ตอนที่ 14 หมดความอดทน
ถึงแม้นางจะรู้สึกเ็ปต่อการหลอกลวงของสามีแต่ทว่านางก็ยังคงกัดฟันยื้อความหวังสุดท้ายที่อยากจะฟังคำอธิบายจากปากสามีเอาไว้ต่อให้มีผู้คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยหัวเราะเยาะในความโชคร้ายของนางแต่ทว่าก็ยังมีชาวบ้านอีกบางส่วนที่คอยช่วยเหลือในยามที่นางทุกข์ยาก พวกเขานำรถเทียมลาพานางมุ่งไปยังท่าเรือเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์
เสียงร่ำไห้และด่าทอที่ดังไปทั่วบริเวณนั้นทำให้ลู่จิวรู้สึกถึงความสิ้นหวังไร้ทางออกเป็ครั้งแรกนางกลับบ้านบ้านไปด้วยสภาพที่หมดอาลัยตายอยาก
ภาพซากศพบวมอืดจนมองไม่ออกถึงสภาพเดิมมากมายถูกทยอยนำขึ้นฝั่งยังคงติดตาฝังลึกอยู่ในใจของนางยากที่จะลบเลือนนางขดตัวเป็ก้อนกลมและร้องไห้อยู่บนพื้นอย่างเดี่ยวดายหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมาเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเสียใจและสิ้นหวังมากมายที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจนางไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถก้าวผ่านความเสียใจและสูญเสียในครั้งนี้ไปได้อย่างไร
ลู่จิวเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมพบหน้าผู้ใดมากี่วันแล้วก็ไม่อาจรู้ได้นางปล่อยวางทุกเื่ลงอย่างสิ้นเชิงและไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น
นางแค่อยากอยู่คนเดียวตามลำพังและปล่อยให้ความโศกเศร้ากลืนกินนางไปอย่างช้าๆบางทีความตายอาจจะดีเสียยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่เพียงลำพังก็เป็ได้
แต่ดูเหมือน์้าจะกลั่นแกล้งนางก็มิปานถึงได้มอบกลุ่มคนโลภมากเกาะแน่นเสียยิ่งกว่าปลิงมาคอยสูบเืสูบเนื้อนางไม่เว้นแต่ละวันดูท่า์คงไม่อยากให้นางตายง่ายเกินไปสินะ
นี่มันเป็เวรเป็กรรมอะไรของข้ากัน...
ลู่จิวนึกเยาะเย้ยในชะตาชีวิตที่น่าอเนจอนาถใจของตัวเอง สามีตายจากไปโดยไม่มีคำอธิบายใดๆไม่พอ ยังทิ้งปลิงสูบเืสูบเนื้อเอาไว้กัดกินนางอีกเป็โขยงยามอยู่เขาโกหกหลอกลวงนางไม่พอยามตายเขายังทิ้งภาระที่ตัวเองสร้างไว้คอยทรมานนางอย่างไม่จบไม่สิ้นอีก
ตึง! ตึง! ตึง!
ลู่จิวนั่งซบหน้าลงกอดเข่าอยู่ในบ้านด้วยแววตาที่บวมช้ำและเหม่อลอยนางทำเมินเฉยต่อการรบกวนด้านนอกและไม่คิดที่จะออกไปเผชิญหน้ากับคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นอีกแล้ว
ยามนี้นางเพียงแค่้าอยู่อย่างสงบโดยลำพังเท่านั้นแต่ทว่าเสียงทุบประตูที่ดังอย่างต่อเนื่องกลับรบกวนจิตใจนางซ้ำแล้วซ้ำอีกยากที่จะหาความสุขสงบได้โดยง่าย
“หน็อย! นังลู่จิว คิดจะเมินเฉยพวกข้าอย่างนั้นรึ ฝันไปเถอะ! รีบเปิดประตูสักทีแล้วเอาเงินค่าทำขวัญมาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้!” นางซูทุบประตูอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพียงแค่นี้เลยสักนิด
“พวกเราตกงานก็เพราะสามีของเ้าดังนั้นเ้าจะต้องรับผิดชอบชีวิตของพวกเรา!” พี่สะใภ้หลี่ร้องเสียงดังเอะอะโวยวายดังกว่าใคร
ลู่จิวทึ้งผมตัวเองด้วยความรำคาญดวงตาทั้งสองข้างของนางบวมช้ำจากการร้องไห้มานานหลายวัน เสียงร้องเอะอะโวยวายทำให้นางรู้สึกปวดหัวจนแทบจะะเิมือบางเอื้อมไปเปิดกล่องไม้ข้างลำตัวคิดที่จะใช้เงินสยบปัญหาที่ตามรังควานชีวิตนางโดยเร็ว
นางไม่คิดเสียดายเงินที่สามีจอมลวงโลกผู้นั้นมอบให้เลยแม้แต่น้อยสิ่งเดียวที่นาง้าในเวลานี้ก็คือความสงบเท่านั้น
เสียงทุบประตูก่นด่าและการเฝ้าตามรังควานอย่างต่อเนื่องมานานหลายวันทำให้ลู่จิวเริ่มจะคุ้มคลั่งมากขึ้นทุกที คนจิตใจสงบนิ่งเช่นนางรู้สึกเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเมื่อคลำดูแล้วไม่พบเงินสักก้อน ลู่จิวจึงขว้างกล่องไม้ที่ว่างเปล่านั้นไปทางประตูอย่างแรงเป็เหตุให้เสียงร้องะโด้านนอกหยุดลงสักพัก
พี่สะใภ้หลี่ใช้หูแนบกับประตูไม้เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายในบ้าน นางก็ขมวดคิ้วแน่นเป็ปมก่อนจะหันมาพูดกับนางซูด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจยิ่งนัก
“ข้าว่านังโสโครกนั่นหนีไปแล้วล่ะ ทีนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี หรือจะบุกเข้าไปเลย”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นนางซูก็แทบไม่ต้องคิดเลยสักนิดนางยกเท้าขึ้นถีบบานประตูตรงหน้าอย่างจัง ท่าทางดูไม่ต่างจากพวกอันธพาลเลยสักนิดแต่ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีไหนเลยจะเพียงพอให้ทำลายประตูไม้บานนี้ได้นางซูจึงได้หันไปคว้าคอเสื้อสามีมาและออกคำสั่งอย่างดุร้ายว่า “ตาแก่เ้ารีบพังประตูเข้าไปเร็ว หากชักช้าละก็ นังลู่จิวคงได้หอบสมบัติหนีไปเสียก่อน”
ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้สามีนางติดหนี้พนันมากมายเงินทองและสิ่งของที่กอบโกยมาก็จำเป็ต้องเอาไปใช้หนี้จนหมดอีกทั้งต้องออกจากคณะละครมานานหลายปี หากจะกลับเข้าไปก็ไม่ง่าย นักแสดงแก่ๆอย่างพวกนางจะไปสู้คนวัยหนุ่มสาวได้อย่างไรกัน ทั้งหมดนี้เป็เพราะสามีของนังโง่ลู่จิวที่ทิ้งพวกนางไว้กลางคันในเมื่อชายผู้นั้นไม่อยู่แล้วหญิงผู้นี้ก็ต้องเป็คนรับผิดชอบชีวิตของพวกนางไม่ถูกหรืออย่างไร!
ตาเฒ่าซูที่ถูกผลักมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูยังไม่ทันจะยกเท้าขึ้นถีบประตูบานนั้นก็ถูกเปิดขึ้นเสียก่อน ตามมาด้วยร่างซูบผอมของสตรีนางหนึ่งนางยืนมองผู้คนที่ยืนปักหลักอยู่ด้านหน้าประตูด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์หญิงสาวก็ดูผ่ายผอมลงไปมาก นางมีใบหน้าซีดเซียวไร้สีเืเห็นเด่นชัดมากที่สุดเป็ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักหน่วง
ทว่าสภาพที่ย่ำแย่ของหญิงสาวไม่ได้ทำให้กลุ่มคนที่มารู้สึกสงสารแต่อย่างใดนางซูผลักสามีออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะก้าวขึ้นมาข้างหน้า แล้วแบมือด้วยท่าทางแข็งกระด้าง“รู้จักเปิดประตูได้สักทีนะ เอาเงินมาได้แล้ว อย่าให้พวกข้าต้องรอนาน!”
“ข้าไม่มีเงินแล้ว” ลู่จิวเอ่ยอย่างราบเรียบดวงตาบวมช้ำคู่นั้นแลดูเหม่อลอยไม่แยแสสิ่งใดทั้งนั้น
เมื่อได้ยินอย่างนั้นนางซูก็ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากหญิงสาวอย่างแรงจนนางซวนเซถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะเดินย่ำเข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ แล้วยกมือขึ้นเท้าสะเอวด่าทอด้วยความไม่พอใจอย่างสุดขีด“ไม่มีได้อย่างไร! สามีของเ้าได้เป็ถึงฮุ้ยหยวนเงินรางวัลก็คงจะได้ตั้งหลายสิบหลายร้อยตำลึง แล้วจะมาบอกว่าไม่มีได้อย่างไรอย่ามาโกหกปลิ้นปล้อนหน่อยเลย ข้าไม่หลงกลเ้าหรอก!”
“ใช่แล้ว! ก่อนตายเขายังขนสัมภาระกลับบ้านมาตั้งเยอะตั้งแยะแล้วตอนนี้จะมาบอกว่าไม่มีได้อย่างไร พวกเราค้นดูในบ้านเร็ว!”
พอสิ้นเสียงพูดของพี่สะใภ้หลี่แล้ว สองผู้เฒ่าก็ได้พุ่งปรี่เข้าไปในบ้านพวกเขาเที่ยวรื้อค้นข้าวของภายในบ้านจนกระจัดกระจายไปหมดโดยไม่สนใจเ้าของบ้านที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ที่เดิมเลยแม้แต่น้อย
เสียงของตกกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวภายในบ้านได้เรียกให้ชาวบ้านละแวกนั้นเข้ามามุงดูกันอย่างสงสัยใคร่รู้แต่กลับไม่มีใครคิดที่จะเข้าไปช่วยหญิงสาวร่างกายผ่ายผอมที่ยืนก้มหน้าอยู่เพียงลำพังคนนั้นเลยสักคน
ลู่จิวหลับตาลงและสูดลมหายใจเข้าลึกๆครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเสียงรื้อค้นข้าวของวุ่นวายนั้นก็ยังไม่ทีท่าว่าจะหยุดลงสักในที่สุดนางก็เปิดเปลือกตาบวมช้ำขึ้นมาเผชิญกับโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายอีกครั้งความโลภของคนช่างไม่มีที่สิ้นสุดเสียเหลือเกิน
ถึงแม้เ้าจะสูญสิ้นร่างกายและจิตใจไปแล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่คิดจะปล่อยเ้าไปเพียงเพราะคิดว่าเ้ายังมีผลประโยชน์ให้พวกเขากอบโกยอยู่ต้องให้แหลกสลายสักเท่าไหร่ คนพวกนี้ถึงจะปล่อยนางไป
แค่ปล่อยให้นางบอบช้ำอยู่เงียบๆเพียงลำพังมันยากนักหรือไงเหตุใดถึงต้องเรียกร้องจากคนที่ไม่มีอะไรเช่นนางไม่จบไม่สิ้นอยู่อย่างนี้
พวกเ้าจะหยุดกันได้รึยังหยุดสักทีเถอะ!
ในที่สุดแม้แต่คนที่มีความอดทนสูงมาโดยตลอดก็ยังมีวันที่หมดความอดทนลู่จิวเดินย่ำเท้าออกจากบ้านไปอย่างไม่บอกกล่าว พี่สะใภ้หลี่ตาไวก่อนจะรีบชี้ไปยังแผ่นหลังเล็กที่เดินหายลับออกไปจากประตูบ้าน
“เ้าเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหนอย่าหนีนะ!”
เสียงร้องดังโหวกเหวกทำให้สองผู้เฒ่าได้สติกลับมาก่อนที่ทั้งสามคนจะวิ่งตามสตรีผู้นั้นออกไปนอกบ้านลู่จิวไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปมองเลยแม้แต่น้อยนางเดินตรงดิ่งไปยังห้องปลดทุกข์ที่อยู่ทางด้านหลังของบ้าน
แม้จะรู้สึกสงสัยในการกระทำของหญิงสาวแต่ทันใดนั้นเองก็มีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของนางซูก่อนที่นางจะส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอออกมาอย่างรู้ทัน “หรือนางจะแอบซ่อนเงินไว้ที่นี่!”
“เพ้ย! ข้านึกแล้วเชียวที่แท้ก็แอบเอาเงินมาซ่อนไว้หลังบ้านนี่เอง มิน่าล่ะพวกเราถึงหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ”พี่สะใภ้ซูเท้าสะเอวด้วยความไม่สบอารมณ์ยิ่งนักนางส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ พลางเดินตามหลังหญิงสาวไปไม่ให้คาดสายตา
จวบจนเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้าไปในห้องปลดทุกข์แล้วคนทั้งสามก็ยืนรออยู่ที่ด้านหน้าประตูไม่ห่างไปไหนด้วยกลัวว่าหญิงสาวผู้นั้นจะเล่นลูกไม้อะไรอีก
ไม่นานบานประตูที่ถูกปิดอยู่นั้นก็พลันเปิดออกมานางซูไม่รอช้าเชิดหน้าขึ้นและก้าวเดินไปข้างหน้าชี้นิ้วข่มขู่ด้วยท่าทางที่ดุร้ายยิ่งนัก“อย่าคิดตุกติกเป็อันขาด หากวันนี้พวกข้าไม่ได้เงิน ข้าจะ...”
ซ่า!
มวลน้ำสีน้ำตาลหม่นส่งกลิ่นเหม็นเน่าอุดมไปด้วยเศษสิ่งปฏิกูลสะสมปนเปกันกระจายไปทั่วร่างกายของคนทั้งสามดูเหมือนว่านางซูที่อยู่ด้านหน้าสุดจะโดนมากกว่าใคร ยามนี้คราบน้ำสกปรกไหลชโลมั้แ่หัวจรดปลายเท้าปากที่กำลังอ้าอยู่ก็พลันหุบลงในทันตาพร้อมกับรสชาติที่น่าสยดสยองคละคลุ้งในโพรงปาก
นางซูหยุดชะงักไปด้วยความใอย่างสุดขีดลืมเลือนแม้กระทั่งเสียงกรีดร้องนางใช้มือลูบคราบสกปรกที่หมักหมมมานานหลายวันออกจากใบหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะก้มตัวลงแล้วอาเจียนออกมาในทันที
ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆที่แอบมุงดูอยู่ด้านนอกรั้วต่างก็ยกนิ้วขึ้นบีบจมูกอย่างรวดเร็วและพากันถอยร่นออกห่างจากรั้วบ้านหลังเล็กด้วยความรังเกียจอย่างสุดแสนดวงตาทุกคู่เหลือบมองดูหญิงสาวที่เพิ่งสาดของสกปรกเ่าั้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยอย่างไม่เชื่อสายตา
ลู่จิวโยนถังไม้ในมือทิ้งอย่างไม่ไยดีก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็ากระจ่างใสดังไปทั่วบริเวณว่า “ข้าไม่มีสิ่งใดจะมอบให้พวกเ้าแล้วหากพวกเ้ายังคงตามตอแยข้าไม่เลิก เจอหนึ่งครั้ง ข้าก็จะสาดขี้ใส่หนึ่งทีจำใส่หัวเอาไว้!”
พอพูดจบแล้วลู่จิวก็เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งนางเมินเฉยต่อโลกภายนอกที่วุ่นวายแล้วเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมสนทนากับผู้ใดนานหลายวัน
นับั้แ่ที่นางแสดงท่าทีแข็งกร้าวไปนั้นคนจากคณะละครก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งกับนางอีกเลยมีเพียงเหล่าจางที่ยังคงแวะเวียนมาหาเพื่อถามไถสารทุกข์สุขดิบและแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่า้าเข้ามาดูแลนาง
แต่ทว่าลู่จิวกลับไม่เคยให้ความสนใจเขาเลยแม้แต่นิดนางยังคงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกไปพบเจอผู้ใดนางเพียงแค่้าหลบหนีจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายและวุ่นวายตรงหน้านี้
ทว่ายิ่งนางอยากหลบหนีมากเท่าไหร่เื่ราวก็มักจะวิ่งเข้าหานางอยู่เสมอ
ยามนี้นางกำลังนอนหมดอาลัยตาอยากอยู่บนเตียงทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่องลู่จิวใช้หมอนปิดหูเอาไว้ไม่อยากรับรู้สิ่งใดทั้งนั้นเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดนั้นทำให้ลู่จิวยอมลุกขึ้นมาเปิดประตูก่อนจะพบว่าเป็ชายหนุ่มคนเดิมที่ยังคงปักหลักเฝ้านางอยู่ที่บ้านฝั่งตรงข้ามโดยไม่หนีไปไหน
ทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยกับนางไม่ใช่ประโยคเกลี้ยกล่อมขอให้นางกินข้าวแต่เป็ประโยคที่นางไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินอีก
“ลู่จิว สามีของเ้ายังไม่ตายเขายังคงมีชีวิตอยู่และกำลังจะแต่งงานกับผู้อื่นแล้ว...”