บทที่ 19 นามจริงคือหวังสวิ่น (รีไรต์)
พวกแม่เฒ่าหวังเดินเข้ามาได้ยินบทสนทนาพอดี
ในใจพลันบังเกิดความกังวลขึ้นมาไม่น้อย
เสี่ยวหยวนเป่าวางท่าราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย นางลูบคางที่เนียนนุ่มของตนพลางเอ่ยวิเคราะห์
"อืม... ดวงตาสีแดงฉานเฝ้าจ้องมองพี่ชาย... เช่นนี้ก็นับว่าถูกต้องแล้วเ้าค่ะ! พี่ชายเป็ผู้มีบุญบารมีสูงส่ง สิ่งชั่วร้ายไม่อาจก้าวล่วงเข้าใกล้ได้ พวกมันจึงทำได้แต่ยืนน้ำลายไหลมองอยู่ไกล ๆ เท่านั้นแหละ......"
หวังเทียนโกว "..."
ชาวบ้านทั้งหลาย "..."
วาจานี้ฟังดูราวกับว่าหวังเทียนโกวเป็เนื้อชิ้นงามที่มีแต่ผู้หิวโหยจ้องจะเขมือบเสียอย่างนั้น!
แม่เฒ่าหวังรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน "ท่านอาจารย์น้อย เช่นนั้นเทียนโกวของพวกเรายังมีปัญหาอันใดอีกหรือไม่"
เสี่ยวหยวนเป่าเขย่งปลายเท้า พลางตบไหล่หวังเทียนโกวเบา ๆ "ชั่วคราวนี้ยังไม่มีเื่อันใดเ้าค่ะ ต่อให้มีเื่ก็หาใช่เื่ใหญ่ พี่ชายยังมีชีวิตอยู่อีกตั้งแปดชีวิต..."
ชาวบ้านทั้งหลาย...
เพียงมือน้อย ๆ ของเ้าก้อนแป้งตบลงไปเบา ๆ หวังเทียนโกวกลับรู้สึกว่าความหนักอึ้งที่เกาะกุมจิตใจมาหลายวันพลันเบาบางลงอย่างน่าประหลาด
"ข้า...ขอบใจเ้ามากนะ!"
"ไม่ต้องขอบใจเ้าค่ะ หากคราวหน้าข้าต้องช่วยชีวิตท่านอีก ข้าจักไม่ขอรับเสบียงแล้วนะเ้าคะ ทว่าจักขอรับเป็เงินทองแทน..."
ไฉ่ซื่อและต้าเป่าต่างพากันเบือนหน้าหนี ทำราวกับว่าพวกนางไม่ได้ยินวาจาเห็นแก่เงินของเ้าตัวน้อยแม้เพียงนิด
แม่เฒ่าหวังยังคงมีใจพะวักพะวน
"ในเมื่อยามนี้ยังไม่มีเื่อันใด แล้วเหตุใดเทียนโกวถึงยังฝันร้ายอยู่เล่า ท่านอาจารย์น้อย พอจะมีวิธีใดที่จะลากตัวสิ่งชั่วร้ายที่จ้องทำร้ายเขาออกมาได้หรือไม่ เื่เงินทองไม่ใช่ปัญหา บ้านเรายอมขายที่นาเพื่อช่วยเขา..."
คราวนี้ไฉ่ซื่อไม่อาจทนฟังต่อได้ "ไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นเ้าค่ะท่านป้า เสี่ยวหยวนเป่าเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ นางจะรู้ความอันใดมากมายนัก หากท่านกังวลใจ ลองไปเชิญอาจารย์ผู้เก่งกาจท่านอื่นมาช่วยตรวจดูอาการของเทียนโกวไม่ดีกว่าหรือ"
ตามความเป็จริงแล้ว แม่เฒ่าหวังเคยเชิญผู้มีความรู้มาตรวจดูแล้วหลายท่าน ทว่าทุกคนต่างกล่าวเพียงว่าหวังเทียนโกวรอดพ้นเคราะห์กรรมย่อมมีวาสนาใหญ่โตภายหลัง แต่ไม่ได้มีผู้ใดมองเห็นต้นสายปลายเหตุอย่างแท้จริง
มีเพียงเสี่ยวหยวนเป่าเท่านั้น ที่มองเห็นร่องรอยบางอย่างในวันนี้
"พวกข้าเชื่อมั่นเพียงท่านอาจารย์น้อยเท่านั้น..."
ความภาคภูมิใจของเสี่ยวหยวนเป่าได้รับการเติมเต็มจนพองโต ในเมื่อพวกเขาเชื่อมั่นในตัวนางถึงเพียงนี้ นางย่อมไม่อาจทำให้แม่เฒ่าหวังต้องผิดหวัง
"เช่นนั้นก็พอจะมีวิธีอยู่เ้าค่ะ ให้พี่เทียนโกวไปพักที่บ้านของข้าสักระยะ ยามค่ำคืนข้าจะคอยเฝ้าดูให้เอง ว่ามีสิ่งอัปมงคลใดลอบติดตามเขาไปหรือไม่..."
ต้าเป่าเอ่ยคัดค้านขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณ "น้องสาว บ้านเรามีเตียงเพียงหลังเดียวเท่านั้น..."
ยามนี้ก็นอนกันจนเต็มพื้นที่แล้ว
ไม่อาจรองรับคนนอกได้อีก
อีกทั้งไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกัน ย่อมไม่ควรที่จะนอนเตียงเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น หวังเทียนโกวเป็เด็กชาย!
ถือเป็บุรุษภายนอก!
หวังเทียนโกวพลันเอ่ยขึ้นมาว่า "ข้านอนบนพื้นได้"
เด็กหนุ่มผู้นี้แม้จะพูดน้อย ทว่าไม่ได้โง่เขลา ยามคับขันเช่นนี้ เขาเลือกที่จะไม่ทำตัวเป็ใบ้
แม่เฒ่าหวังรีบเสริมต่อทันที "ใช่แล้ว เทียนโกวของข้านอนบนพื้นได้! บ้านเราจะช่วยออกค่าอาหารเอง จะเตรียมเสบียงไปให้พร้อมสรรพ ทั้งยังมีเนื้อหมูป่าอีกหลายชั่งที่สามารถนำไปที่บ้านเ้าได้ด้วย"
คำว่าเนื้อหมูป่าทำให้ต้าเป่าถึงกับนิ่งเงียบไป
น้องสาวกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต กินเพียงผักย่อมไม่เพียงพอ ควรต้องได้รับเนื้อสัตว์เสริมสร้างร่างกายบ้าง
ข้อตกลงจึงเป็อันสิ้นสุดลงเช่นนี้
ผู้เฒ่าหวังเมื่อทราบความจริงก็ยินดียิ่งนัก เห็นชอบให้บุตรชายไปนอนบนพื้นที่บ้านของเสี่ยวหยวนเป่า ประจวบเหมาะกับที่บ้านไฉ่ซื่อมายืมเกวียนวัวพอดี จึงจัดการขนที่นอนและเสื้อผ้าของหวังเทียนโกวขึ้นเกวียนไปพร้อมกัน
ผู้เฒ่าหวังเป็ผู้บังคับเกวียนวัวไปส่งบุตรชายที่บ้านเสี่ยวหยวนเป่าด้วยตนเอง
ยามที่เคลื่อนผ่านสะพานทังหวัง เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยถามหวังเทียนโกว
"พี่เทียนโกว ตอนที่ท่านพลัดตกน้ำไป ท่านยังจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ไหมเ้าคะ"
หวังเทียนโกวจ้องมองลำน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากใต้สะพาน ความทรงจำอันน่าหวาดกลัวในวันนั้นพลันย้อนคืนมา
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง
"ตอนนั้นข้าเพิ่งเลิกเรียนจากสำนักศึกษาในเมือง กำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อเดินผ่านที่นี่เท้ากลับลื่นจนพลัดตกลงไป บางทีอาจเป็เพราะวันนั้นฝนตก พื้นสะพานจึงลื่นกระมัง..."
"หลังจากตกลงไปแล้วเล่าเ้าคะ ท่านว่ายน้ำไม่เป็หรือ"
"พอจะทำท่าตะกุยน้ำได้บ้าง ทว่าเมื่อตกลงไปแล้วกลับถูกกระแสน้ำพัดกระแทกจนสลบไสลไป..." ท่าตะกุยน้ำที่ภูมิใจจึงไม่มีโอกาสได้ใช้
ยามนั้นอยู่ใน่ฤดูหนาว น้ำในลำน้ำเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ เพียงพลัดตกลงไป ชีวิตก็แทบจะมลายหายไปกึ่งหนึ่งแล้ว
เมื่อเกวียนวัวข้ามผ่านสะพานไป แม่เฒ่าหวังก็ลดเสียงต่ำลงถามเสี่ยวหยวนเป่า "ท่านอาจารย์น้อย บริเวณสะพานนี้มีคนจมน้ำตายทุกปี หรือว่าจะเป็เพราะพรายน้ำมาล่อลวงคนไปรึเ้าคะ"
เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "เบื้องล่างนั้นมีไอหยินสะสมอยู่จริงเ้าค่ะ ทว่าจะเป็สิ่งใดนั้น ข้ายังไม่ได้ลงไปสำรวจในน้ำ จึงมองไม่เห็นแน่ชัดเ้าค่ะ"
รอให้ลมวสันต์พัดพาความอบอุ่นมาก่อนเถิด นางค่อยลงไปสำรวจ
ยามนี้อากาศหนาวเหน็บนัก นางไม่ปรารถนาจะลงไปแช่น้ำแข็งให้ร่างกายต้องทนทุกข์ ร่างของมนุษย์เด็กตัวน้อยช่างอ่อนแอเหลือเกิน หากเจ็บป่วยขึ้นมาต้องกินยารสขม ย่อมไม่คุ้มค่าเสียเลย
ไฉ่ซื่อและคนอื่น ๆ ยังคงมิคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของเสี่ยวหยวนเป่า นางช่างดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่หนทางของแม่หมอตัวน้อยเข้าไปทุกที!
หวังเทียนโกวผู้มีดวงตาคมคายจ้องมองไปยังริมน้ำ พลันเอ่ยขึ้นว่า "เ้าตัวน้อย เ้าว่าสิ่งที่ทำให้ข้าฝันร้าย จะซุ่มซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของลำน้ำนั่นหรือไม่
เสี่ยวหยวนเป่าส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ไม่ใช่เ้าค่ะ ในน้ำไม่ได้มีกลิ่นเหม็น แต่สิ่งที่เฝ้าจ้องมองท่านอยู่นั้น... กลิ่นเหม็นโฉ่ยิ่งนัก!"
ทุกคนพากันเงียบกริบ
หวังเทียนโกวขยับตัวออกห่างจากเสี่ยวหยวนเป่าโดยไม่รู้ตัว
เด็ก ๆ นั่งอยู่บนเกวียนวัว ส่วนผู้ใหญ่เดินเคียงข้างไปตามทาง มีเพียงต้าเป่าที่ใจกล้ากว่าใคร
"ไม่เป็ไรหรอก แม่หมอกล่าวว่าเสี่ยวหยวนเป่าของเราคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด สิ่งอัปมงคลย่อมไม่กล้าล่วงเข้าใกล้บ้านเรา พี่เทียนโกวไปพักที่บ้านข้าย่อมต้องปลอดภัยแน่นอน"
หากบ้านหวังส่งเนื้อสัตว์มาให้ทุกวัน ต้าเป่าคิดว่าให้หวังเทียนโกวพักอยู่สักสามห้าปีก็ย่อมได้ จะว่าไปแล้ว ในสายตาของต้าเป่า หวังเทียนโกวหาใช่คนธรรมดาไม่ ทว่ามีค่าเปรียบเสมือนเนื้อหมูชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง
คำพูดของต้าเป่าทำให้ทุกคนเบาใจลง
พวกเขาพากันสนทนาเื่สัพเพเหระไปตลอดทาง
ระหว่างนั้นเสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "พี่เทียนโกว ท่านยังต้องไปเรียนที่สถานศึกษาในเมืองอยู่หรือไม่เ้าคะ
นางเองก็เคยเข้าเรียนอยู่สองสามวัน ทว่าหลังจากนางรังแกเพื่อนจนร้องไห้จ้าไปหลายคน ท่านอาจารย์เซียนจึงส่งนางกลับคืนสู่ปรโลกและขับไล่นางออกจากการเป็ศิษย์
"ใช่แล้ว"
เสี่ยวหยวนเป่าถามต่อ "ชื่อของท่านที่สำนักศึกษา เรียกว่าหวังเทียนโกวด้วยหรือเ้าคะ"
"นามจริงของข้าคือหวังสวิ่น"
"หวังสวิ่นรึ... ไพเราะสู้ชื่อเทียนโกวไม่ได้เลยเ้าค่ะ..."
"..."
เด็กน้อยทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
……
เมื่อเกวียนวัวมาถึงลานบ้านของตน พลันพบว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมารออยู่ก่อนแล้ว
นางคือแม่หมอหลิวนั่นเอง!
เหล่าเฮยจ้องมองนางด้วยสายตาดุร้าย ราวกับเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ หากไม่ได้ซานเป่าคอยปรามไว้ เหล่าเฮยคงพุ่งเข้าจู่โจมนางไปแล้ว ยามนี้มันจึงได้แต่เห่ากระโชกใส่ผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง
แม่หมอหลิวผู้นี้ใจกล้าไม่เบา นางยังคงยืนรอนิ่ง ๆ อยู่ในลานบ้าน หากเป็ผู้อื่น คงไม่กล้าย่างกรายเข้ามาในลานบ้านที่มียอดสุนัขเฝ้าอยู่เช่นนี้
เมื่อเห็นเสี่ยวหยวนเป่ากลับมา แม่หมอหลิวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก "ไอ้หยา เสี่ยวหยวนเป่า ในที่สุดเ้าก็กลับมาเสียที ข้ามารอั้แ่เช้าตรู่จนป่านนี้ สุนัขตัวนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก"
ทันทีที่นางเอ่ยปาก เหล่าเฮยก็เห่าหนักขึ้นกว่าเดิม มันยังขยับกายเข้าบดบังหน้าเสี่ยวหยวนเป่าไว้ในท่าทางปกป้องเ้านาย
ทุกคนต่างพากันแปลกใจ สุนัขตัวนี้ไม่ใช่สุนัขที่บ้านเสี่ยวหยวนเป่าเลี้ยงมาแต่เดิม เป็เพียงสุนัขที่ขอยืมมา ทว่ากลับมีความจงรักภักดีและปกป้องเ้านายถึงเพียงนี้
เสี่ยวหยวนเป่าผู้นี้ช่างเป็ที่รักใคร่ของทั้งมนุษย์และสัตว์เสียจริง!
เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยกับเหล่าเฮยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เหล่าเฮย หยุดเห่าเถิด ไม่มีเื่ร้ายแรงอะไรหรอก"
เหล่าเฮยส่งเสียงครางในลำคอเบา ๆ แล้วสงบลงทันที
มันช่างเชื่อฟังคำสั่งยิ่งนัก!
สุนัขตัวนี้ช่างแสนรู้และยอดเยี่ยมโดยแท้
แม่หมอหลิวจึงกล้าขยับแข้งขยับขาได้สะดวกขึ้น "เสี่ยวหยวนเป่า เ้าบอกว่าจะช่วยข้าเขียนยันต์ไม่ใช่หรือ ดูนี่สิ วันนี้ข้าเตรียมชาดแดงและแผ่นยันต์มาพร้อมแล้ว เ้าลองเลือกฤกษ์งามยามดีเขียนให้ข้าสักแผ่นเถิด ยันต์บรรพบุรุษของข้าแผ่นนั้น ดูท่าจะสิ้นฤทธิ์เดชเสียแล้ว"
นางเองก็เพียงแต่อยากจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง จะสำเร็จหรือไม่ อย่างไรเสียก็เสียเพียงเงินค่าชาดและแผ่นยันต์เท่านั้น
ทว่าเ้าก้อนแป้งน้อยผู้นี้ได้ทำลายสามัญสำนึกของนางมาหลายครั้งครา หากครานี้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ เล่า!
ไฉ่ซื่อรีบเอ่ยแทรกขึ้นมา "เสี่ยวหยวนเป่าของเราไม่ได้รู้หนังสือ นางจะเขียนยันต์ได้อย่างไรกัน..."