แม่ทัพใหญ่ฟางลั่วเฉินนำทัพกลับมาพร้อมชัยชนะอันยิ่งใหญ่ตามความคาดหมาย ผู้คนทั่วทั้งแคว้นต่างกล่าวสรรเสริญ ถึงความกล้าหาญและฝีมือที่เก่งกาจ บุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ ที่ใครๆต่างก็ชื่นชม
"เร็วเข้าเถิดเ้าค่ะฮูหยิน ท่านแม่ทัพผ่านเข้าประตูเมืองมาแล้วนานพอสมควรแล้วนะเ้าคะ อีกไม่กี่อึดใจก็คาดว่าจะมาถึงจวนแล้วเ้าค่ะ ถ้าฮูหยินยังไม่ออกไปจะไม่ทันการนะเ้าคะ"
ชุ่ยเหอเอ่ยเร่งนายหญิงของตนด้วยความร้อนใจ
"รู้แล้วๆ เ้านี่ยังไงกันนะ พูดเร่งข้า จนข้าลนลานไปหมดแล้วเนี่ย"
ซูเหยียนพูดหยอกล้อบ่าวคนสนิทด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน สีหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้ม นางออกไปต้อนรับสามีด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความคิดถึง
"มาแล้วมาแล้วท่านแม่ทัพมาแล้วขอรับ"
พ่อบ้านคนสนิทร้องะโอยู่หน้าประตูจวน
ซูเหยียนตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ แต่่เวลาที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในจวน ่เวลาแห่งความยินดีของนาง ก็พลันมลายหายไป โดยไม่เหลือร่องรอยในชั่วพริบตา
ภาพตรงหน้ามันทำให้นางใจสลาย บุรุษผู้นั้นคือชายที่นางรัก ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามี เขากำลังโอบประคองสตรีนางหนึ่งด้วยความรักใคร่ แววตาอ่อนโยนและท่าทางที่แสดงออกมา แค่ดูก็รู้ว่าอะไรเป็อะไร
ความหนาวเหน็บเกิดขึ้นในจิตใจ เจ็บเสียจนทำให้ใจไม่อาจทานทนได้ นางมองเขาด้วยแววตาที่สิ้นหวัง แต่กระนั้นก็ยังคงหลอกตัวเอง
"ท่านพี่"
ซูเหยียนเอ่ยเรียกบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพียงหวังขอความเห็นใจ
ฟางลั่วเฉินที่กำลังจะเดินผ่านนางไป หยุดชะงักเพราะเสียงเรียก เขามองนางด้วยแววตาเ็า สีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจน ไม่ปิดบังถึงความเกลียดชังและรังเกียจในตัวของนาง เพียงแค่จ้องมองไม่เอ่ยคำใดออกมา ในตอนนี้หัวใจของซูเหยียนเย็นเยียบ
ความรู้สึกว่างเปล่าเกิดขึ้นในใจ นางมองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขา มองแขนสองข้างที่เขาโอบหญิงอื่นที่ไม่ใช่นาง สุดท้ายนางก็ไม่อาจกลั้นและฝืนต่อไปไม่ไหว น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ หัวใจดวงนี้กำลังร้าวรานมันแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
"ลั่วเฉินคารวะท่านปู่ คารวะท่านย่า คารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่ขอรับ"
ฟางลั่วเฉินกล่าวทำความเคารพผู้าุโในจวนอย่างนอบน้อม
"ดีๆ กลับมาก็ดีแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าลูบหลังหลานชายด้วยความรักใคร่
"มาให้ย่าดูเ้าให้ชัดๆเต็มตาหน่อย ทำศึกลำบากมาใช่หรือไม่ เ้าถึงได้ผอมลงมากเช่นนี้"
ฮูหยินผู้เฒ่าโอบบ่าของหลานชาย ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขความปีติยินดีที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้ คำพูดเป็พันเป็หมื่นที่้าจะเอ่ยออกมา กลับจุกแน่นอยู่ในลำคอ ฟางลั่วเฉินผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่น้อมกายลงมากอดท่านย่าของตน ใบหน้าที่หล่อเหลาสง่างามของเขา ปรากฏความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
"พี่ใหญ่"
ฟางหยูรีบเข้าไปเกาะติดออดอ้อนผู้เป็พี่ชาย เพราะในเวลานี้ไม่มีใครที่จะมั่งคั่งไปกว่าพี่ชายผู้นี้ของนางแล้ว สินาที่ขนมานั้น มันมากจนทำให้คนนึกอิจฉา ถึงแม้จะส่งบางส่วนเข้าคลังหลวง แต่กระนั้นก็ยังเหลือกลับมาถึงมือแม่ทัพใหญ่มากมาย
"ว่ายังไงเด็กดื้อ"
ลั่วเฉินลูบหัวน้องสาวด้วยความอ่อนโยน
"พี่ใหญ่ก็ ท่านห้ามเรียกข้าว่าเด็กดื้อ ข้าไม่เด็กแล้วนะเ้าคะ"
ฟางหยูหน้ามุ่ยอย่างเอาแต่ใจ
"เอาล่ะๆ ไม่เด็กก็ไม่เด็ก พี่มีของฝากมาให้เ้าเยอะเชียว ไม่โกรธแล้วดีหรือไม่น้องพี่"
ลั่วเฉินหยอกล้อน้องสาว เมื่อเห็นนางตื่นเต้นที่จะได้ของฝาก ทุกคนจึงหัวเราะกับท่าทางช่างออดอ้อนของนาง ทั้งตระกูลล้วนยินดีชื่นมื่น เว้นก็แต่ซูเหยียนที่ร่ำไห้จนตาบวม
"แล้วนั่นผู้กันเล่า"
ฮูหยินจูผู้เป็แม่เอ่ยปากถามบุตรชายของตน
"ทุกท่านนี่คือรั่วเซียน ข้าตัดสินใจจะแต่งนางเข้าตระกูล ยกนางเป็ภรรยารอง"
สิ้นคำพูดของลั่วเฉิน ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจของซูเหยียน นางล้มทั้งยืนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ความบอบช้ำและะเืใจ ส่งผลให้นางไม่อาจฝืนทน
"ฮูหยิน ฮูหยิน ฮูหยินของบ่าวท่านอย่าเป็อะไรนะเ้าคะ"
ชุ่ยเหอและอิงเถาร้องออกมาอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่านายหญิงของตนหมดสติไป
"ฮึ! เสแสร้งเก่งเสียจริง"
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดประชดประชันด้วยความระอา
"เอาเถิดๆ ลั่วเฉินเ้ารีบอุ้มนางกลับไปยังเรือนพักเสียก่อนเถอะ พ่อบ้านเ้าไปตามหมอมา"
ฟางเค่อหยุนรองเ้ากรมอาลักษณ์ บิดาของลั่วเฉินเอ่ยปากบอกกับบุตรชายของตน
"ทำไมต้องเป็ข้าที่อุ้มนางไปขอรับ ท่านพ่อก็น่าจะรู้ว่าบุตรชายของท่านรังเกียจนางเพียงใด"
ฟางลั่วเฉินกล่าวออกมาอย่างไม่แยแส
"เฮ้อ! สมควรเป็ตัวเ้านั่นเหละ..หากให้ผู้อื่นแตะต้องตัวนาง เกรงเสียแต่ว่าจะกลายเป็ที่ครหาเอาได้ เ้าอย่าได้มาเอ่ยปฏิเสธให้มากความ หรือเ้าอยากให้ผู้อื่นกล่าวโทษว่าแม่ทัพใหญ่เช่นเ้า หลงใหลสตรีอื่นจนถึงขั้นรังแกภรรยาเอกของตนอย่างนั้นหรือ! ชั่วดียังไงนางก็เป็ภรรยาของเ้านะ เอาล่ะจัดการเสียอย่ามัวพูดให้มากความอยู่เลย!"
รองเ้ากรมอาลักษณ์เอ่ยกับบุตรชายอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
ฟางลั่วเฉินก้มลงอุ้มซูเหยียนอย่างไม่เต็มใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่พอใจเท่าไหร่ แต่ก็ขัดคำสั่งของบิดาไม่ได้ ซูเหยียนหลับใหลไปครึ่งค่อนวัน ในขณะที่ตื่นมานั้น หูก็แว่วได้ยินเสียงดนตรี เป็เสียงดนตรีของงานเลี้ยงภายในจวน นางนั่งเหม่อลอยอยู่บนตั่งนอน มิได้โวยวายอาละวาดดั่งเช่นที่ควรจะเป็ แววตาทุกข์เศร้าเลื่อนลอย
"ฮูหยินท่านตื่นั้แ่เมื่อไหร่เ้าคะ เหตุใดไม่เรียกบ่าว"
อิงเถาถามคนที่กำลังเหม่ออย่างห่วงใย นางกังวลใจกับท่าทางในตอนนี้ของเ้านาย ไม่รู้ว่าในใจของผู้เป็นายกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้ไร้การตอบสนอง เป็เหมือนหุ่นฟางไร้ิญญาเช่นนี้
ซูเหยียนไม่เอ่ยตอบโต้ นางทำเพียงนั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น นางปากจนเืไหลโดยที่ไม่รู้สึกตัว สักพักขอบตาก็เริ่มแดง นางสะอื้นไห้ออกมาเบาๆด้วยความอัดอั้น หัวใจทั้งดวงที่ปวดร้าว นางกำลังร่ำไห้ให้กับความโง่งมของตน
อิงเถาและชุ่ยเหอบ่าวคนสนิท ทำเพียงมองดูนายหญิงของตนอยู่เงียบๆไม่เอ่ยคำใด นางทั้งสองคนต่างก็ร้องไห้ออกมาด้วยความสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเหลือผู้เป็นายได้อย่างไร
"ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะมองไม่เห็นถึงความจริงใจของข้า เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น เขาจะรับรู้ถึงรักแท้ที่ข้ามอบให้อย่างแน่นอน"
ซูเหยียนพูดกับบ่าวคนสนิททั้งน้ำตา
"โธ่..ฮูหยินของบ่าว"
ชุ่ยเหอและอิงเถาน้ำตาไหลเพราะความสงสาร นางได้แต่ภาวนาในใจ ให้นายหญิงของตนตาสว่างเสียที
ความหวังประดุจเปลวไฟอันแรงกล้า ซึ่งผลักดันให้นางมีความกล้าหาญที่จะรอคอยต่อไป นางเฝ้าปลอบใจตัวเอง นางรักเขารักมากเหลือเกิน เขาคือผืนดินและแผ่นฟ้าของนาง จะให้นางปล่อยมือจากเขาได้อย่างไร ยิ่งคิดใจยิ่งเ็ปเป็เท่าทวี เกิดความร้อนรุ่มและแสบร้อนในลำคอ สุดท้ายก็กระอักเืออกมา
"ฮูหยิน! ฮูหยินของบ่าว ท่านเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ!"
สาวใช้ทั้งสองะโออกมาอย่างใ
"อิงเถาเ้ารีบออกไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้เลยเร็วเข้า!"
ชุ่ยเหอผู้ที่มีสติกว่ารีบเอ่ยกับอิงเถาที่กำลังลนลาน
"ไม่ต้อง! เื่แค่นี้ไม่จำเป็ต้องทำให้เป็เื่ใหญ่โต" ซูเหยียนเอ่ยห้ามปราม
"แต่ว่าฮูหยินเ้าคะท่านป่วยถึงเพียงนี้ จะไม่เรียกหมอมาตรวจอาการได้อย่างไรกัน"
ชุ่ยเหอเอ่ยออกไปทั้งน้ำตาด้วยความร้อนใจ
"ตอนนี้ตระกูลฟางกำลังมีงานเลี้ยง อย่าได้ไปรบกวนความสุขของผู้อื่นเลย จะออกนอกจวนไปตามหมอ อย่างไรเสียก็ต้องแจ้งแม่สามี สุดท้ายเื่ก็จะวุ่นวายไปกันใหญ่เพราะข้า ข้าไม่อย่างเป็ต้นเหตุทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ อีกอย่างข้าก็ไม่ได้เป็อะไรมาก พักสักหน่อยก็หายแล้วพวกเ้าอย่าได้ตื่นตระหนกไป"
ซูเหยียนกล่าวออกมาอย่างน้อยใจ
"แต่ว่าฮูหยินเ้าคะ"
"เอาล่ะไม่มีอะไรแล้ว พวกเ้าออกไปเถอะ"
ซูเหยียนไล่บ่าวทั้งสองออกจากห้องไป จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนนางพยายามที่จะปิดเปลือกตาลง แต่หูกลับแว่วได้ยินเสียงดนตรีปนมากับเสียงหัวเราะอย่างไม่ขาดสาย ความสับสนของความคิดยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
นางรับรู้ได้ถึงความหนาวเหน็บที่กำลังเกาะกุมจิตใจ น้ำตาที่หยุดไปแล้วก็ไหลรินอีกครั้งจากดวงตา ใบหน้าของนางซีดขาวราวกับกระดาษ ในหัวสมองก็พลันครุ่นคิดอย่างหนัก คิดถึงความทุกข์และความเศร้าโศกที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ นางตระหนักรู้ทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ว่าเป็ตัวนางที่เต็มใจยึดติดกับความทุกข์นี้ เพราะใจของนางมันดื้อรั้นไม่ยอมปล่อยวาง สุดท้ายแล้วจึงไม่อาจกล่าวโทษผู้ใดได้