วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็วันที่ผมและเพื่อนๆปี 1 ทุกคนต้องเข้าค่ายนั้น สำหรับคนอื่นเป็ยังไงผมก็ไม่รู้นะ แต่สำหรับผมนั้น เป็การเริ่มต้นที่ไม่ดีเลย
เริ่มจากผมตื่นขึ้นมาในเวลา 6 โมงเช้า เพราะคิดว่านัดกับไก่ไว้ตอน 6 โมงครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวครึ่งชั่วโมง ส่วนอีกครึ่งชั่วโมงก็ใช้กินข้าวเช้าและเดินไปวิทยาลัยเพื่อให้ถึงก่อนเวลา 7 โมงเช้า ฟังดูเป็แผนที่ดีใช่ไหมครับ แต่แผนผมน่ะพังไม่เป็ท่าั้แ่ก้าวแรกเลยทีเดียว คือยังงี้ครับ
หอพักที่ผมอยู่ เฉพาะชั้น 1 นะครับ มีคนอยู่ 7 ห้องรวมแล้ว 9 คน และมีห้องส้วมและห้องอาบน้ำอยู่อย่างละ 4 ห้อง จริงๆแล้วถ้าเป็เวลาเรียนปกติก็จะมีคนที่เรียนภาคบ่าย 5 คน ภาคเช้าอีก 4 คน ห้องน้ำห้องส้วมก็คงพอใช้สบายๆจริงไหมครับ
แต่สำหรับเช้านี้ไม่ใช่ยังงั้นซิครับ พวกเราทั้ง 9 คนต้องไปตอนเช้าเหมือนกันหมด แถมไม่ใช่ 8 โมงด้วย แต่ต้องก่อน 7 โมงเช้า และผมคิดว่าพวกเราทุกคนคงไม่เคยอยุ่หอพักกันมาก่อนก็เลยลืมนึกถึงเื่นี้ไป ปรากฏว่า ผมกับเพื่อนอีก 8 คนตื่นขึ้นมาเวลาใกล้ๆกันตอน 6 โมงเช้า แล้วแน่นอนว่าตอนเช้าเราก็ต้องเข้าส้วมใช่ไหมครับเพื่อปลดเปลื้องเอาสิ่งไม่พึงปราถนาออกจากร่างกาย ซึ่งเป็กิจกรรมที่ต้องทำกันทุกวัน ยกเว้นพวกที่ระบบขับถ่ายผิดปกติเท่านั้นที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์นี้
ดังนั้นเมื่อธรรมชาติเรียกร้องเราก็ต้องทำกิจธุระนี้ให้เสร็จๆไป แต่คน 9 คนกับห้องส้วม 4 ห้องมันก็ไม่ใช่อัตราส่วนที่ลงตัวเท่าไรนัก แถมไอ้บ้าบางคนยังเป็ประเภท “นั่งนาน” อีกด้วย ไม่รู้มันเข้าไปนอนในนั้นหรือไงก็ไม่รู้ เข้าไปนั่งอยู่ได้ตั้ง 20 นาที ปล่อยให้เพื่อนยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่หน้าห้องยังกับเข้าคิวซื้อของในซุปเปอร์ฯเลยล่ะครับ
ในความวุ่นวายนี้มีอยู่ 2 คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ 1 ก็คือไก่ ซึ่งดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้ว ก็เลยตื่นั้แ่ตี 5 ครึ่งเพื่อทำกิจธุระ ดังนั้นตอน 6 โมงเช้าที่ผมเพิ่งตื่นก็พบว่าไก่เข้าส้วมและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่เดือดร้อน ส่วนอีกคนนึงก็คือไอ้คนที่อยู่ห้อง 8 ซึ่งจนบัดนี้ผมก็ยังไม่เห็นหน้าไอ้หมอนี่ แค่รู้ชื่อจากไก่ว่าชื่อบอย เรียนสถาปัตย์ภาคบ่ายเท่านั้น ส่วนผมน่ะเหรอ ผมได้รับผลกระทบโดยตรงเลยล่ะครับ ดังนั้นกว่าผมจะแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จก็เหลืออีก 10 นาที 7 โมงเช้า ซึ่งก็ไม่พอจะกินมื้อเช้าได้ แถมต้องรีบจ้ำไปวิทยาลัยและทันแบบฉิวเฉียดเต็มที
กิจกรรมวันนี้เริ่มด้วยการเข้าแถวตามสาขาวิชา เปิดงานด้วยผู้อำนวยการ จากนั้นอาจารย์หลายคนก็ขึ้นมากล่าวต้อนรับนักศึกษา และจากนั้นก็แยกย้ายกันไปตามสาขาวิชาที่เรียน ผมกับไก่ก็ไปนั่งใกล้กันที่ตึกเรียนสาขาไฟฟ้าเพื่อรอกิจกรรมต่อไป สาขาอื่นเป็ยังไงผมก็ไม่รู้หรอกนะ แต่สาขาไฟฟ้ากำลังเป็แบบนี้ครับ
อาจารย์หัวหน้าคณะเข้ามาแนะนำตัว และแนะนำอาจารย์ที่สอนวิชาของสาขา ตัวอย่างเช่น วิชาวงจรไฟฟ้า วิชาอิเล็คทรอนิคส์เบื้องต้น วิชามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ วิชาเครื่องทำความเย็น วิชาการเดินสายไฟ วิชาไฮดรอลิคเบื้องต้น และแนะนำวิชาอื่นๆที่ต้องเรียน เช่น วิชาตะไบ (ซึ่งต้องเรียนถึง 2 เทอม) วิชาโลหะแผ่น วิชาช่างเชื่อมโลหะ รวมถึงวิชาทั่วไปด้วย อย่างเช่น ลูกเสือ พละศึกษา และวิชาสามัญอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่เหล่าอาจารย์เน้นมากคือรูปแบบการเรียนการสอนในระดับ ปวช. แตกต่างจากระดับ ม.ต้นเป็อย่างมากใน 3 เื่ คือ หนึ่ง การเรียนที่นี่เป็แบบที่นักศึกษาต้องเดินไปหาห้องเรียน ไม่ใช่นั่งเรียนในห้องเดียวตลอดวัน สอง การเรียนระดับ ปวช. จะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคปฏิบัติที่นี่จะเยอะกว่าการเรียนในระดับมัธยมมาก ต่อให้นับรวมมัธยมปลายด้วยก็ตาม และสาม ความปลอดภัยเป็สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาในการเรียน
ผมคิดว่าผมเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์จะสื่อนะ การเป็ช่างไม่ใช่หมายความว่าเราท่องจำทฤษฎีได้ แต่มือเราต้องทำงานจริงได้ ใช้เครื่องมือเป็ ทำงานช่างให้เสร็จอย่างเรียบร้อย และเน้นมากๆคือต้องปลอดภัยทั้งกับตัวเองและคนอื่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่รู้สึกได้เมื่อโดนดูด หรือหนักกว่านั้นคือไม่รู้สึกอะไรอีกเลยหลังโดนดูด ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใคร้าให้เกิดขึ้น
เสร็จจากการแนะนำอาจารย์ประจำวิชาแล้ว ก็เป็การพาเดินดูในห้องเรียนให้พอรู้ว่าแต่ละวิชาเรียนที่ชั้นไหนห้องอะไร (ตึกสาขาไฟฟ้ากำลังมี 3 ชั้นครับ) ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตุแต่ละห้องจะมีโต๊ะรูปแบบคล้ายๆกันคือนั่งได้โต๊ะละ 2 คน ห้องหนึ่งน่าจะนั่งเรียนได้ประมาณสัก 30-40 คน ส่วนมากไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ให้ (สมัยนี้เป็ยังไงผมก็ไม่รู้นะ แต่สมัยที่ผมเรียน ห้องแอร์ถือเป็ของหายาก จะมีก็แต่ในห้องเรียนบางห้องเท่านั้น) ส่วนเครื่องมือก็มีทั้งที่ผมคุ้นตา อย่างพวกไขควง คีมแบบต่างๆ มอเตอร์ไฟฟ้า และที่ผมไม่ค่อยคุ้น อย่างมิเตอร์ไฟฟ้า หรือออสซิโลสโคป (Ocilloscope) เป็ต้น
จากนั้นอาจารย์ก็พาพวกเราไปดูพื้นที่ต่างๆในวิทยาลัย อย่างเช่นโรงตะไบ โรงอาหารและหอประชุม สนามกีฬา อาคารเรียนวิชาอื่นๆนอกสาขา และอาคารอำนวยการ ซึ่งก็ไม่ห่างกันมาก เพราะวิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่ไม่มากนัก มีตึกรวมๆแล้วน่าจะแค่ 6-7 ตึกรวมโรงอาหารด้วย จากนั้นก็พากลับไปนั่งที่หอประชุมรวมกับสาขาอื่นๆที่เริ่มมานั่งกันแล้ว ่เวลานี้ก็เป็โอกาสให้บางคนที่อยากเข้าห้องน้ำเข้าได้ตามสบาย
มื้อกลางวันมาในถาดหลุมอลูมิเนียม ซึ่งก็กินกันในโรงอาหารนั่นแหล่ะ จากนั้นก็เป็เวลาพักผ่อนจนถึงกิจกรรม่บ่าย ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากการนั่งรวมกันในห้อง แล้วก็มีอาจารย์มาอธิบายกฎระเบียบต่างๆของวิทยาลัย แล้วก็ทำกิจกรรมรวมกัน อย่างหัดร้องเพลงประจำวิทยาลัย อาจารย์และรุ่นพี่ที่คุยสนุกๆก็เข้ามาสร้างความรื่นเริงให้กับนักศึกษาใหม่ และเป็โอกาสให้นักศึกษาใหม่ได้ทำความรู้จักกัน ทั้งในสาขาเดียวกัน ต่างสาขา เพศเดียวกัน และต่างเพศก็ด้วย สมัยนั้นสาวๆที่เลือกเรียนสายอาชีพมีไม่มาก และยิ่งเป็็นสาขาไฟฟ้ากำลังก็ยิ่งน้อย แต่ในทะเลทรายก็ยังมีโอเอซิสครับ สาวๆที่เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ก็พอมี ส่วนมากอยู่ในสาขาสถาปัตย์และอิเล็คทรอนิคส์ ซึ่งก็มีหน้าตาดีๆกันหลายคน แต่ผมน่ะไม่มีปัญญา (และความกล้า) จะไปทำความรู้จักหรอกครับ ได้แน่นั่งมองเฉยๆ
่เย็นก็ไม่มีอะไรมาก แยกกันตามสาขาวิชา พาไปดูห้องที่จะใช้นอนคืนนี้ ก็ห้องเรียนนั่นแหล่ะครับ แต่กวาดเอาโต๊ะเก้าอี้ออกไป แล้วก็จัดที่นอนกันง่ายๆที่พื้นเลยครับ เอาเสื่อที่พกมาปูซะหน่อย แล้วก็เอากระเป๋าทำเป็หมอน ห่มด้วยผ้าขนหนู (หรือใครขนผ้าห่มมาด้วยก็ไม่ผิดกติกา) จากนั้นก็ให้พวกเราไปอาบน้ำหลังตึก มีถังใส่น้ำวางไว้พร้อมขัน อาบกันง่ายๆตามประสาผู้ชาย ส่วนพวกผู้หญิงก็มีห้องให้อาบแยกไปต่างหากไม่รวมกัน และผมก็เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าห้องที่ผมเรียนมีผู้หญิง 1 คน แต่จริงๆก็ไม่เชิงผู้หญิงหรอกครับ ชื่ออุ้ม เป็สาวน้อยผมสั้นตัวเล็กๆน่ะ ผมได้คุยด้วยนิดหน่อย เป็คนที่คุยสนุกใช้ได้ และไม่ต้องห่วงว่าจะมีเื่เชิงชู้สาวด้วย ไม่ใช่ว่าอุ้มหน้าตาไม่ดีนะ แต่เธอแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่มองผู้ชายในแบบเพศตรงข้ามเลยต่างหาก
คืนนั้นผ่านไปด้วยดี ถึงจะหลับยากหน่อย เพราะไม่มีพัดลม แต่ในโชคร้ายก็มีโชคดีที่อากาศคืนนั้นไม่ร้อนมาก และก็เป็การนอนเปิดประตูหน้าต่างบนห้องชั้น 3 เลยพอจะมีลมพัดผ่านให้คลายร้อนได้บ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นั้แ่ตี 5 กว่าๆ น่าจะเพราะความแปลกที่ + เสียงคนคุยกันน่ะ ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน จากนั้นก็เปลี่ยนชุด ลงไปเดินเล่นในวิทยาลัยก่อนถึงเวลารวมพล อากาศเย็นกำลังดี มีคนลงมาเดินเล่นเหมือนผมพอสมควร ระหว่างเดินก็แวะทักทายเพื่อนห้องเดียวกันที่รู้จักกันั้แ่เมื่อวาน จากนั้นพอได้เวลาก็ไปรวมพลที่โรงอาหาร กินมื้อเช้า แล้วก็ทำกิจกรรมในส่วนของวันที่สองต่อ
วันนี้ิกิจกรรมหลักๆจะแบ่งเป็ 2 ่ ่เช้า เป็การแข่งกีฬา มีฟุตบอลกับบาสเก็ตบอลซึ่งผมไม่ถนัด และแน่นอนว่าไม่ได้อาสาลงแข่ง ได้แค่นั่งเชียร์อยู่ริมสนาม แล้วผมก็ได้พบว่าไก่ก็ไม่ถนัดเล่นกีฬาเหมือนกัน ก็เลยนั่งอยู่ด้วยกันจนถึงเวลามื้อกลางวัน ซึ่งเป็มื้อสุดท้ายของกิจกรรมครั้งนี้ จากนั้นก็เป็เวลาที่นักศึกษาแต่ละสาขาต้องไปรับเครื่องมือของตัวเองสำหรับใช้ตอนเปิดเทอมแล้วก็กลับบ้านได้
ใช่แล้วครับ สำหรับนักศึกษาปี 1 ทางวิทยาลัยจะเตรียมเครื่องมือพื้นฐานให้ ซึ่งแต่ละสาขาก็ไม่เหมือนกันครับ อย่างเครื่องมือที่เด็กปี 1 สาขาไฟฟ้ากำลังได้รับก็มี คีมปากจิ้งจก คีมตัด ชุดไขควงแบบเปลี่ยนหัวได้ ไขควงวัดไฟ ตะไบ 2 อันห่อด้วยกระดาษ แล้วก็เสื้อช๊อป 2 ตัว (ที่ทุกคนต้องบอกขนาดตัวั้แ่ตอนลงทะเบียน) ซึ่งเป็สีน้ำตาล มีกระเป๋า 3 ใบ ้าตรงอกซ้าย 1 ใบ และด้านล่างอีก 2 ใบ โดยกระเป๋าบนจะมีแถบสีต่างๆเพื่อบอกว่าเป็เสื้อของสาขาไหน เช่น สาขาไฟฟ้ากำลังสีฟ้า สาขาอิเล็คทรอนิคส์สีชมพู สาขาช่างยนต์สีน้ำตาล เป็ต้น
มีเื่เล็กๆเื่หนึ่งที่ผมอยากจะเล่า คือหลังจากรับเครื่องมือ เสื้อช๊อป และหนังสือแล้ว ผมก็แกะดูของและพบว่าตะไบครับ ผมได้มา 2 อัน เ้าหน้าที่คนที่หยิบให้ผมบอกเป็หยาบ 1 อัน ละเอียด 1 อัน แต่ในสายตาผม ตะไบ 2 อันนี้เหมือนกันเปี๊ยบ คำถามคืออันไหนหยาบอันไหนละเอียดล่ะ ผมรู้ว่าเครื่องมือนี้มีไว้ทำอะไร เด็กปีทุกคน 1 ต้องเรียนวิชาตะไบ 2 เทอมตามที่อาจารย์บอกเมื่อวาน ซึ่งเครื่องมือหลักก็คือตะไบนี่แหล่ะ เอาไว้ตะไบเหล็กก้อนให้เป็รูปทรงต่างๆให้ได้ขนาดตามที่อาจารย์กำหนด ซึ่งจะต้องใช้ตะไบ 2 แบบ คือใช้ตะไบหยาบลงก่อน เพราะตะไบหยาบจะกินเนื้อเหล็กได้เร็วกว่า พอชิ้นขนาดเริ่มได้ขนาดแล้ว ก็ใช้ตะไบละเอียดขัดต่อให้ผิวเรียบสวยแต่ประเด็นคือ ตะไบ 2 อันที่ผมได้มานี่มันดูไม่ต่างกันเลย ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ แล้วก็เดินกลับหอ
หลังจากถึงหอ ผมก็นัดแนะกับไก่ให้มาเจอกันอีกทีตอนสัก 6 โมงเย็นเพื่อหาข้าวเย็นกิน ระหว่างออกไปกินข้าวด้วยกันก็คุยเื่สัพเพเหระ แล้วก็จบด้วยเื่เครื่องมือที่ได้รับมาวันนี้ ว่าเคยใช้มาก่อนหรือเปล่า ซึ่งตะไบเป็เครื่องมือที่ผมไม่เคยใช้ ผมก็เลยได้โอกาสคุยเื่ตะไบที่ผมได้มา ว่ามันดูยากมากเลยว่าอันไหนหยาบอันไหนละเอียด จนต้องให้เ้าหน้าที่ดูให้ พอคุยถึงตรงนี้ไก่ก็แปลกใจและบอกว่า ตะไบหยาบกับละเอียดมันต่างกันมาก แค่เห็นก็รู้แล้ว ไม่ต้องลูบคมดูเลย
พอกลับถึงหอ ผมเลยหยิบตะไบ 2 อันมาให้ไก่ดู ไก่เห็นปั๊บก็บอกปุ๊บเลย ว่าผมได้ตะไบละเอียดมาทั้ง 2 อัน เ้าหน้าที่คงหยิบให้ผิด แล้วก็เอาตะไบที่ได้รับมาให้ผมดู ซึ่งพอแกะกระดาษห่อตะไบของไก่ออกเท่านั้นแหล่ะ ผมดูแล้วสามารถบอกได้ทันทีว่าอันไหนหยาบอันไหนละเอียด ฟันของตะไบ 2 แบบนี้ต่างกันมากจนไม่ต้องเสียเวลาลูบคมตะไบทดสอบเลย สรุปว่าเ้าหน้าที่น่าจะหยิบตะไบให้ผมผิด 1 อันนั่นเอง พอถึงตรงนี้ผมก็คิดว่า เปิดเทอมจะต้องเอาตะไบละเอียด 1 อันที่เกินมาไปเปลี่ยนเป็ตะไบหยาบก่อนที่จะเริ่มเรียนวิชาตะไบวันแรก ได้แต่หวังว่าทางวิทยาลัยจะมีตะไบเหลือแค่นั้นเอง
แต่ปัญหาเื่นี้แก้ไขได้ง่ายกว่าที่ผมคิดเยอะ ระหว่างที่ผมกับไก่ยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง และกำลังจะแยกย้าย เป้ที่อยู่ห้อง 2 ก็เปิดประตูออกมาแล้วเดินมาหาพวกผม
“หวัดดี เราชื่อเป้นะ เรียนช่างไฟฟ้าภาคเช้า พิดีได้ยินพวกนายคุยกันน่ะ”
“หวัดดี เราชื่อไก่ ส่วนคนนี้ชื่อต่อ เรียนไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ภาคบ่ายน่ะ” ไก่แนะนำตัวเองพร้อมแนะนำผมแถมไปด้วย
“ได้ยินว่ามีปัญหาเื่ตะไบใช่เปล่า ของนายได้ตะไบแบบไหนซ้ำมาล่ะ”
“เราได้แบบละเอียดมา 2 อันเลยน่ะ” ผมตอบ
“ดีเลย เราเปิดดูเมื่อกี้ เราได้แบบหยาบมา 2 อัน เดี่ยวเราไปหยิบมาแลกกับนายอันนึงนะ จะได้ไม่ต้องรอไปเปลี่ยนที่วิทยาลัยตอนเปิดเทอม” เป้บอก
“ได้เลย ขอบใจนะ”
นี่แหล่ะครับ เื่เล็กๆที่เป็สาเหตุให้ผม ไก่และเป้ ซึ่งเป็ทั้งเพื่อนร่วมหอพัก และร่วมสาขาวิชาเดียวกัน ได้คุยกัน ก่อนจะสนิทกันในเวลาต่อมา