เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง ผมลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เวลา 08.04 น.
ผมทิ้งตัวนอนต่อพลางจ้องเพดานอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อย ๆ
ค่ำคืนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ แต่กลับทำให้รู้สึกว่าได้นอนหลับเต็มอิ่ม อย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเที่ยวพักผ่อน ตามแผนแล้วตอนเก้าโมงเช้า ผมจะต้องออกเดินทางไปที่สวนเสือพัทยา จากนั้นต่อด้วยสวนน้ำ ซึ่งพวกเราตั้งใจจะแวะทานข้าวที่นั่นเลย แล้วจบทริปด้วยการไปเดินเล่นที่สวนนงนุชพัทยา ก่อนจะเดินทางกลับบ้านในตอนเย็น
หลังจากนั้น เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับโกหก
ตอนนี้ผมนั่งอยู่บนรถตู้วีไอพี เมษานอนหลับอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ส่วนเฟยที่นั่งอยู่เบาะหลังก็หลับไปแล้วเช่นกัน
บรรยากาศในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์แผ่วเบากับลมที่พัดผ่านหน้าต่างเป็นจังหวะ ปันปัน ธาม และเกล รถไปส่งที่พักของพวกเขาก่อนหน้านี้แล้ว
จุดหมายต่อไปของเราคือที่พักของเฟย
ผ่านไปราวสิบกว่านาที รถตู้ก็แล่นมาจอดหน้าทางเข้าโรงแรมของเฟย
ผมเอื้อมมือไปปลุกเฟยให้ตื่น พลางลดเสียงลงให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้เมษาที่หลับอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งตื่น
เฟยขยี้ตาเบา ๆ ก่อนจะลงจากรถอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินอ้อมไปที่ท้ายรถเพื่อยกกระเป๋าของตัวเองลงมา ผมเดินตามลงไป แล้วหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เฟย พี่มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สีหน้าจริงจัง
เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับ “มีอะไรเหรอครับ พี่?”
“คือ... มันเกี่ยวกับเกล แฟนของเฟยน่ะ” ผมหยุดพูดชั่วครู่ พลางมองสีหน้าของเฟยเพื่อดูปฏิกิริยา
“อ่อ... ทำไมเหรอครับ?” เฟยถามกลับด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ท่าทางตั้งใจฟังอย่างเห็นได้ชัด
ผมถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้น “คือว่า... เกล... เอ่อ จะว่าไงดีล่ะ”
คำพูดเริ่มติดขัด ผมลังเล ไม่รู้จะเลือกใช้คำไหนดี ความเงียบแผ่วลงระหว่างเรา
แต่ก่อนที่ผมจะพูดต่อ เฟยก็เอ่ยแทรกขึ้น สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที
“เกล... อ่อยพี่เหรอ...” เสียงของเฟยสั่นเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยกังวล แต่ผมกลับรู้สึกว่าเฟยอาจรู้อยู่แล้ว ว่าเกลเป็นคนยังไง
“ก็... ประมาณนั้น” ผมตอบเสียงเรียบ สายตาไม่กล้าสบกับเขาโดยตรง
“ตอนแรกพี่ก็คิดว่าจะไม่ถือสาอะไร แต่เกล... เธอตามตื้อพี่ไม่หยุดเลย”
ผมหยุดหายใจลึกเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“พี่ไม่อยากให้เพื่อน ๆ ของน้องรู้เรื่องนี้ เลยยังไม่ได้พูดออกไปก่อนหน้านี้ พี่เลยเลือกจะคุยกับเฟยแบบส่วนตัวดีกว่า”
ผมเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะสบตาเขา “พี่อยากให้เฟยเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าจะทำยังไงต่อไป”
เฟยถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณพี่มากนะครับ...”
เขาเงียบไปชั่วครู่ แล้วถอนหายใจอีกครั้ง เสียงสั่นเล็กน้อย
“ผมกับเกล... เคยจะเลิกกันเพราะเรื่องแบบนี้มาแล้วสองรอบครับ แต่ทุกครั้งเกลก็ขอโอกาส ผมเลยเลือกจะคบกับเธอต่อไป แต่ก็เผื่อใจเอาไว้บ้าง ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรอีก”
เฟยเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าดูสับสน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แทบเป็นกระซิบ
“แล้วพี่... ได้มีอะ...”
คำพูดของเขาขาดหายกลางอากาศ เหมือนพูดไม่ออก ทั้งความกลัว คำถาม และมีความเกรงใจผมปะปนอยู่ในแววตา
ผมรีบแทรกขึ้นทันที “ไม่มีแน่นอน เฟยไว้ใจพี่ได้... แต่พี่ต้องขอโทษไว้ก่อนนะ วันนั้นพี่ไม่รู้จะทำยังไง เลยพูดออกไปว่า หลังจบทริปแล้วค่อยว่ากันใหม่”
เฟยมองหน้าผมก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “อ่อ... ครับพี่ ไม่เป็นไรเลยครับ พี่ไม่ต้องขอโทษผมหรอก ผมต่างหากที่ควรขอโทษ ทำให้พี่ต้องลำบากใจกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น”
เขาหยุดหายใจเบา ๆ แล้วเสริมด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ดีแล้วครับที่พี่บอกผม ผมจะได้ตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้นหน่อย”
“งั้นพี่ก็โล่งอกแล้วล่ะ ที่ตัดสินใจมาบอกเฟย” ผมพูดยิ้มบาง ๆ ก่อนเสริมต่อ “งั้นพี่ไปก่อนนะ ไว้มีโอกาสค่อยเจอกันใหม่”
“ครับผม ขอบคุณพี่มาก ๆ เลยครับ ทั้งเรื่องเที่ยว... แล้วก็เรื่องของเกลด้วย” เฟยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขาจะปล่อยวางเรื่องทั้งหมดได้แล้วดูจากภายนอก แต่ภายในใจของเขาใครจะรู้
แต่ก่อนที่ผมจะหันหลัง เฟยก็พูดแซวขึ้นมาน้ำเสียงอารมร์ดี
“อ้อ... สาวต่างชาติที่พี่คุยด้วยเมื่อวานน่ะ สวยใช้ได้เลยนะครับ!”
ผมหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้าก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นรถ ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเราทั้งคู่ที่ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมสายลมยามยามเย็น
หลังจากนั้นไม่นาน ผมกับเมษาก็กลับมาถึงคอนโด ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ
เมษาดูเหนื่อยมาก พอเข้าห้องปุ๊บก็ทิ้งตัวลงบนเตียง หลับสนิทเหมือนหมดแรงไปแล้ว
ส่วนผมเองก็ไม่ต่างกัน หลังจากวันที่ยาวนานเต็มไปด้วยกิจกรรมทั้งวัน ผมเพียงแค่ล้มตัวลงบนเตียงแล้วปล่อยให้ความเหนื่อยครอบงำ
!! ตอนนี้รอบตัวผมมืดสนิท แต่จู่ๆ ความมืดก็ค่อยๆ จางหายไป ผมนอนอยู่บนเตียง ข้างกายฝั่งขวา เมษาเปลือยกายนอนซบอกผมอย่างสงบ ส่วนฝั่งซ้าย ปันปันก็เปลือยกายซบอกผมอยู่เช่นกัน
ผมมองใบหน้าของทั้งคู่ที่กำลังหลับใหล หัวใจผมเต็มไปด้วยความสับสน แต่ในเวลาเดียวกันก็เต็มไปด้วยความสุขอย่างประหลาด ผมค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบผมของเมษา อีกข้างลูบผมของปันปันอย่างแผ่วเบา "เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย" ผมคิดในใจอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบ ก้องขึ้นมา เมษาและปันปันก็อันตรธานหายไป ในพริบตาเหลือแค่ความว่างเปล่า
ผมสะดุ้งเฮือก ตื่นจากภวังค์
"นี่ฝันไปเหรอวะเนี่ย" ผมบ่นพึมพำ ขณะที่สำรวจสายตาไปทั่วห้อง ผมนอนอยู่คนเดียว ประตูปิดสนิท ถ้าเหตุการณ์เมื่อสักครู่เป็นเรื่องจริง คงจะมหัศจรรย์น่าดู
ผมขยี้ตา พลางบ่นให้ระบบต่อว่า “แกทำอะไรของแกเนี่ยมันกี่โมงกี่ยามแล้ว”
ผมกวาดสายตาไปบนจอโปร่งแสงสีฟ้าที่ลอยอยู่ตรงหน้า ข้อความบนหน้าจอค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
[วันพักผ่อนของคุณสิ้นสุดลงเวลา 00.00 น.]
[ระบบได้จัดสรรงานให้คุณเรียบร้อยแล้ว]
[สถานที่ทำงาน: โรงพยาบาลบางกอกวิทยา (เอกชน)]
[งาน: คนขับประจำตำแหน่งของ ศ.ดร.นพ.ธนกฤต ทองแท่ง อายุ 60 ปี
ตำแหน่ง: ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางกอกวิทยา (เอกชน)]
[รายละเอียดงาน: ขับรถรับ–ส่ง นายธนกฤต ทองแท่ง ตามตารางงาน หรือตามคำสั่งโดยตรง]
[ระยะเวลา: ไม่มีกำหนด
หมายเหตุ: คุณต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องจนกว่าจะ ปลดล็อกระดับถัดไป]
[ค่าตอบแทน: 100,000 บาท ต่อการรับ–ส่งหนึ่งครั้ง]
[รายละเอียดเพิ่มเติม: — ]
“แกแจ้งงานฉันตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ...” ผมบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
[งานจะเริ่มพรุ่งนี้ เวลา 06.30 น. ระบบจำเป็นต้องแจ้งคุณล่วงหน้าครับ]
“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อวานล่ะ...” ผมยังคงพูดพลางถอนหายใจอย่างไม่พอใจ
[คุณได้สั่งไว้ว่า ห้ามส่งงานให้จนกว่าจะหมดวันพักผ่อน ระบบเพียงปฏิบัติตามคำสั่งครับ]
ผมถอนหายใจยาว ไม่รู้จะเถียงกับระบบยังไงดี ได้แต่เปิดดูรายละเอียดงานอีกครั้งอย่างจำใจ เนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ผมขมวดคิ้ว งานนี้ดูหนักกว่างานก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า... ค่าตอบแทนต่อครั้งมันเพิ่มขึ้นมากจริงๆ