หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 พระมาแล้ว (ยามสอง)

            ท่านนายอำเภอเดิมทีก็เพราะกำลังสบายใจถึงขีดสุดจึงได้กล่าวเช่นนั้น

            ปัญญาชนก็ล้วนแล้วแต่เป็นโรคนี้กันทั้งนั้น

            ด้วยอารามดีใจ ไม่ว่าเรื่องใหญ่เท่าใดก็ล้วนกล้าเอ่ยปาก เรื่องใดก็ล้วนกล้ารับปาก

            หลังจากนั้นจึงค่อยกลับมาคิดทบทวนเรื่องผลได้ผลเสีย สุดท้ายจึงได้แต่เลิกแล้วกันไป

            ทว่ากลับไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องใหญ่เทียมฟ้าที่เขาเพิ่งจะเสนอให้เด็กหนุ่มตรงหน้า จะถูกเจ้าเด็กคนนั้นปฏิเสธเสียได้

            เจ้าเด็กหนุ่มนั่นไม่เพียงปฏิเสธ แต่ยังจะยกข้อเสนอนั้นให้น้องชายของตน

            ทั้งจากที่เขาได้ดูทะเบียนภูมิลำเนาแล้วก็พอจะรู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ใช่พี่น้องกันโดยสายเลือด

            เขาเองก็เชื่อว่าเรื่องที่คุณชายเฉินกล่าวมาเมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องจริง เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ย่อมต้องเป็นบุตรของทาส

            ในจุดนี้นายอำเภอเฉินก็ยังพอมองออก ทว่าที่เขายอมออกหน้านั้นก็เพื่อทำเรื่องที่ต้องเฟ้นหาคนมาสานต่องานให้สำเร็จ

            แซ่ลู่ของเจ้าหนุ่มนั่นฟังแล้วช่างน่าขันเสียจริง

            เจ้าเด็กหนุ่มนี่ย่อมเขียนขึ้นมาเองอย่างแน่นอน

            ทั้งเมืองหลวงนั้นก็ไม่มีคนแซ่เช่นนี้ คงจะมีแต่คนในดินแดนป่าเถื่อนไร้ความรู้ จึงได้เขียนแซ่นี้ลงไป

            ทว่าท่าทางของพ่อบ้านที่มีต่อเจ้าเด็กหนุ่มนั้นช่างน่าสนใจนัก ทำให้เขาต้องเอ่ยปากเช่นนั้นออกไป

            ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาตอนนี้ก็ช่างทำให้เขารู้สึกสนใจจริงๆ

            เด็กหนุ่มตรงหน้าเขานามว่าลู่สวิน เจ้าเด็กนี่ย่อมไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับลู่เกออย่างแน่นอน

            ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ เสมียนซูได้เล่าไว้ว่าเจ้าเด็กหนุ่มลู่เกอนั้นถูกขับออกจากจวนพร้อมน้องสาวเมื่อหลายปีก่อน ทั้งบิดาก็ยังเสียไปแล้ว

            แน่นอนว่าย่อมไม่อาจมีน้องชายสายเลือดเดียวกันเพิ่มได้ ทว่ากับพี่น้องต่างสายเลือดเช่นนี้ เขายังกล้ายกโอกาสสำคัญของตัวเองให้ได้

            เรื่องนี้สำหรับใต้เท้าเฉินแล้วช่างน่าประหลาดใจนัก

            ใต้เท้าเฉินยังจำได้ถึงตอนที่เขาสนทนากับใต้เท้าอีกคนในสายงานเดียวกัน เคยได้ยินเขาเล่าว่ามีครอบครัวหนึ่งในเมืองของเขา เพื่อที่จะได้มีรายชื่อเข้าสอบในสำนักเชินสักคน ในครอบครัวมีบุตรห้าคน ถึงขั้นส่งไปสำนักเชินสามคน สุดท้ายจึงเหลือไว้คนหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นพิการจึงไม่อาจติดตามไปด้วยได้

            ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า เจ้าเด็กหนุ่มที่เขาคิดว่าน่าสนใจนัก ถึงขั้นใจกว้างยกสิทธิ์ตัวเองให้คนอื่นซะได้

            แม้เดิมทีเขาจะเพียงกล่าวลอยๆ ทว่าบัดนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอย่างจริงจัง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมีรายชื่อในการสอบของสำนักเชินนั้นคืออะไร ฝั่งข้าเองก็มีสิทธิ์อยู่ห้ารายชื่อ”

            อาลู่พยักหน้าตอบ

            “ขอบคุณท่านนายอำเภอ”

            อาสวินที่ถูกพี่ชายผลักให้มายืนด้านหน้าพลันใจเต้นตึกตัก

            เขารู้สึกว่าตนก็เป็นปัญญาชนเช่นนี้ เขานั้นเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อตัวเองแล้วไม่ว่าใครเขาก็ล้วนทรยศได้

            เมื่อก่อนโลกของเขานั้นมีแค่เสี่ยวอู่และตัวเอง

            กระทั่งในตอนแรกเขาก็ยังหลอกใช้เสี่ยวอู่ ให้เสี่ยวอู่ต้องทำงานหนักโดยมีตัวเองคอยควบคุม

            ทว่าเมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป เขาก็รู้สึกว่าเสี่ยวอู่ได้กลายมาเป็นพวกเดียวกับเขาแล้ว โดยเฉพาะยามที่ประสบกับเหตุการณ์เฉียดตายในตอนนั้น เขารู้สึกว่าตนนั้นไม่ได้คิดอยากจะหนีอีกต่อไป

            เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เท่าใดนัก ทว่าในขณะเดียวกันก็หวงแหนมันเหลือเกิน

            ต่อมาที่ข้างกายเขามีอาลู่และเฉินโย่วมาเพิ่ม

            แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ตำแหน่งของทั้งสองคนในใจของเขาก็ยังนับว่าห่างไกลจากเสี่ยวอู่อยู่มากนัก

            ด้วยเพราะเสี่ยวอู่นั้นทึ่มทื่อเหลือเกิน แม้ร่างกายจะคล่องแคล่วพอตัว แต่ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าตนจะต้องดูแลเสี่ยวอู่ด้วยตนเองอยู่ดี

            ทว่าเมื่อครู่ยามที่คุณชายเฉินมาระราน ก็ได้อาลู่มาคอยกำบังคุ้มภัยให้

            บัดนี้ยามที่ท่านนายอำเภอกล่าวว่าจะเสนอรายชื่อให้เข้าสอบสำนักเชินได้ ก็ยังคงเป็นอาลู่ที่ไม่มีความลังเลที่จะยื่นโอกาสนี้มาให้เขาแทน

            เพียงครู่เดียวดวงตาทั้งคู่ของอาสวินพลันรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา เพียงแต่ท่าทีของเขายังคงดูสุขุมเช่นเดิม

            เขาก้มลงมองผมยาวที่ปรกลงมาบนบ่าของตน ผมทรงนี้ก็ได้อาลู่เป็นคนช่วยมัดเช่นกัน

            ตอนนี้เขาจึงไม่ได้เกรงใจอันใดอีก

            เขารู้ตัวว่าหากต้องเข้าร่วมการสอบ เขาย่อมเป็นผู้ที่มีความหวังมากที่สุด

            อาลู่นั้นแม้จะปราดเปรื่อง แต่เขากลับไม่ชอบเรื่องพวกนี้นัก

            ทว่าเขานั้นไม่เหมือนกัน

            เขาเชี่ยวชาญเรื่องการร่ำเรียนและการสอบ หากว่าเขาสอบเข้าสำนักเชินได้จริงๆ ชีวิตของพี่ชายและน้องสาวก็ย่อมต้องดีขึ้น

            คนอันธพาลอย่างคุณชายเฉินเมื่อครู่ก็ย่อมมิกล้าเยาะเย้ยพวกเขาง่ายๆ เช่นนั้น ดังนั้นอาสวินจึงไม่ได้ปฏิเสธอีก

            บัดนี้จึงยืนอยู่ตรงหน้าอาลู่แล้วยกมือขึ้นคารวะ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยท่าทีมั่นใจ “ผู้น้อยสามารถสอบผ่านได้อย่างแน่นอน ขอท่านนายอำเภอโปรดลองถามคำถามผู้น้อยสักข้อเถิด”

            เจ้าเด็กหนุ่มที่ดูไม่หยิ่งยโสจนเกินงามทว่าก็ไม่ได้ถ่อมตนจนเสแสร้งนั้น แม้จะทำให้เขารู้สึกชอบพอ ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มท่าทางมั่นใจตรงหน้าเขายามนี้กลับดูแล้วปราดเปรื่องกว่า เขามองแล้วยิ่งนึกชอบพอเสียยิ่งกว่าเดิม ในใจมีความรู้สึกราวกับปัญญาชนที่ได้พบกับปัญญาชนที่มีความรู้อีกคนหนึ่ง

            ช่างน่าสนใจ

            ช่างน่าสนใจเหลือเกิน

            นายอำเภอเฉินโบกมือเบาๆ ก่อนจะกลับไปอ่านตำราในห้องของตน ในเมื่อมีเรื่องน่าสนใจเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องเขียนไปเล่าให้สหายเก่ารู้สักหน่อย

            นายท่านสามที่กำลังขึ้นทะเบียนให้คนในหมู่บ้านอยู่ด้านนอกนั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มีเด็กรับใช้คนหนึ่งนำตำราเล่มหนึ่งมาให้อาสวิน

            “ใต้เท้ามอบให้ท่าน”

            อาสวินได้ยินดังนั้นจึงรับสมุดเล่มนั้นมา

            อาลู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงยื่นมือออกไปจับเด็กรับใช้ให้หยุดก่อน จากนั้นก็ยัดเงินก้อนเล็กใส่มือเขา ใบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยถามขึ้น “มีอะไรจะกล่าวอีกหรือไม่”

            เด็กรับใช้ที่เดิมทีคิดว่าคงจะได้เปลืองแรงเปล่าที่มาส่งของให้เด็กหนุ่มคนนี้ ด้วยในพื้นที่ห่างไกลนั้นไม่เหมือนกับเมืองหลวง ไม่ว่าทำอะไรก็ล้วนได้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ต่างกับที่นี่ที่เงินทองหายาก จึงไม่ได้มอบให้กันง่ายๆ

            ทว่าไม่คาดคิดว่าเจ้าเด็กหนุ่มนี่จะรู้จักอ่านสถานการณ์นัก เขานั้นไม่ต้องมองก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นก้อนเงินก้อนหนึ่ง

            เด็กรับใช้จึงกล่าวเสริม “สิ่งที่นายท่านได้กล่าวไว้ล้วนแต่อยู่ในตำราเล่มนี้ ท่านเปิดดูก็ย่อมจะเข้าใจแล้ว”

            เมื่อกล่าวจบเด็กหนุ่มก็กลับไปทันที

            เสี่ยวอู่ยืนครุ่นคิดมองตำราเล่มนั้นครู่หนึ่ง เมื่อเปิดออกมาก็เห็นคำอธิบายที่เขียนไว้แน่นขนัดจนดูแล้วชวนปวดหัวขึ้นมา อาสวินพลิกดูต่ออีกครู่หนึ่งจึงเข้าใจ

            ท่านนายอำเภอให้เขาเขียนความเห็นถึงหน้าที่หกของตำราเล่มนี้ เจ็ดวันให้หลังค่อยนำมาส่งที่นี่

            โจทย์ของใต้เท้าเฉินนั้นง่ายมาก เพียงแต่ด้านในนั้นกลับมีบทกลอนบทหนึ่งซ่อนอยู่

            เขาไม่ได้กล่าวเรื่องนี้ออกมา เพียงหันไปมองอาลู่แล้วพยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงเก็บตำราใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง

            เมื่อจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงพากันขึ้นรถเทียมวัวที่เหล่าปาเป็นคนบังคับเพื่อเดินทางกลับ

            ระหว่างทางก็ผ่านถนนเส้นที่ขายขนม เฉินโย่วจึงซื้ออาหารกลับไปฝากน้าหลัวของนาง และคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ไปถนนซื่อชู นางคิดอยากจะหาตำราสักเล่มกลับไปฝากท่านอาจารย์ นายท่านสามเองก็อยากซื้อตำราให้อาสวินเช่นกัน ส่วนอาลู่นั้นยังมีธุระอีกนิดหน่อย จึงไปด้วยกันกับเหล่าปา

            นายท่านสามจึงพาอาสวินและเฉินโย่วไปยังร้านตำราที่ใหญ่ที่สุดบนถนนซื่อชู เสี่ยวอู่นั้นไม่พิศวาสตำรา จึงได้แต่นั่งจับเจ่ารออยู่บนบันไดหินหน้าร้าน

            วันนี้แดดกำลังดี แสงตะวันอบอุ่นสาดส่องลงมา

            เสี่ยวอู่รู้สึกง่วงงุนขึ้นมา จึงพิงประตูผล็อยหลับไป

            รถม้าคันหรูค่อยๆ เคลื่อนมาหยุดลงตรงหน้าร้านตำราเช่นกัน

            ตั้งแต่ที่ถนนสายนี้เจริญรุ่งเรืองคึกคักขึ้นมา อำเภอหมิงเหอก็มักจะมีบุคคลนิรนามปรากฏกายขึ้นมาเสมอ

            กระทั่งม้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ ก็โดดเด่นกว่าม้าตัวอื่น ทั้งขนของมันเป็นสีขาวปลอดตลอดร่าง ขนของมันยังถูกแปรงเสียจนขึ้นเงา บนร่างยังมีผ้าขนแกะแท้

            รถม้าที่ทำจากไม้เนื้อดีเป็นสีดำสนิท ยามที่จอด ไม้นั้นก็ราวกับแผ่กลิ่นหอมรุนแรงออกมา

            ทว่าเมื่อตั้งใจดมก็ราวกับไม่มีกลิ่นใด

            เสี่ยวอู่ที่กำลังสัปหงกอยู่นั้น เมื่อได้กลิ่นหอมก็ไม่ได้ถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมา กลับกันเด็กหนุ่มกลับหลับลึกเสียยิ่งกว่าเดิมจนต้องเอนกายพิงกับมุมผนัง

            ประตูรถม้าค่อยๆ แง้มออก

            บุคคลที่กระโดดลงม้านั้นแท้จริงแล้วคือภิกษุรูปหนึ่ง

            ภิกษุศีรษะล้านนั้นร่างกายดูกำยำสูงใหญ่

            จากนั้นก็มีภิกษุชราร่างผอมบางก้าวตามลงมา ภิกษุชราร่างผอมแห้ง ผอมเสียจนดวงตาทั้งสองข้างดูปูดโปนออกมา

            ต่อมาจึงเห็นเป็นสามเณรรูปหนึ่งตามลงมา

            สามเณรน้อยนั้นยังดูเยาว์นัก ทว่าผมบนศีรษะกลับถูกโกนจนเกลี้ยงโล้น ทั้งบนศีรษะยังมีรอยแผลเป็นวงๆ อีกหกจุด ดวงตาข้างหนึ่งมีผ้าดำผูกปิดไว้เผยให้เห็นดวงตาเพียงข้างเดียว ดวงตาข้างนั้นทั้งกลมทั้งโต ซ้ำขนตายังยาวเป็นแพ

            ยามกระโดดลงจากรถด้วยท่าทีซื่อๆ จึงทำให้มองแล้วรู้สึกว่าช่างน่ารักน่าชัง

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405