“เถ้าแก่หวัง วันนี้ข้ามีขนมชนิดใหม่มานำเสนอท่านเจ้าค่ะ” หนิงลี่ส่งถุงกล้วยฉาบทั้งแบบเค็มและแบบหวาน พร้อมทั้งข้าวเกรียบฟักทองให้กับเถ้าแก่หวังและฮูหยินหวังได้ลองชิม
“กล้วยก็เอามาทำขนมได้หรือ” ฮูหยินหวังถามอย่างสนใจ พร้อมกับค่อยๆ ลองชิมกล้วยฉาบทั้งสองชนิด “อันที่มีรสเค็มก็กรอบอร่อย ส่วนกล้วยแบบหวานถึงแม้น้ำตาลที่เกาะจะดูเยอะไปสักหน่อย แต่รสชาติกลับไม่ได้หวานมากถึงเพียงนั้น ทั้งสองอย่างล้วนแต่กินเพลิน ขนมของเจ้าช่างอร่อยเหลือเกินหนิงลี่”
เถ้าแก่หวังกลับไม่ได้สนใจกล้วยฉาบ เขาสนใจแผ่นแป้งทอดสีเหลืองที่ดูพองฟูอยู่ตรงหน้า ก่อนที่เขาจะกัดข้าวเกรียบลงไปอย่างแรง ทำให้ข้าวเกรียบแตกไปเสียส่วนใหญ่ “ของสิ่งนี้คืออะไรหรือ ช่างเป็นขนมที่เปราะบางเสียจริง”
“นี่คือข้าวเกรียบฟักทองเจ้าค่ะ แต่ในอนาคตข้าจะคิดข้าวเกรียบสูตรอื่นออกมาเพิ่มอีก เถ้าแก่ต้องค่อยๆ กินอย่างนี้เจ้าค่ะ” หนิงลี่หยิบข้าวเกรียบขึ้นมาค่อยๆ กัดกินจนหมดแผ่น จากนั้นนางก็หยิบข้าวเกรียบแผ่นใหม่ขึ้นมาหักออกเป็นชิ้นพอดีคำ “หรือท่านจะหักออกอย่างนี้ก่อนค่อยกินก็ได้เจ้าค่ะ”
เถ้าแก่หวังกับฮูหยินหวังจึงทำตาม พอทั้งคู่ได้ชิมข้าวเกรียบฟักทองก็ถึงกับหยุดไม่อยู่ จนทั้งคู่เอื้อมไปหยิบขนมชิ้นสุดท้ายพร้อมกัน ก่อนที่เถ้าแก่หวังจะเป็นคนปล่อยมือ
“ขนมของเจ้าอร่อยเสียจนเกือบทำให้ข้ากับฮูหยินต้องทะเลาะกันเสียแล้ว” เถ้าแก่หวังพูดไปยิ้มไป “ขนมพวกนี้ข้ารับไว้ทั้งหมด เจ้ามีเท่าไหร่ส่งมาขายให้ข้าได้เลย”
“ขนมพวกนี้เป็นแค่ตัวอย่างที่ข้าลองทำออกมาเท่านั้นเจ้าค่ะ เพราะข้าไม่มั่นใจว่ามันจะขายได้ดีหรือไม่ จึงทำมาแค่พอให้ท่านได้ลองชิมดูก่อน”
“ขนมของเจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยสักอย่าง เจ้าดูสิ ทุกครั้งที่เจ้ามาส่งขนม ที่หน้าร้านของข้าก็แทบจะไม่เหลือขนมอะไรให้ขายแล้ว ข้ามั่นใจว่าขนมชนิดใหม่นี้ก็ต้องขายดีเช่นกัน”
“ขอบคุณเถ้าแก่หวังที่เชื่อใจในสินค้าของข้าเจ้าค่ะ ขนมทั้งสามอย่างนี้เป็นของที่ข้าคิดขึ้นมา ข้าตั้งใจจะให้ครอบครัวของญาติฝั่งมารดาเป็นคนทำขนมมาส่งขายให้ท่านเจ้าค่ะ” หนิงลี่พูดพร้อมกับมองหน้าเพื่อดูปฏิกิริยาของเถ้าแก่หวัง
“เจ้าไม่ต้องกังวล ขอแค่เป็นขนมที่มาจากสูตรของเจ้า ข้าก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมดเหมือนเดิม” เถ้าแก่หวังตอบอย่างรู้ทันความคิดของหนิงลี่
“เจ้าจะย้ายไปอยู่เมืองหลวงกันแล้วหรือ แล้วขนมของเจ้า...เอ่อ...” ฮูหยินหวังถามขึ้น เพราะนางจำได้ว่าพี่สาวหรือเถ้าแก่เนี้ยจีเคยเล่าเรื่องนี้ให้ตนฟังก่อนหน้านี้แล้ว
“เมื่อก่อนข้าเข้าใจผิดคิดว่าการเดินทางจากตำบลของเราไปเมืองหลวงต้องใช้เวลาเดินทางร่วมเดือน ทำให้ข้าคิดที่จะทำการค้ากับท่านแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นเจ้าค่ะ แต่หลังจากที่ข้าเริ่มส่งของไปให้เถ้าแก่เนี้ยจี ข้าถึงได้รู้ว่าการขนส่งไม่ได้ใช้เวลามากถึงเพียงนั้น ดังนั้นการค้าระหว่างท่านกับข้าก็ยังจะดำเนินต่อไปเจ้าค่ะ” หนิงลี่ยิ้ม
ฮูหยินหวังถอนหายใจโล่งและพูดอย่างเกรงใจ “อย่าหาว่าข้าเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองเลยนะ ขนมของเจ้าขายดีจริงๆ กิจการของพวกข้าก็ขายดีขึ้นมาก หากเราจะเลิกค้าขายกันจริงๆ ข้าก็แค่รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเสียดาย”
“การที่ข้าได้ทำการค้ากับเถ้าแก่หวังและฮูหยินหวังก็ทำให้ครอบครัวของข้าสุขสบายขึ้นเช่นกันเจ้าค่ะ ข้าดีใจที่ในตอนนั้นท่านให้โอกาสข้าได้ขายขนมที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนอื่นด้วยซ้ำ” หนิงลี่พูดอย่างนึกขึ้นได้ จึงพูดกับฮูหยินหวัง “ฮูหยินเจ้าคะ ข้ามีกำหนดการว่าในปีหน้าข้ากับครอบครัวจะย้ายไปทำการค้าที่เมืองหลวง ดังนั้นช่วงนี้ข้ากับครอบครัวจะขอย้ายมาเช่าร้านของเถ้าแก่เนี้ยจีเพื่อหัดให้ทุกคนในบ้านได้ลองค้าขายดู ท่านจะอนุญาตให้ข้าเช่าร้านได้หรือไม่เจ้าคะ”
“พี่สาวข้าได้ฝากความเอาไว้แล้ว อย่าว่าแต่เจ้าคิดจะเช่าร้านเลย หากเจ้าคิดจะซื้อไว้เอง ข้าคิดว่านางก็คงจะยินดี เอาไว้ข้าจะสั่งให้คนเข้าไปทำความสะอาดในร้านและตัวเรือนด้านในให้เจ้าก็แล้วกัน ขอเวลาให้ข้าสักสองสามวัน หลังจากนั้นเจ้าจะย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้” ฮูหยินหวังบอกอย่างใจดี
หนิงลี่พูดธุระที่ร้านเถ้าแก่หวังเสร็จก็รีบตรงไปที่ร้านเถ้าแก่หลี่ทันที ผลไม้อบแห้งและผลไม้ปรุงรสที่ร้านของเถ้าแก่หลี่ก็ยังขายดีเหมือนเดิม ร้านของเถ้าแก่หลี่นอกจากจะขายผลิตภัณฑ์จากผลไม้แล้ว อีกด้านหนึ่งของร้านยังวางขายอาหารทะเลแห้งที่สั่งมาจากทางใต้อีกด้วย
“เถ้าแก่หลี่ วันนี้ข้ามีสินค้าใหม่มานำเสนอท่านด้วยเจ้าค่ะ” หนิงลี่ทักทายเถ้าแก่หลี่อย่างคุ้นเคยเหมือนเดิม
“วันนี้เจ้าจะเอาอะไรมาเสนอข้าอีกหรือ บอกไว้ก่อนนะว่าข้าค่อนข้างจะคาดหวังกับสินค้าของเจ้ามากทีเดียว” เถ้าแก่หลี่พูดทีเล่นทีจริง
“ข้าเอากล้วยตากอบน้ำผึ้ง ไข่เค็ม แล้วก็ไข่เยี่ยวม้ามาให้ท่านได้ลองชิมเจ้าค่ะ” หนิงลี่พูดพร้อมกับช่วยเซียวหยางฟางยกตะกร้าของขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
เถ้าแก่หลี่หยิบกล้วยตากอบน้ำผึ้งออกมาชิมก็ถูกใจ เพราะโดยส่วนตัวเขาเป็นคนชอบทานรสหวาน ซึ่งผิดกับนิสัยของบุรุษในยุคนี้นัก ขณะที่เถ้าแก่หลี่กินกล้วยตากไปไม่หยุด สายตาเขาก็มองไปเห็นไข่ลูกสีขาวและลูกสีชมพูหลายใบที่หนิงลี่ทยอยหยิบออกมาจากตะกร้า ก่อนที่นางจะเรียกขอจานกับชามจากลูกจ้างในร้านเข้ามาอีกหลายใบ
เซียวหยางฟางช่วยหนิงลี่ปลอกเปลือกไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า ก่อนที่จะไปตักโจ๊กใส่ชาม ส่วนหนิงลี่ก็นำไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้าจัดใส่จานก่อนที่จะราดน้ำยำที่ตนเองได้ปรุงมาจากบ้านแล้วลงไปบนไข่ทั้งสองจาน
“ไข่ใบสีขาวคือไข่เค็มเจ้าค่ะ ส่วนใบสีชมพูคือไข่เยี่ยวม้า เถ้าแก่ลองทานคู่กับโจ๊กดูก่อน จากนั้นค่อยตักไข่ที่ข้าปรุงรสแล้วทานคู่กับโจ๊กอีกทีหนึ่งเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่หลี่ทำตามอย่างไม่อิดออด โดยปกติเขาก็ไม่ใช่คนเลือกกิน ยิ่งเขาเปิดกิจการเกี่ยวกับการขายอาหารอยู่แล้ว ทำให้เขาได้ลองชิมอาหารแปลกมาแล้วนักต่อนัก ก่อนที่จะนำมาวางขายในร้าน
เถ้าแก่หลี่ตักโจ๊กทานคู่กับไข่ทั้งสองอย่างก็รู้สึกถูกใจ ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย และพอตักยำไข่เค็มกับยำไข่เยี่ยวม้าทานคู่กับโจ๊กเข้าไปอีก ก็ยิ่งถูกใจอย่างไม่ต้องบรรยาย “ข้ารับทั้งหมด สินค้าของเจ้าข้ารับซื้อไว้ทั้งหมด มีมากเท่าใดก็ไม่ใช่ปัญหา”
หนิงลี่กับเซียวหยางฟางได้แต่หันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “คนเป็นเถ้าแก่เขามักจะพูดประโยคนี้กันทุกคนเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ยังมีคนพูดแบบข้าอีกอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าไปเสนอขายสินค้าให้คนอื่นมาก่อนข้าแล้วล่ะสิ” เถ้าแก่หลี่พูดอย่างไม่พอใจ “ก็ไหนเจ้าบอกว่าหากมีสินค้าใหม่ เจ้าจะเอามาเสนอขายให้ข้าเป็นเจ้าแรกอย่างไรเล่า”
“ก่อนหน้านี้ข้าเอาขนมไปส่งที่ร้านเถ้าแก่หวังมาเจ้าค่ะ ก็ร้านของท่านไม่ได้ขายขนมไม่ใช่หรือเจ้าคะ” หนิงลี่ตอบ
“อ้อ...เป็นร้านขายอาหารทานเล่นของเถ้าแก่หวังเองหรือ รายนั้นเป็นเพื่อนสนิทของข้าเอง อย่างนั้นขนมขายดีของเขาก็มาจากเจ้าเหมือนกันหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ขนมพวกนั้นเป็นข้าที่ส่งไปขายเอง แต่ท่านอย่าเพิ่งสนใจเรื่องขนมพวกนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากรู้ว่าท่านมีความเห็นอย่างไรกับสินค้าใหม่ของข้าทั้งหมดนี้”
“ก็พูดไปแล้วไม่ใช่หรือว่ารับซื้อทั้งหมด ยังจะมาแกล้งถาม เจ้ารีบบอกราคามาเถอะ”
“ข้าคิดว่ากล้วยตากอบน้ำผึ้งกับไข่เค็ม ท่านสามารถวางขายที่หน้าร้านได้เจ้าค่ะ แต่ไข่เยี่ยวม้าจะมีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งข้าจำได้ว่าสินค้าส่วนใหญ่ของท่านจะตั้งราคาขายเอาไว้ไม่สูงนัก ข้าจึงคิดว่าท่านควรนำไข่เยี่ยวม้าไปเสนอขายที่เหลาอาหารจะดีกว่า และข้ายังจะเขียนรายการอาหารที่ทำจากไข่เยี่ยวม้าให้ท่านเพื่อไปเสนอขายด้วยสักสองสามรายการ เป็นอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
เถ้าแก่หลี่ยิ้มอย่างพอใจ “แม่นางน้อย ข้าอยากรู้จักบิดากับมารดาของเจ้าเหลือเกิน เหตุใดจึงได้เลี้ยงบุตรสาวให้เติบโตมาเป็นคนเก่งได้ถึงเพียงนี้”
“อีกไม่นานข้าจะพาครอบครัวย้ายมาลองทำการค้าในเมืองดูเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นข้าจะพาท่านแม่มาทำความรู้จักกับเถ้าแก่เอง ส่วนบิดาของข้านั้น...ไม่มีเจ้าค่ะ...ข้าไม่มีบิดา” หนิงลี่ตอบอย่างสบายๆ และไม่คิดที่จะปิดบัง ผิดกับเถ้าแก่หลี่ที่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น เขาก็ไม่คิดที่จะไปละลาบละล้วงถาม