหน้าในโรงงานทอผ้าแล้วนะส่วนพี่รองแกก็ยังทำงานในแปลงนาอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละพ่อแกเองก็บ่นคิดถึงแกอยู่ตลอดส่วนพี่สะใภ้แกสองคนก็ทำฉันหงุดหงิดอยู่เหมือนเดิม”ปกติแม่หลินจะเป็คนขี้หงุดหงิดซึ่งตัวซีอินคนเดิมก็ติดนิสัยแบบนี้มาจากคุณแม่หลินเหมือนกันแต่คุณแม่หลินไม่ใช่คนที่ถึงกับไม่มีเหตุผลอะไรเลยแต่ถ้าจะให้มองในมุมของคนเป็ลูกสะใภ้แล้วละก็นับว่าแม่ของเธอนั้นร้ายกาจกว่าคุณแม่เซียวเสียอีก
“แม่ก็ใจเย็นๆกับพี่สะใภ้ทั้งสองคนหน่อยเถอะค่ะ หงุดหงิดมากๆจะทำให้อารมณ์ไม่แจ่มใสแม่จะป่วยเอาได้นะคะ”
“หงุดหงิดก็ทำให้ป่วยได้ด้วยเหรอ”
“ได้สิคะแม่นอกจากเื่อ้วนแล้วคุณหมอบอกหนูมาด้วยว่าถ้าหงุดหงิดบ่อยๆจะทำให้ป่วยได้เพราะไม่มีความสุขอีกทั้งยังแก่เร็วกว่าอายุจริงอีกนะคะ”
“รู้แล้วๆแม่เชื่อแกถ้าพี่สะใภ้ทั้งสองคนของแกไม่ทำเื่อะไรแย่จนเกินไปนักแม่จะพยายามใจเย็นๆไม่หงุดหงิดก็แล้วกัน”
“ดีแล้วค่ะแม่ถ้าว่างๆหนูจะพาตูตูกับไคไคไปเยี่ยมที่บ้านนะคะ”
“ดีๆ”คุณแม่หลินพยักหน้าอย่างพอใจ
สองแม่ลูกพูดคุยกันสักพักก็เห็นหัวกลมๆ ที่แอบผลุบๆ โผล่ๆอยู่ตรงขอบประตูห้องครัวของเ้าหัวผักกาดทั้งสองคน
“ตูตูไคไคว่าไงลูก”
“หิวคับ/หิวคับ”
“คุยเพลินจนจะได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้วงั้นเดี๋ยวแม่ทำอาหารให้นะตูตูไคไค แม่เองก็อยู่กินข้าวกลางวันด้วยกันก่อนนะคะ”เมื่อบอกลูกชายทั้งสองแล้วซีอินก็หันมาบอกแม่ของเธอต่อ
“ได้ๆเดี๋ยวแม่ช่วยแกทำเอง”เพราะปกติเธอรู้ดีว่าลูกสาวไม่ชอบเข้าครัวจึงอาสาช่วยทำด้วยกัน
จากนั้นคุณแม่หลินกับซีอินก็ช่วยกันทำกับข้าวสองสามอย่างและกินข้าวกลางวันด้วยกันก่อนที่คุณแม่หลินจะกลับบ้านไปเพราะนี่ก็ออกมานานหลายชั่วโมงแล้วโดยมีตูตูกับไคไคที่เดินเตาะแตะออกมาส่งคุณยายที่หน้าบ้านด้วย
"คุณยายมาหาตูตูกับไคไคอีกนะคับ"
"มาอีกนะคับ"
"ได้ๆไว้ว่างๆยายจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะ"