"ตอนนี้ท่านแม่ทัพใหญ่พิษกำเริบ" ท่านหมอชรากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ"กระหม่อมทำได้เพียงให้ยาเพื่อช่วยระงับอาการไว้เป็นการชั่วคราวเท่านั้นส่วนการรักษาพิษอีกทางหนึ่งคือการร่วมภิรมย์กับสตรีนางนั้นแต่ทางที่ดีที่สุดคือการถอนพิษอย่างถาวร ซึ่งกระหม่อมเองก็ไม่อาจกระทำได้จำเป็นต้องมีผู้ที่มีความรู้เรื่องพิษโดยเฉพาะเป็นผู้ถอนพิษให้"
ท่านหมอชราอธิบายเพิ่มเติม"สิ่งที่กระหม่อมทำได้ในตอนนี้คือการพยุงอาการมิให้ท่านแม่ทัพใหญ่เกิดความต้องการทางร่างกายขึ้นมาอีกแต่ว่าไม่อาจจะใช้ได้นานเท่าไหร่นักอาการที่ถูกพิษจะเริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และการใช้ยาตลอดไปนั้นย่อมไม่ดีต่อร่างกายท่านแม่ทัพจำเป็นต้องปลดปล่อยความต้องการของร่างกายออกมาบ้างและที่สำคัญคือต้องเป็นสตรีคนเดิม... แม่นางไป๋หลินเท่านั้น หากเป็นสตรีอื่นร่างกายจะไม่ตอบสนองและไม่อาจระงับพิษได้จิตใจของผู้ที่ได้รับพิษราคะนารีนั้นดูเหมือนจะผูกพันและโหยหาแต่สตรีคนเดิมเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"
จิ้นอ๋องทรงฟังคำอธิบายของท่านหมอชราด้วยความตั้งใจพระองค์ทรงพิจารณาถึงความซับซ้อนของพิษร้ายนี้และทรงพยักพระพักตร์ด้วยความเข้าใจในที่สุด
ฮวาหยางและฮวาเสี่ยวซียืนฟังคำอธิบายของท่านหมอชราด้วยความตั้งใจเมื่อจิ้นอ๋องทรงเข้าใจถึงสถานการณ์อันยากลำบาก จึงตรัสเรียกฮวาหยา ง ให้ออกไปสนทนากันเป็นการส่วนตัวด้านนอกกระโจม
ส่วนท่านหมอชราก็รีบหันไปเขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็วก่อนจะไปจัดการต้มยาเพื่อนำมาให้แม่ทัพใหญ่ฮวาดื่มโดยเร็วที่สุด
ฮวาเสี่ยวซีมองบิดาที่นอนหลับอย่างกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงแม้จะหลับไปแล้ว แต่ร่างกายท่อนล่างของท่านก็ยังคงตื่นตัวอย่างน่าสงสาร นางค่อยๆย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ข้างเตียง จับมือใหญ่กร้านของบิดามาแนบแก้มของตนเองความปวดใจอย่างเหลือแสนจุกอยู่ที่อกเมื่อเห็นบิดาที่นางรักยิ่งต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ น้ำตาเม็ดเล็กๆคลอหน่วยอยู่ในดวงตากลมโต
ภายนอกกระโจม จิ้นอ๋องเหลือบสายพระเนตรคมกริบมองลอดช่องผ้าม่านประตูเข้ามาทอดพระเนตรเห็นการกระทำที่แสนห่วงใยของหมู่ซานที่มีต่อแม่ทัพใหญ่ฮวา หัวใจของพระองค์เต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความรู้สึกคล้ายหึงหวงผุดขึ้นมาอย่างฉับพลันพร้อมกับความสงสัยที่เริ่มก่อตัวในพระทัย
จิ้นอ๋องตรัสสนทนากับฮวาหยางโดยให้ฮวาหยางวางใจและให้ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวารักษาตัวไปก่อนเมื่อเสร็จสิ้นศึกสงครามแล้วค่อยเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกันส่วนเรื่องการบัญชาการในกองทัพนั้น พระองค์จะเป็นผู้ดูแลจัดการเองฮวาหยางรับพระบัญชาด้วยความเคารพและวางใจ
หลังจากแยกย้ายกับจิ้นอ๋องท่านหมอก็นำยาต้มเข้ามาในกระโจม ฮวาเสี่ยวซีรีบรับยามาด้วยความขอบคุณและค่อยๆป้อนให้บิดาอย่างทะนุถนอม นางดูแลเอาใจใส่บิดาอย่างใกล้ชิดเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน สร้างความสงสัยให้กับฮวาหยางที่เฝ้ามองอยู่แต่ด้วยภารกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าฮวาหยางจึงไม่สามารถรั้งอยู่ดูแลบิดาได้นานนักเขาจึงฝากฝังฮวาเสี่ยวซีให้ดูแลบิดาต่อไป ก่อนจะรีบออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ
ฮวาเสี่ยวซีป้อนยาให้กับบิดาจนหมด ผ่านไปชั่วก้านธูปเสากระโดงเรือของบิดาก็สงบลงพร้อมกับเสียงหายใจที่หลับใหลอย่างสม่ำเสมอ นางนั่งเฝ้าฮวาเจิ้นเพียงอีกครู่นางจัดการห่มผ้าให้กับบิดาแล้วลุกออกไปจากกระโจมท่านอ๋องยืนทำหน้าบึงตึงอยู่หน้ากระโจม เมื่อเห็นหมู่ซานเดินออกมาแล้ว จึงได้หันเดินออกไปพร้อมกับน้ำเสียงเข้มดุดันดังออกมาตามหลัง“หมู่ซานตาม ข้ามา”
ฮวาเสี่ยวซีขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีเย็นชาของจิ้นอ๋องนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระองค์ถึงทรงมีท่าทีเช่นนี้ แต่ก็รีบเดินตามไปอย่างเงียบๆ ด้วยความสงสัยและความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เมื่อเข้ามาในกระโจมส่วนพระองค์จิ้นอ๋องก็ทิ้งพระวรกายลงบนเก้าอี้อย่างแรง พระพักตร์คมสันบึ้งตึงดวงพระเนตรฉายแววพิโรธอย่างเห็นได้ชัดราวกับทรงกริ้วด้วยเรื่องราวที่ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้
"เจ้า..." จิ้นอ๋องตรัสด้วยพระสุรเสียงต่ำทุ้ม แต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน"เจ้ารู้จักมักคุ้นกับท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาดีเสียจริง..."
พระองค์ทรงจ้องมองฮวาเสี่ยวซีเขม็ง ราวกับต้องการอ่านความคิดในใจของนาง
"เจ้าเป็นอะไรกับท่านแม่ทัพใหญ่ฮวา?" พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดราวกับกำลังคาดคั้นความจริง
ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกเย็นเยียบไปถึงสันหลังกับพระสุรเสียงและพระพักตร์ที่ดุดันของจิ้นอ๋องนางไม่คาดคิดว่าพระองค์จะทรงสังเกตเห็นความใกล้ชิดของนางกับบิดาและคำถามนั้นก็ตรงประเด็นจนนางรู้สึกหวาดหวั่น
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ทูลฝ่าบาท..." ฮวาเสี่ยวซีเอ่ยด้วยความเคารพ"ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวา... ทรงเป็นผู้มีพระคุณของข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะเมื่อครั้งที่ข้าน้อยยังเป็นทหารใหม่ท่านแม่ทัพใหญ่ทรงเมตตาอบรมสั่งสอนและช่วยเหลือข้าน้อยมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ข้าน้อยจึงมีความเคารพและเทิดทูนท่านแม่ทัพใหญ่เป็นอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังพยายามหลีกเลี่ยงการสบพระเนตรจิ้นอ๋องโดยตรง
"เพียงเท่านั้นหรือ?" จิ้นอ๋องตรัสถามด้วยพระสุรเสียงที่ยังคงไม่คลายความกริ้ว"ข้าเห็นเจ้าดูแลท่านแม่ทัพอย่างใกล้ชิด... ราวกับคนในครอบครัว"
พระองค์ทรงเน้นคำว่า "คนในครอบครัว" อย่างชัดเจนพระเนตรคมกริบยังคงจับจ้องมาที่ฮวาเสี่ยวซีอย่างไม่วางตาราวกับทรงพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของนาง
ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกถึงความกดดันอย่างหนักหน่วงนางรู้ว่าจิ้นอ๋องทรงสงสัยในความสัมพันธ์ของนางกับบิดาและหากนางไม่สามารถให้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้ ความลับของนางอาจถูกเปิดเผยในที่สุด
ฮวาเสี่ยวซีหน้าซีดเล็กน้อยกับคำตรัสที่ตรงจุดของจิ้นอ๋อง นางรู้ว่าการโกหกต่อหน้าพระองค์นั้นอันตรายเพียงใดแต่การเปิดเผยความจริงก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า
นางจึงตัดสินใจตอบด้วยความระมัดระวังโดยพยายามประนีประนอมระหว่างการปกปิดความจริงและการให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล
"ทูลฝ่าบาท..." ฮวาเสี่ยวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย"ข้าน้อย... ข้าน้อยเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าท่านแม่ทัพใหญ่ทรงเมตตาอุปถัมภ์ข้าน้อยตั้งแต่ยังเล็ก ทรงดูแลข้าน้อยดุจบุตรในไส้แม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันแต่ความผูกพันระหว่างข้าน้อยกับท่านแม่ทัพใหญ่นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ จะสามารถอธิบายได้พ่ะย่ะค่ะ"
นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรจิ้นอ๋องด้วยความจริงใจพยายามแสดงออกถึงความเคารพและความรักที่นางมีต่อบิดา
"การที่ข้าน้อยดูแลท่านแม่ทัพอย่างใกล้ชิดนั้นเป็นเพราะข้าน้อยสำนึกในพระคุณของท่านและปรารถนาที่จะตอบแทนความเมตตาที่ท่านเคยมีต่อข้าน้อยเพียงเท่านั้นมิได้มีสิ่งอื่นใดแอบแฝงเลยพ่ะย่ะค่ะ"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง
ฮวาเสี่ยวซีภาวนาอยู่ในใจขอให้คำพูดของนางสามารถคลายความสงสัยในพระทัยของจิ้นอ๋องได้ นางก็เพียงพูดไปเรื่อยพูดม้าเป็นช้าง พูดช้างเป็นม้า
จิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรฮวาเสี่ยวซีด้วยพระเนตรที่ยังคงจับจ้องอย่างลึกซึ้งราวกับกำลังพิจารณาความจริงในคำพูดของนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในที่สุด พระองค์ก็ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆพระสุรเสียงที่ตรัสออกมานั้นราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจและการตัดสินใจ
"ได้..." จิ้นอ๋องตรัส "ต่อไปนี้เจ้าต้องอยู่แค่ในกระโจมนี้กินนอนที่นี่ ห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า"
ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดนางเงยหน้าขึ้นมองจิ้นอ๋องด้วยความตกใจและไม่เข้าใจ
"ทูลฝ่าบาท... นี่หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?" นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หมายความตามที่ข้าพูด" จิ้นอ๋องตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เด็ดขาด"เจ้าไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นพักผ่อนอยู่ในกระโจมนี้จนกว่าข้าจะสั่งเป็นอย่างอื่น"
ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกราวกับถูกหยามเกียรติความโกรธและโมโหแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางกำมือแน่นด้วยความขุ่นเคือง 'บังอาจมาก!คิดจะกักขังอิสระของข้าเช่นนั้นหรือ เจ้าอ๋องชั่วร้าย! รอไปเถอะสักวันข้าจะแก้แค้นเจ้าให้สาสม!'
ด้วยความเดือดดาล นางสะบัดหน้าหนีและหันหลังเดินออกจากกระโจมทันทีโดยไม่สนใจพระสุรเสียงที่ดังตามหลังมา
"เจ้าจะไปไหน!" จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกริ้ว
ฮวาเสี่ยวซีหยุดชะงัก แต่ไม่ได้หันกลับไปมองนางตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ไปเอาของ!"
จากนั้น นางก็ก้าวเดินออกไปด้วยเท้าที่กระทบพื้นดังๆบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างยิ่ง ทิ้งให้จิ้นอ๋องยืนมองตามด้วยพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความพิโรธและความสับสน