ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 14 ระดับปราชญ์?

    หลังจากพูดคุยกับมู่เฉิน หลิวหลิงเดินออกจากห้องด้วยความสับสน ชายหนุ่มผู้นี้เหตุใดมั่นใจว่าสามารถตรวจสอบเรื่องราวในห้องอื่นได้? เขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์กำเนิดขั้นที่เจ็ดมิใช่รึ? หญิงสาวทั้งสองที่กำลังจัดสุราอาหารหันมองมู่เฉินด้วยความสนใจ ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์แต่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในห้องรับรองที่หนึ่ง อีกทั้งเมื่อมองดูอย่างละเอียดจะพบว่าชายหนุ่มผู้นี้หน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก “ข้าปี้ซิน ขอคาระวะคุณชายเฉินหนึ่งจอก” หญิงสาวสุดฟ้าผิวขาวราวหิมะรินสุราใส่จอกหยกและส่งให้มู่เฉินด้วยท่าทางอ่อนหวาน “ได้ดื่มกับพี่สาวปี้ซิน นับว่าเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก” มู่เฉินรับจอกสุราและตอบด้วยรอยยิ้ม ‘เจ้าคนบ้าตัณหา!!!’ เสียงดังแว่วมาจากหลินเยว่ทำให้มู่เฉินแทบสำลักสุราอกมา “คุณชายเป็นไรหรือไม่ หากสุราไม่ถูกปากปี้ซินจะนำชนิดใหม่มาให้” ปี้ซินพูดอย่างตกใจเมื่อเห็นเขาจะสำลักสุรา “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงตื่นเต้นเล็กน้อย” มู่เฉินพูดกลบเกลื่อน “ข้าจินฮวา ขอคาระวะคุณชายหนึ่งจอกเช่นกัน หวังว่าคุณชายจะยอมดื่มด้วย” เมื่อเห็นท่าทางอันเป็นมิตรของมู่เฉิน จินฮวาจึงรินสุราอีกจอกส่งให้เขา “พี่สาวจินฮวาเกรงใจเกินไปแล้ว” มู่เฉินรับสุรามากรอกลงคอด้วยสีหน้าเป็นสุข “สุราดี ยิ่งดื่มกับพี่สาวที่งดงามทั้งสองเกรงว่าคงเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คำชมของมู่เฉินทำให้แก้มของปี้ซินและจินฮวาแดงเรื่อขึ้นทันที บรรยากาศการดื่มสุราเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามจึงเริ่มมีผู้เข้าร่วมประมูลทะยอยเข้ามาในห้องโถง มู่เฉินสำรวจผู้เข้าร่วมงานด้วยความสนใจ ผู้เข้าร่วมงานเกือบหนึ่งร้อยคนกระจายตัวนั่งอยู่ด้านล่าง ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณและยังมีระดับแก่นแท้ราวสิบคนปะปนอยู่ด้วย “พี่สาวปี้ซิน ผู้เข้าร่วมงานประมูลทุกครั้งมากมายและแข็งแกร่งถึงเพียงนี้รึ?” มู่เฉินกล่าวขึ้นขณะยังคงจ้องมองผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆ “เอ่อ...ครั้งนี้ดูเหมือนจะคึกคักยิ่งกว่าทุกครั้ง อาจเพราะว่ามีการประมูลเตาหลอมโอสถลึกลับชิ้นหนึ่ง” ปี้ซินตอบอย่างครุ่นคิด “โอ เป็นเช่นนี้เอง เกรงว่าข้าจะเจอปัญหาซะแล้ว” มู่เฉินกล่าวอย่างเคร่งเครียด หากผู้คนมากมายต้องการเตาหลอมวิหกขับขานเช่นเดียวกับเขา คงทำให้ราคามันพุ่งขึ้นสูงเป็นแน่ “คุณชายต้องการเตาหลอมโอสถเช่นกัน?” จินฮวาถามอย่างสงสัย “ถูกแล้ว วันนี้ข้ามาเพื่อมัน” “ท่านเป็นนักหลอมโอสถ โอ...ด้วยวัยเพียงแค่นี้ ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก” จินฮวาพูดด้วยสายตาที่ชื่นชม “พี่สาวจินฮวากล่าวเกินจริงแล้ว ข้าเพียงศึกษาการหลอมโอสถมาเล็กน้อยเท่านั้น” มู่เฉินพูดด้วยความเขินอาย การดื่มกินดำเนินต่อไปด้วยความสุข จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้าประตูห้องโถง
    “โอ้ ในที่สุดคุณชายสองก็เดินทางมาถึงแล้ว” เสียงผู้อาวุโสคงเว่ยดังจากด้านหน้าประตูทำให้เสียงพูดคุยสงบลงทันที ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามือข้างหนึ่งถือพัดเดินเข้ามาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ด้านข้างของเขามีสตรีงดงามยื่นอยู่ด้วยแววตาหวาดกลัวเล็กน้อย นางคือหลิวหลิงนั่นเอง “ผู้อาวุโสคงเว่ย ไม่ต้องเกรงใจ” ชายหนุ่มตอบกลับ “หลิงเอ๋อ พาข้าไปยังห้องรับรองที่หนึ่ง ข้าต้องการดื่มสุรากับเจ้ายิ่งนัก” ชายหนุมหันมากล่าวกับหลิวหลิงด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เอ่อ...คุณชายจงเก๋อ ในห้องรับรองที่หนึ่งมีคนอยู่ ครั้งนี้รบกวนท่านพักห้องที่สองแทน” นางพูดอย่างติดขัด “เป็นผู้ใดอยู่ห้องรับรองที่หนึ่ง?” น้ำเสียงจงเก๋อกลายเป็นแข็งกร้าว “เป็นสหายของข้าเอง” ขณะที่หลิวหลิงทำตัวไม่ถูกก็มีเสียงดังมาจากด้านบน ยู่เหยียนยืนอยู่บนด้านบน นางพูดขัดขึ้นอย่างเฉยเมย แม้จงเก๋อจะมีชื่อเสียงมากในเมืองร้อยบรรพตเพราะเขาเป็นบุตรคนที่สองของเจ้าเมือง แต่สำหรับนางไม่ถือว่าสลักสำคัญเท่าใด “แม่นางยู่เหยียน!!! โอ้...หากเป็นสหายของท่านเช่นนั้นข้าควรจะต้องทำความรู้จักสักเล็กน้อย” จงเก๋อพูดพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นอย่างองอาจ จงเก๋อพบยู่เหยียนครั้งแรกเมื่อราวหนึ่งปีก่อนและตกหลุมรักนางในทันที เขาพยายามมาหานางบ่อยครั้งแต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงตลอดมา “เกรงว่าคงไม่ได้ สหายของข้าค่อนข้างเก็บตัว เชิญท่านพักที่ห้องสอง ข้าคงต้องขอตัวก่อน” ยู่เหยียนพูดจบนางหมุนตัวเดินไปยังห้องหนึ่งทันที “แม่นางยู่ คือ...” จงเก๋อพยายามจะเรียกนางแต่นางกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย “เฮอะ!!! ย่อมได้ ข้าจะทำให้คนในห้องรับรองที่หนึ่งเสียใจเมื่อการประมูลเริ่มขึ้น” จงเก๋อคำรามลอดไรฟันอย่างชั่วร้าย ยู่เหยียนเดินเข้ามาในห้องรับรองที่หนึ่งพบมู่เฉินถูกห้อมล้อมด้วยปี้ซินและจินฮวา นางได้แต่อมยิ้มและเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม “ดูท่าเจ้าจะสำราญยิ่งนัก” นางอดไม่ได้ที่จะพูดกระเซ้ามู่เฉิน “จะสำราญกว่านี้หากเพิ่มเจ้าอีกคน” มู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ไม่ทราบเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรือไม่ มู่เฉินจึงมีความกล้าหยอกล้อยู่เหยียนโดยตรงเช่นนี้ “เจ้า...เฮอะ ช่างเถอะ” แม้จะแสดงอาการไม่พอใจแต่แก้มนางกลับแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย เวลาสองก้านธูปผ่านไป ในที่สุดที่นั่งด้านล่างก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์รวมถึงห้องรับรองแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสามก็เต็มด้วยเช่นกัน “ปี้เสวียนขอเป็นตัวแทนหอประมูลยู่อิงขอบคุณจอมยุทธ์ทุกท่านที่สนใจงานประมูลในครั้ง” เสียงไพเราะดังขึ้นที่เวทีประมูล หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่น่าหลงใหล “งดงามมาก”
    “สมกับเป็นหอประมูลยู่อิง”
    “แม่นางปี้เสวียน” เสียงกล่าวชมมากมายปะทุขึ้นเมื่อปี้เสวียนปรากฏขึ้นกลางเวทีประมูล มู่เฉินเองก็จ้องมองไปยังนางด้วยเช่นกัน “เมื่อครู่ยังชมปี้ซินไม่ขาดปาก เมื่อพบพี่ปี้เสวียนคุณชายเฉินก็เปลี่ยนความสนใจไปเสียแล้ว” ปี้ซินพูดล้อเลียนเมื่อเห็นมู่เฉินมองพี่สาวของนางตาไม่กระพริบ “พี่สาวปี้ซินหยอกล้อข้าแล้ว ข้าเพียงแค่สนใจงานประมูลที่กำลังจะเริ่มขึ้นเท่านั้น” มู่เฉินตอบไม่เต็มปากนัก บนเวทีประมูลชายผู้หนึ่งยกกล่องสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ทันทีที่มู่เฉินตรวจสอบมัน เลือดเขาแทบจับตัวเป็นก้อน ‘บนกล่องนั่นมันลวดลายเช่นเดียวกับประตูวิหารโบราณและกล่องของกระบี่ชิวหลงมิใช่รึ?’ มู่เฉินรีบส่งจิตเข้าไปสอบถามหลินเยว่ ‘เจ้าต้องนำมันมาให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม’ หลินเยว่พูดอย่างตึงเครียด ‘มันคือสิ่งใด?’ มู่เฉินถามต่อ ‘ข้าไม่ทราบ แต่มันเกี่ยวข้องกับสายเลือดของเจ้าอย่างแน่นอน’ “ของชิ้นแรกในวันนี้คือกล่องลึกลับที่ถูกค้นพบที่ถ้ำแห่งหนึ่งในหุบเขาหมื่นอสูร แม้จะใช้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ก็ไม่สามารถเปิดกล่องได้ เจ้าของกล่องจึงนำมันเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้” ปี้เสวียนเริ่มอธิบายเกี่ยวกับของประมูลชิ้นแรก “ราคาประมูลเริ่มต้นที่หนึ่งแสนหินปราณ เริ่มประมูลได้” ปี้เสวียนกล่าวต่อ “หนึ่งแสน? ไม่แพงเกินไปรึ? อะไรอยู่ข้างในก็ไม่ทราบ”
    “หรือว่าของภายในจะไม่ใช่ของธรรมดา”
    “จะธรรมดาได้อย่างไร เจ้าไม่ได้ยินรึ ระดับแก่นแท้ยังเปิดมันไม่ได้” ทันทีที่ประกาศราคาผู้คนก็เริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ต่างกับมู่เฉินที่ยังคงจ้องมองกล่องด้วยความสงสัย “หนึ่งแสนห้าหมื่น” ชายชราระดับแก่นแท้ผู้หนึ่งที่ด้านล่างเริ่มประมูลเป็นคนแรก “สองแสน” ชายเจ้าสำอางระดับแก่นแท้อีกคนกล่าวขึ้น “สองแสนห้าหมื่น”
    “สองแสนแปดหมื่น”
    “สามแสน” ราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนต่างขมวดคิ้วแน่น โดยเฉพาะเมื่อสังเกตจะพบว่าผู้ที่กำลังแข่งขันกันล้วนอยู่ในระดับแก่นแท้ทั้งสิ้น “มีแต่ระดับแก่นแท้เข้าร่วมประมูล?”
    “ของด้านในคงไม่ใช่สิ่งธรรมดาทั่วไปแล้ว” เริ่มเกิดกระแสความสงสัยกระจายทั่วห้องโถงการประมูล มู่เฉินที่นั่งนิ่งตลอดมาเริ่มขยับตัว “ห้าแสนหินปราณ” มู่เฉินต้องการปิดการประมูลทันทีจึงยกราคาขึ้นถึงสองแสนในครั้งเดียว “แขกผู้ทรงเกียรติจากห้องรับรองที่หนึ่ง?” ระดับแก่นแท้ตงเขอกล่าวขึ้นทำให้ทุกสายตาหันไปยังห้องรับรองที่หนึ่งทันที “ข้าตงเขอจากตระกูลตง ขอทราบนามผู้อาวุโสจากห้องรับรองที่หนึ่ง” ตงเขอกล่าวต่ออย่างสุภาพ “แก่นแท้ขั้นที่แปด ยังไม่สมควรรู้จักข้า” มู่เฉินดัดเสียงให้แหบพร่าและพูดอย่างเย่อหยิ่ง ปี้ซินและจินฮวาต่างตกใจกับคำพูดของมู่เฉิน ต่างจากยู่เหยียนที่หัวเราะอย่างชอบใจเพราะนางทราบว่ามู่เฉินกำลังวางแผนต้มตุ๋นผู้คน “เจ้าใจกล้าไม่เบาหนิ หากตงเขอทราบเขาคงทำทุกทางเพื่อหักคอเจ้า” ยู่เหยียนกระซิบ “ข้าไม่มีทางเลือก ข้าต้องได้ของสิ่งนั้น” มู่เฉินตอบอย่างเคร่งเครียด ตงเขอขมวดคิ้วแน่น ผู้คนรอบด้านก็เช่นกัน หากคนในห้องรับรองที่หนึ่งสามารถตรวจสอบพลังตงเขอได้แสดงว่าเขามีระดับพลังที่สูงกว่า หรือว่าจะเป็นระดับปราชญ์? ตงเขอมีนิสัยวู่วาม เมื่อโดนหยามเกียรติเช่นนี้เขาจึงไม่อาจยอมรับได้ เขาปล่อยปราณตรงไปยังห้องรับรองที่หนึ่งทันที มู่เฉินคาดการณ์เรื่องนี้ได้ล่วงหน้าแล้วเขาจึงปล่อยปราณทมิฬปกคลุมจุดตันเถียนอย่างหนาแน่น ทำให้ปราณของตงเขอไม่อาจทะลวงเข้าไปตรวจสอบระดับได้ “บังอาจ!!! หากเจ้ากล้าส่งปราณมาตรวจสอบข้าอีก ภายในพรุ่งนี้เช้าตระกูลตงจะหายเมืองร้อยบรรพต” มู่เฉินตวาดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ คำพูดที่ปล่อยออกมา เขาได้ผสานปราณทมิฬเข้าไปด้วย ทำให้เสียงที่กระจายออกมาสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนไม่น้อย “ข้าน้อยขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น หวังว่าผู้ออาวุโสจะละเว้นสักครั้ง” ตงเขอรีบกล่าวด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้ตงเขอและคนอื่นๆต่างเชื่อสนิทใจว่าคนในห้องรับรองที่หนึ่งต้องเป็นยอดยุทธ์อย่างแน่นอน ‘ไหวพริบพอใช้ได้ แต่ระวังจะถูกจับได้ ฮี่ ฮี่ ฮี่’ หลินเยว่ที่เงียบไปนานพูดขึ้นอย่างขบขัน ‘เจ้าจะให้กำลังใจข้าสักครั้งไม่ได้หรืออย่างไร?’ มู่เฉินตอบกลับ ‘เฮอะ!!! คนอย่างเจ้าให้กำลังใจไปก็เสียเปล่า’ หลินเยว่พูดอย่างไม่แยแส มู่เฉินทราบดีว่าเขาไม่มีทางเอาชนะวาทะของนางได้จึงทำได้เพียงเงียบไปถ่ายเดียว เวลาผ่านไปอีกสิบลมหายใจ ไม่มีถ้อยคำจากห้องรับรองที่หนึ่งตอบกลับมาทำให้ตงเขอกลัวจนมือที่กำลังคาราวะมีอาการสั่นเล็กน้อย “เห็นแก่หอประมูลยู่อิง ข้าจะละเว้นเจ้าสักครั้ง ใสหัวไปได้แล้ว” มู่เฉินรวบรวมสติแล้วตอบกลับ “ขอบคุณผู้อาวุโส ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ตงเขอรีบกล่าวขอบคุณแล้วจากไปทันที บรรยากาศโถงประมูลกลายเป็นเงียบสงัด ผู้คนต่างหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เว้นกระทั่งจงเก๋อที่กล่าวว่าจะทำให้มู่เฉินเสียใจเมื่อการประมูลเริ่มขึ้น “หากทุกอย่างปกติแล้ว ขอกลับเข้าสู่การประมูลต่อ เมื่อครู่จอมยุทธ์จากห้องรับรองที่หนึ่งให้ราคาห้าแสนหินปราณ มีผู้ใดจะประมูลต่อหรือไม่?” ปี้เสวียนนำสติทุกคนกลับมาที่การประมูล ไร้เสียงตอบรับใดๆ โลกแห่งการฝึกยุทธ์ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก ใครจะกล้าประมูลแข่งกับจอมยุทธ์ลึกลับเช่นนี้ “ยินดีกับจอมยุทธ์ในห้องรับรองที่หนึ่งด้วย กล่องลึกลับนี้เป็นของท่านแล้ว” ปี้เสวียนกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ของชิ้นต่อไป โสมวิญญาณอายุหมื่นปี...”
    “ของชิ้นต่อไป เสื้อเกราะใหมทอง”
    “ของชิ้นต่อไป กระบี่โบราณ”
    “ของชิ้นต่อไป ...” การประมูลดำเนินต่อไป หลังจากผ่านประมูลไปหลายชิ้น ไม่มีเสียงใดออกจากห้องรับรองที่หนึ่งอีก ทำให้บรรยากาศการประมูลกลับมาคึกคักเช่นเดิมอีกครั้ง ห้องรับรองที่สอง“หลิวหลิง มาดื่มกับข้า ข้ารับรองคืนนี้ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” จงเก๋อพูดด้วยสายตาหื่นกระหาย “ขออภัย ข้าไม่ถนัดเรื่องสุรามากนัก เชิญคุณชายดื่มตามสบาย” หลิวหลิงตอบพร้อมกับกายสั่นเทิ้ม หลิวหลิงอยู่ภายในห้องรับรองกับจงเก๋อเพียงลำพัง แม้จะเกิดเรื่องใดขึ้น หอประมูลยู่อิงคงไม่ผิดใจกับตึกเจ้าเมืองเพียงเพราะนางเป็นแน่ นั่นทำให้เกิดความหวาดกลัวกัดกินใจนางอย่างมาก “เจ้ากล้าขัดใจข้ารึ?” จงเก๋อเปลี่ยนท่าทีเป็นเย็นชาเมื่อเห็นว่าหลิวหลิงปฏิเสธตน แควก!!! ชุดหลิวหลิงถูกกระชากฉีกออกจนเห็นใหล่ขาวเนียน “แม้ที่แห่งนี้จะทำอะไรมากไม่ได้ แต่ขอสัมผัสเจ้าสักเล็กน้อยก่อนแล้วกัน” จงเก๋อเข้ามากระซิบที่ข้างหูหลิวหลิง ก็อก ก็อก เสียงเคาะประตูดังขัดขึ้นมาก่อนที่จงเก๋อจะลงมือทำเรื่องเลวร้าย “เป็นผู้ใดบังอาจมาก่อกวนข้า?” จงเก๋อตวาดอย่างหัวเสีย “ข้าปี้ซิน นำสารจากผู้อาวุโสห้องรับรองที่หนึ่งมามอบแก่ท่าน” สิ้นเสียง ปี้ซินก้าวเข้ามาในห้องและส่งม้วนกระดาษให้จงเก๋อ จงเก๋อคลี่ม้วนกระดาษด้วยความสงสัย แต่ทันทีที่เห็นข้อความร่างเขาแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ในม้วนกระดาษมีเพียงประโยคสั้นๆว่า ‘หากต้องการมีชีวิต จงอย่ายุ่งกับหลิวหลิงอีก’ “เชิญพี่หลิวหลิงไปกับข้า” เมื่อเห็นอาการตกตะลึงของจงเก๋อปี้ซินก็หันมากล่าวกับหลิวหลิงทันที “แต่ว่า...ข้าต้องดูแลคุณชายสอง” หลิวหลิงพูดพร้อมน้ำตา “ไม่ ไม่ เจ้าไม้องดูแลข้า เรื่องเมื่อครู่ข้าต้องขออภัยที่ล่วงเกินเจ้าด้วย นี่หนึ่งหมื่นหินปราณถือเป็นการขอโทษจากข้า” จงเก๋อพูดอย่างติดขัดพร้อมกับส่งหินปราณถุงใหญ่ให้กับนาง “ไปกันเถอะ” ปี้ซินเร่งเร้า หลิวหลิงเก็บหินปราณเข้าแหวนมิติ นางดึงชุดขึ้นมาปกปิดใหล่ที่ขาวเนียนแล้วเดินตามปี้ซินออกไปด้วยความงงงัน เกิดอันใดขึ้นกับจงเก๋อ? เหตุใดเขาจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ หลิวหลิงเดินตามปี้ซินมายังห้องรับรองที่หนึ่ง เมื่อนางก้าวไปในห้องก็เห็นรอยยิ้มอบอุ่นของมู่เฉินจึงทำให้นางเข้าใจกระจ่าง ชายผู้นี้ไม่ได้โกหกนาง เขาคอยดูนางจากที่นี่เสมอและช่วยเหลือนางในเวลาที่นางต้องการมากที่สุด “ขอบคุณคุณชาย หากไม่ได้ท่านข้าคง ข้าคง...” นางพูดพร้อมกับน้ำตาที่ใหลอาบแก้ม “หยุดร้องให้แล้วมาดื่มกันเถอะ” มู่เฉินพูดอย่างอ่อนโยน หลังจากตั้งสติได้หลิวหลิงเริ่มกลับมาร่าเริงอีกครั้งและดื่มกินอย่างมีความสุข