บทที่ 5 : ปรากฏการณ์แห่งสุริยุปราคาและผู้มาเยือนจากธาตุดิน
หลังจากผ่านพ้นูเาแห่งการทรมานมาได้ คณะเดินทางของอัคคีและเมษาก็เริ่มััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศ พวกเขามุ่งหน้าสู่ 'ทุ่งราบก้องกังวาน' ดินแดนเปิดโล่งที่เคยเป็แหล่งรวมอารยธรรมโบราณ แต่บัดนี้กลับเงียบสงัดและเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของวิหารเก่าแก่ที่ถูกเงามืดกัดกินจนผุพัง
ความสัมพันธ์ระหว่างอัคคีและเมษาพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังคงมีข้อโต้แย้งเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง แต่ก็เป็ไปในเชิงหยอกล้อมากกว่าการปะทะฝีปาก อัคคีเริ่มเชื่อใจเมษาอย่างเต็มเปี่ยม และเมษาก็เริ่มเปิดใจให้อัคคีได้เข้าถึงความรู้สึกภายในของเธอมากขึ้น ออร่าสีแดงเพลิงของอัคคีบริสุทธิ์และมั่นคงแทบจะไม่มีริ้วดำปรากฏให้เห็นอีกแล้ว ในขณะที่ออร่าสีฟ้าครามของเมษาก็สว่างไสวและเปล่งประกายแห่งพลังอยู่เสมอ
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านซากวิหารโบราณขนาดใหญ่ ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มมืดครึ้มผิดปกติ ดวงอาทิตย์ที่เคยส่องสว่างกลับถูกกลืนกินโดยเงามืดขนาดมหึมาที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นกลางวันแสกๆ
"นี่มันอะไรกัน!" องครักษ์คนหนึ่งร้องด้วยความใ
"ปรากฏการณ์สุริยุปราคาแห่งเงามืด!" เมษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ดวงตาสีครามของเธอจับจ้องไปยังท้องฟ้า "เงามืดกำลังกลืนกินแสงของดวงอาทิตย์ มันเป็สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดวงแก้วปฐมธาตุ และพลังของมันกำลังจะแข็งแกร่งขึ้นอีก"
"เราต้องไปถึงดวงแก้วปฐมธาตุให้เร็วที่สุด!" อัคคีกล่าว เขาเตรียมพร้อมที่จะใช้พลังราศีสิงห์ของเขาเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ในขณะที่เงามืดบนท้องฟ้ากำลังขยายตัว บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มบิดเบี้ยว สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่เคยเห็นตามทางเริ่มปรากฏตัวขึ้นจากทุกซอกทุกมุมของซากวิหารโบราณ พวกมันมีขนาดใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และดวงตาของพวกมันก็เรืองแสงสีแดงอำมหิตยิ่งกว่าเดิม
"พวกมันออกมาแล้ว!" อัคคีคำราม เปลวเพลิงสีแดงเพลิงลุกโชนในมือของเขา เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องหนักหน่วงกว่าที่เคยเป็มา
เมษาพยักหน้า เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบที่แท้จริงของการเดินทาง พลังราศีกุมภ์ของเธอเริ่มแผ่ออกไปเพื่อวิเคราะห์กระแสพลังงานของเงามืด และััถึงจุดอ่อนของพวกมัน
"ท่านอัคคี! จงใช้พลังเพลิงของท่านสร้างแสงสว่างให้มากที่สุด!" เมษาสั่ง "เงามืดเกลียดแสงสว่าง! แสงของท่านจะช่วยขับไล่มันได้ในระดับหนึ่ง!"
อัคคีเข้าใจในทันที เขารวบรวมพลังราศีสิงห์ทั้งหมดที่มี ปล่อยลำแสงไฟขนาดมหึมาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงนั้นส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สองที่กำลังต่อสู้กับเงามืด ทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาต้องชะงักงันและกรีดร้องด้วยความเ็ป
"ดีมากค่ะท่านอัคคี!" เมษาเอ่ยชม "องครักษ์! จงสร้างบาเรียป้องกันรอบตัวเรา! อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้ได้!"
องครักษ์รีบใช้พลังราศีของตนเองสร้างบาเรียป้องกันรอบตัวคณะเดินทาง อัคคียังคงส่งแสงเพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่องสว่างและขับไล่เงามืด และเมษาก็ยังคงวิเคราะห์สถานการณ์ คอยบอกจุดอ่อนของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่เข้ามาใกล้
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด พวกสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดพุ่งเข้ามาอย่างไม่ลดละ แต่พวกมันก็ไม่อาจผ่านพ้นแสงเพลิงของอัคคีและบาเรียป้องกันที่แข็งแกร่งของเมษาได้
ในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดบนทุ่งราบก้องกังวาน ไม่ไกลจากบริเวณนั้นนัก ณ 'ป่าแห่งมรกต' ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด ที่ซึ่งผู้คนมีพลังแห่งราศีพฤษภไหลเวียนอยู่ในสายเื ยามนี้แสงแห่งสุริยุปราคาก็สาดส่องลงมาเช่นกัน แต่ที่นี่กลับไม่ได้รับผลกระทบจากเงามืดเท่าไรนัก
ภายในป่าแห่งมรกต 'เอลิน่า' หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มดุจผืนดิน และดวงตาสีเขียวมรกตที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน กำลังใช้พลังราศีพฤษภของเธอเยียวยาต้นไม้ที่ถูกเงามืดกัดกินไปเพียงเล็กน้อย ออร่าสีเขียวเข้มจากวันพุธของเธอเปล่งประกายออกมาอย่างอบอุ่น บ่งบอกถึงนิสัยใจเย็น มีเหตุผล และความรักธรรมชาติ
เอลิน่าเป็นักเวทพืชพรรณและผู้เยียวยาแห่งป่าแห่งมรกต เธอสามารถััถึงพลังชีวิตของธรรมชาติ และมีหน้าที่ดูแลสมดุลของระบบนิเวศในดินแดนของเธอมานานหลายปี
เธอััได้ถึงกระแสพลังงานที่ปั่นป่วนจากการเกิดสุริยุปราคาแห่งเงามืด และยังััได้ถึง 'เสียงกรีดร้อง' ของพลังงานที่กำลังปะทะกันอย่างรุนแรงไม่ไกลจากที่นี่ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความร้อนแรงของธาตุไฟ และความเย็นเยือกของธาตุลมที่มากัน
"เกิดอะไรขึ้นกันนะ?" เอลิน่าพึมพำกับตัวเอง เธอไม่เคยััได้ถึงพลังงานที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน
เธอรู้ดีว่าเงามืดกำลังขยายตัวไปทั่วโลก และแม้ป่าแห่งมรกตจะยังคงปลอดภัย แต่ก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป เธอมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องธรรมชาติและสมดุลของโลกนี้
"ท่านเอลิน่า ท่านควรอยู่ในป่าแห่งมรกตให้ปลอดภัยนะพะยะค่ะ!" องครักษ์ของเธอกล่าวเตือนเมื่อเห็นเอลิน่ากำลังเตรียมตัวจะออกเดินทาง
"ข้าััได้ถึงพลังที่ปะทะกันอย่างรุนแรง และััได้ถึง 'แสงสว่าง' ที่กำลังต่อสู้กับเงามืด" เอลิน่าตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ข้าต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น และหากข้าสามารถช่วยเหลืออะไรได้ ข้าจะทำมัน!"
เอลิน่าเชื่อในสัญชาตญาณของเธอ เธอรู้ดีว่าพลังราศีพฤษภของเธอไม่ได้มีเพียงแค่การป้องกันและเยียวยา แต่ยังสามารถเพิ่มพละกำลังและสร้างความมั่นคงได้อีกด้วย หากเธอสามารถไปถึงจุดปะทะได้ เธออาจจะสามารถช่วยเหลือได้
เอลิน่าออกเดินทางจากป่าแห่งมรกต มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เธอััได้ถึงพลังงานที่ปะทะกันอย่างรุนแรง
การต่อสู้บนทุ่งราบก้องกังวานยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อัคคีใช้พลังเพลิงของเขาอย่างหนักหน่วงเพื่อส่องสว่างและขับไล่เงามืด เมษาก็คอยควบคุมบาเรียป้องกันและชี้จุดอ่อนของศัตรูให้องครักษ์จัดการ แต่พลังงานของพวกเขาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ
"พลังของข้าเริ่มจะอ่อนลงแล้ว!" องครักษ์คนหนึ่งร้องเมื่อบาเรียป้องกันเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
อัคคีเองก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า พลังที่ใช้ไปในการสร้างแสงสว่างนั้นมหาศาล และเงามืดก็ดูเหมือนจะไม่มีวันหมดสิ้น
ในขณะที่สถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต ทันใดนั้น... แสงสีเขียวมรกตก็สว่างวาบขึ้นมาจากป่าที่อยู่ห่างออกไป พลังชีวิตที่อบอุ่นและบริสุทธิ์แผ่กระจายเข้ามาในบริเวณการต่อสู้ ทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดต้องกรีดร้องด้วยความเ็ปและถอยร่นไปเล็กน้อย
"พลังอะไรกัน!" อัคคีอุทานด้วยความประหลาดใจ
เมษาหันไปมองทางต้นกำเนิดของแสงสีเขียว ดวงตาสีครามของเธอเบิกกว้างเล็กน้อย
"พลังแห่งธาตุดิน... และพลังชีวิต!" เมษาเอ่ยขึ้น "มีผู้ใช้พลังราศีพฤษภมาที่นี่!"
ไม่นานนัก ร่างของเอลิน่าก็ปรากฏตัวขึ้น เธอวิ่งเข้ามากลางสนามรบด้วยท่าทีที่มุ่งมั่น แววตาของเธอมองเห็นความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการต่อสู้ และความอ่อนล้าของคณะเดินทาง
"ข้าคือเอลิน่า แห่งป่าแห่งมรกต! ผู้ใช้พลังราศีพฤษภ!" เอลิน่าประกาศกร้าว "ข้ามาที่นี่เพื่อหยุดยั้งเงามืด และช่วยเหลือพวกท่าน!"
เอลิน่าไม่รอช้า เธอใช้พลังราศีพฤษภของเธอ สร้างกำแพงดินขนาดมหึมาผุดขึ้นมาจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว บล็อกทางเดินของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่กำลังพุ่งเข้ามาได้อย่างชะงัด กำแพงดินนั้นมั่นคงและแข็งแกร่งราวกับภูผา ป้องกันการโจมตีของเงามืดได้อย่างดีเยี่ยม
"กำแพงดินที่แข็งแกร่งอะไรอย่างนี้!" อัคคีเอ่ยด้วยความทึ่ง
"พลังราศีพฤษภคือพลังแห่งความมั่นคงและการป้องกัน" เมษาเอ่ยขึ้น "และยังสามารถเยียวยาได้อีกด้วย"
เอลิน่าหันไปมองอัคคีและเมษา ดวงตาของเธอฉายแววเป็มิตร เธอเห็นออร่าสีแดงเพลิงที่บริสุทธิ์ของอัคคี และออร่าสีฟ้าครามที่สว่างไสวของเมษา เธอรู้ทันทีว่านี่คือผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวที่เธอััได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์
"ให้ข้าช่วยท่าน!" เอลิน่ากล่าว เธอส่งกระแสพลังชีวิตสีเขียวมรกตออกจากฝ่ามือ พลังนั้นไหลเข้าสู่ร่างของอัคคีและเมษา และองครักษ์คนอื่นๆ ทำให้พวกเขาฟื้นจากความอ่อนล้า พลังที่เคยร่อยหรอเริ่มกลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์
"เ้าทำอะไรลงไป!" อัคคีเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขารู้สึกได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยมกลับคืนมา
"พลังแห่งการเยียวยาค่ะ" เอลิน่าตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "พลังราศีพฤษภของข้าสามารถเยียวยาาแ และฟื้นฟูพลังชีวิตได้"
ในที่สุด การต่อสู้บนทุ่งราบก้องกังวานก็จบลงด้วยความช่วยเหลือของเอลิน่า เมื่อสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดถูกกำแพงดินกักขัง และพลังของพวกเขากลับคืนมา พวกเขาก็สามารถขับไล่เงามืดออกไปจากบริเวณนั้นได้สำเร็จ
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบนท้องฟ้าเริ่มจางหายไป แสงอาทิตย์กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
อัคคีเดินเข้าไปหาเอลิน่า เขาโค้งคำนับเล็กน้อย ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นเขาทำมาก่อน "ข้าอัคคีแห่งตระกูลสุริยะอัสนี ข้าขอขอบใจในความช่วยเหลือของท่าน เอลิน่า แห่งป่าแห่งมรกต"
"ข้าเมษา แห่งวารีเมฆา ขอขอบใจท่านเช่นกันค่ะ" เมษาเอ่ยเสริม
เอลิน่ายิ้ม "เราต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการกอบกู้โลกนี้ให้พ้นจากเงามืด" เธอหันไปมองอัคคีและเมษา ดวงตาของเธอฉายแววพึงพอใจ "ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวปรากฏกาย เหล่าผู้ใช้พลังราศีที่แท้จริงจะถูกดึงดูดเข้ามารวมตัวกัน เพื่อร่วมต่อสู้กับเงามืด"
อัคคีและเมษาสบตากัน พวกเขารู้ว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการรวบรวมพันธมิตร และการเดินทางที่แท้จริงเพื่อกอบกู้ดวงแก้วปฐมธาตุเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น