อารมณ์ของเด็กน้อยนั้นมาเร็วและไปเร็วเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อกลับมาถึงตำหนักเฉียนชิง กู้เวิ่นสิงซึ่งได้รับแจ้งข่าวล่วงหน้าแล้ว ได้นำนาฬิกาพกเรือนเล็กออกมา ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของถังเป่าได้สำเร็จ
"ว้าว!"
นางอุทานออกมา ดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
"นาฬิกา... นาฬิกาเรือนเล็กขนาดนี้เลย!"
กู้เวิ่นสิงไม่ได้อธิบายในทันที แต่ส่งสายตาไปทางจักรพรรดิคังซีแทน
"อะแฮ่ม"
จักรพรรดิคังซีจึงรับโอกาสที่กู้เวิ่นสิงหยิบยื่นให้ และเป็ผู้ลงมืออธิบายให้ถังเป่าฟังด้วยตนเอง
"ถังเป่า สิ่งนี้แม้จะใช้ดูเวลาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกับนาฬิกาตั้งพื้นในหออุ่นตะวันออกนะ แม้แต่ชื่อเรียกก็ยังไม่เหมือนกันเลย!"
ถังเป่าที่กำลังคลำนาฬิกาพกเล่นครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอียงคอหันไปมองจักรพรรดิคังซี
"ขนาดไม่เท่ากันหรือเพคะ?"
เรือนหนึ่งสูงจากพื้นจรดเพดาน ใหญ่ขนาดนั้นนนน! แต่อีกเรือนกลับสามารถกำได้มิดด้วยมือน้อย ๆ ของนาง ความแตกต่างของขนาดนั้นชัดเจนมากจริง ๆ
จักรพรรดิคังซีลูบหัวถังเป่าด้วยความพึงพอใจ พร้อมกับอุ้มนางไปยืนนิ่งอยู่หน้านาฬิกาตั้งพื้นเรือนสูงใหญ่นั้น
"ถังเป่าพูดถูกแล้ว ขนาดคือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด!"
"ส่วนความแตกต่างอย่างที่สองก็ง่ายมาก อย่างเช่นเรือนนี้ อะไรก็ตามที่ใช้สำหรับตั้งวาง ไม่สามารถพกติดตัวได้ จะเรียกว่า 'นาฬิกาตั้งพื้น’"
เขาเปิดนาฬิกาพกในมือของถังเป่า "แต่สิ่งที่อยู่ในมือถังเป่านี้ สามารถพกติดตัวได้สะดวก ดูเวลาได้ทุกเมื่อ จะเรียกว่า 'นาฬิกาพก’"
"ที่พ่อพูดมาทั้งหมดนี้ ถังเป่าเข้าใจหรือไม่?"
ถังเป่าฟังจักรพรรดิคังซีแนะนำเนื้อหาเป็ชุดจนดวงตาเริ่มพร่ามัว
เมื่อได้ยินคำถามสุดท้ายของจักรพรรดิคังซี นางจึงวางคางน้อย ๆ ลงบนไหล่ของเขา แล้วชี้ไปที่นาฬิกาตั้งพื้นอย่างระมัดระวัง
"นี่คือนาฬิกาตั้งพื้น"
จากนั้นก็ชี้ไปที่นาฬิกาพกในมือ "นี่คือนาฬิกาพก..."
"ถังเป่าฉลาดจริง ๆ พูดถูกหมดเลย!"
จักรพรรดิคังซีมองถังเป่าที่ส่งเสียงอ้อแอ้และมีความประหม่านิด ๆ แล้วก็หอมแก้มของนางฟอดใหญ่ หลังจากหอมเสร็จ เขายังรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
"น่าเสียดายที่ถังเป่าของพวกเรายังผอมไปนิด รอให้เลี้ยงจนอ้วนกว่านี้อีกหน่อย จะได้เอามาเป็กับแกล้มเหล้าให้พ่อ... ไม่ใช่สิ ให้พ่อได้หอมแก้มเล่นให้จุใจมากกว่า!"
จักรพรรดิคังซีแกล้งพูดผิด แต่ถังเป่าที่จับได้ก็ส่งเสียง "จุ๊บ" หอมแก้มเขาคืนเช่นกัน
"ถังเป่าก็หอมด้วย!" นางพูดพร้อมกับกะพริบตาโตกลมดิ๊ก
ท่านพ่อจอมทึ่มอย่างจักรพรรดิคังซีถูกนางทำให้เคลิ้มจนหัวหมุนไปหมดในทันที
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงดังมาจากด้านนอก
"เมื่อวานได้ยินว่า ฮ่องเต้มีพระราชโองการว่าพบองค์หญิงสิบสี่แล้ว วันนี้กระหม่อมกับฉางหนิงจึงเกิดความสงสัย รีบมาดูหลานสาวคนใหม่คนนี้เสียหน่อย"
"ฮ่องเต้คงไม่ถือสาใช่หรือไม่?"
พอได้ยินเสียงนี้ จักรพรรดิคังซีและถังเป่าก็หันไปมองที่ประตูห้องอุ่นด้วยท่าทางเดียวกันเป๊ะ
เห็นบุรุษสองคนเดินเข้ามาจากด้านนอก คนที่เดินนำหน้าคงจะเป็คนที่พูดเมื่อครู่ ร่างกายกำยำ ดูมีสง่าราศี ส่วนอีกคนที่ตามหลังมา กลับดูเซื่องซึมและไร้เรี่ยวแรง ทั้งสองเดินมาทำความเคารพต่อหน้าจักรพรรดิคังซี
"กระหม่อมฝูเฉวียน ถวายบังคมฮ่องเต้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี"
"กระหม่อมฉางหนิง ถวายบังคมฮ่องเต้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี"
ทั้งสองท่านนี้ก็คืออวี้ชินหวังฝูเฉวียน และกงชินหวังฉางหนิง ซึ่งทั้งคู่เป็พระเชษฐาและพระอนุชาแท้ ๆ ของจักรพรรดิคังซี
หลังจากลุกขึ้นยืน ฝูเฉวียนได้ส่งกล่องไม้ในมือให้แก่เหลียงจิ่วกง
"เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงของฮ่องเต้แล้ว ดูท่าจะทรงโปรดองค์หญิงสิบสี่ของพวกเราจริง ๆ นะ!"
ฉางหนิงนั่งลงบนเตียงคัง ดึงถาดของว่างมาทานทันที พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ก็แค่ลูกสาวคนหนึ่ง ฮ่องเต้ท่านมีลูกสาวตั้งมากมาย มีอะไรน่าแปลกใจกัน"
ฝูเฉวียนเหลือบมองสีหน้าของจักรพรรดิคังซี แล้วรีบพูดไกล่เกลี่ยระหว่างพี่น้องทั้งสอง
"ฉางหนิง ข้ารู้ว่าเ้าเป็เพราะลูกสาวคนโตถูกรับเข้าไปเลี้ยงในวัง จึงมีความคิดบางอย่างเมื่อเห็นองค์หญิงสิบสี่ แต่จะไปโทษฮ่องเต้ไม่ได้นะ"
ฉางหนิงกลืนของว่างในปากลงไป แล้วดื่มน้ำชาตามอีกหนึ่งจอก
"เ้าอย่าพูดแบบนั้นเด็ดขาด!"
"ตอนนั้นฮ่องเต้ได้ปรึกษากับข้าแล้ว เพื่อต้าชิงของพวกเรา ข้าย่อมเห็นด้วยอยู่แล้ว"
"อีกอย่าง ลูกสาวของข้าได้รับแต่งตั้งเป็ท่านหญิงเหอซั่ว แต่งงานกับปันตี้ระดับหนึ่งตระกูลบอร์จิกิตแห่งเค่อเอ่อร์ชิ่น ในฐานะบิดา ข้าไม่มีอะไรต้องไม่พอใจเลย"
ฉางหนิงมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องสามคน นิสัยจึงตรงไปตรงมามากกว่า เขาเกลือกตาใส่และปฏิเสธความหวังดีของฝูเฉวียนทันที ทำให้ฝูเฉวียนถึงกับจุกจนต้องถลึงตาใส่
"นึกว่าข้าอยากยุ่งเื่ของเ้าเรอะ!"
ฝูเฉวียนบ่นพึมพำแล้วนั่งลงบนเตียงคังตาม ส่วนจักรพรรดิคังซีและถังเป่า ต่างก็ยืนดูละครฉากนี้อยู่ข้าง ๆ เป็เพียงการพูดคุยกันตามปกติของพี่น้อง จักรพรรดิคังซีจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
"ถังเป่า มานี่สิ นี่คือท่านลุงและท่านอาของเ้า เ้าต้องเรียกว่าท่านลุงและท่านอา"
"ท่านลุง~"
"ท่านอา~"
หลังจากเรียกด้วยเสียงอ้อแอ้จบ ถังเป่าก็กะพริบตา และจดจำใบหน้าของฝูเฉวียนและฉางหนิงไว้ในหัว
ช่วยไม่ได้ หากไม่ใช่ท่านพ่อหรือพวกพี่ชาย นางมักจะจำใบหน้าคนไม่ค่อยได้
ฝูเฉวียนยิ้มเต็มใบหน้า "ที่แท้องค์หญิงสิบสี่ของพวกเราชื่อถังเป่านี่เอง! ท่านลุงนำของขวัญมาให้เ้าด้วย ลองดูซิว่าชอบหรือไม่!"
ส่วนฉางหนิงแม้จะอายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ยังคงมีนิสัยเหมือนเด็ก เขาตบโต๊ะแล้วถอนหายใจยาว
"ท่านอาบ้านจนน่ะ! ครั้งนี้เข้าวังมา ในบ้านไม่มีของชิ้นไหนที่พอจะนำมามอบให้ได้เลย!"
"เอ๋!" ถังเป่ามองฉางหนิงด้วยความห่วงใย "แล้ว... บ้านท่านอา มีข้าวให้กินอิ่มไหมเพคะ?"
ฉางหนิงใช้แขนเสื้อซับน้ำตา ร้องไห้พลางกล่าวว่า "ไม่มีเงินเลย! ในบ้านอย่าว่าแต่กินอิ่มเลย แม้แต่หม้อก็ยังไม่มีปัญญาจะตั้งไฟ ท่านอาจึงต้องเข้าวังมาทุกวัน เพื่อขอข้าวท่านพ่อของเ้ากิน!"
ถังเป่าได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก "ซี้ดดดดด!"
นางรีบตบไหล่จักรพรรดิคังซีด้วยความร้อนใจ "ท่านพ่อ! ท่านอากินไม่อิ่ม!!"
ดังนั้นผู้ใหญ่ทั้งสามคนจึงเห็นสายตาของถังเป่า
มันคือสายตาที่สื่อว่า ‘ท่านพ่อท่านรวยขนาดนี้ ทำไมพี่น้องตัวเองถึงไม่มีข้าวจะกิน?!’ อย่างชัดเจน
จักรพรรดิคังซี "..."
จักรพรรดิคังซีที่จู่ ๆ ก็กลายเป็แพะรับบาป ส่งสายตาเตือนไปยังฉางหนิงที่กำลังเอามือปิดปากแอบหัวเราะ สายตานั้นเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"ถังเป่า เ้าอย่าไปเชื่อคำพูดของเขา! ท่านอาของเ้าเป็คนปากไม่มีหูรูด พูดเหลวไหลจนชิน!"
น่าเสียดายที่คำอธิบายแห้ง ๆ ของจักรพรรดิคังซี กลับพ่ายแพ้ต่อน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของฉางหนิง
"ไม่!" ถังเป่าขมวดคิ้วน้อย ๆ อย่างจริงจัง "ไม่มีใคร ใช้เื่กินข้าวมาหลอกคนหรอกเพคะ!"
นางเคยลิ้มรสความหิวโหยตอนอยู่ที่ตำหนักเย็นมาแล้ว!
ในความทรงจำของถังเป่า จะไม่มีใครนำเื่ที่ทุกข์ทรมานเช่นนี้มาหลอกคน ดังนั้นนางจึงเชื่อฉางหนิงอย่างสนิทใจ
ฉางหนิงที่เพิ่งพบว่าตนเองเล่นตลกแรงเกินไป "..."
ไม่ใช่สิ เ้าสิบสี่คนนี้ถูกหลอกง่ายขนาดนี้เลยหรือ?
วินาทีต่อมา ถังเป่าก็สะบัดตัวออกจากจักรพรรดิคังซีที่อุ้มนางเป็พาหนะเคลื่อนที่ แล้วหันไปมองฉางหนิง
"ท่านอา ท่านมาที่นี่เพื่อกินข้าว แล้วคนอื่น ๆ ในบ้านท่านล่ะเพคะ?"
คำถามของถังเป่านั้นสมจริงมาก สมจริงจนฉางหนิงลืมหัวเราะ
"เอ่อ...!"
ถังเป่านึกถึงความเป็ไปได้บางอย่าง สายตาจึงเริ่มดุร้ายขึ้น "หรือว่า... มีเพียงท่านคนเดียวที่ออกมากินข้าว แล้วคนในบ้านไม่มีข้าวจะกินกันหมดเลย?"
ว้าว ท่านอาคนนี้ใจร้ายจริง ๆ เลย!
นอกจากถังเป่าแล้ว จักรพรรดิคังซีที่อยู่ด้านหลังนาง ก็ส่งสายตาพิฆาตมาให้เช่นกัน
"นั่นสิ กงชินหวังน้องชายผู้ไม่มีปัญญาซื้อข้าวกินของข้า เ้ามาขอข้าวในวังกินคนเดียว แล้วคนในบ้านเ้าล่ะ เ้าไม่สนใจพวกเขาเลยหรือ?"
ฉางหนิงอาศัยประสบการณ์พูดเหลวไหลมาหลายปี รีบคิดข้ออ้างขึ้นมาได้ทันที
"ก็เพราะคนในบ้านไม่มีข้าวกินนี่แหละ วันนี้ข้าจึงเข้าวังมาเพื่ออยากจะขอยืมเงินจากเสด็จพี่สักหน่อย!"
"ถ้าทำแบบนี้ ไม่ใช่แค่ข้า แต่คนในบ้านของข้าจะได้กินข้าวอิ่มกันทุกคน!"
ยืมเงินเพื่อซื้อข้าวกิน? เหตุผลนี้ คนตัวโต ๆ ขนาดฉางหนิงยังกล้าพูดออกมาได้!
แต่สำหรับถังเป่าแล้ว เหตุผลนี้เพียงพอแล้ว
นางรีบหันกลับไปมองจักรพรรดิคังซี แล้วพูดด้วยท่าทางน่าสงสารว่า "ท่านพ่อ เงิน..."
อย่างน้อยนางก็ยังรู้ว่า เื่ให้เงินต้องให้ท่านพ่อเป็คนตัดสิน!