“เอาหล่ะครับ ทุกๆ คน เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มการประชุมกันเถอะครับ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ที่นั่งในตำแหน่งข้างๆ ท่านประธานกล่าวขึ้น เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนจนเห็นข้อแขนแน่นตึง กระดุมเม็ดบนสุดถูกปลดออกเพียงหนึ่งเม็ด เส้นผมสีน้ำตาลเข้มตัดเรียบ ทว่าไม่เนี้ยบเกินไป กรอบหน้าคมคาย ดวงตาเรียวลึก กล่าวทำลายบรรยากาศแปลกๆ ที่เกิดขึ้น
หนิงเฉิงอดคิดในใจไม่ได้ ว่าพ่อของพวกเขาก็พูดถูกจริงๆ นั่นแหละ ว่าแค่น้องสาวของเขาอยู่เฉยๆ ก็น่ารักมากพออยู่แล้ว เธอยังจะต้องทำอะไรไปเพื่ออะไรกัน
การประชุมเริ่มขึ้น มีประเด็นต่างๆ ที่ต้องหารือ และหาข้อสรุปร่วมกันมากมายที่ได้หยิบยกมาเสนอเพื่อพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุม อ้ายฉิงนั่งฟังไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ ข้างๆ ตำแหน่งของท่านประธาน เธอไม่ได้ร่วมออกความคิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะใดๆ เลยในประเด็นต่างๆ ที่มีการเสนอเพื่อพิจารณา
จนกระทั่ง มีชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างของลุงซินเหว่ยเสนอประเด็นพิจารณาใหม่ขึ้นมา
เขาเป็ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าคมคายมุมปากยกยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังหยอกเย้าผู้มอง ดวงตาคมเข้มเป็ประกายเ้าเล่ห์ มักจะมองตรงมาที่อีกฝ่ายเหมือนมองประเมินสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผมดำขลับเซตอย่างมีสไตล์แต่ไม่ประดิษฐ์ประดอยจนเกินไป บ่งบอกถึงความมั่นใจและรสนิยมที่ผ่านการขัดเกลามาแล้ว
เสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมสองเม็ดบนปล่อยไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นแผ่นอกแน่นตึงราวกับตั้งใจ เสริมด้วยกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ให้ความรู้สึกหรูหราแต่แฝงด้วยความอันตราย กางเกงสแลคเข้ารูปกับรองเท้าหนังขัดเงา ทุกอย่างบนตัวเขาถูกเลือกสรรมาอย่างมีศิลปะราวกับเขาคือภาพวาดมีชีวิต
“บริษัทเครือของเราทางตอนใต้ มีโครงการใหญ่ที่วางแผนมาหลายปี ซึ่งเราได้มีการพิจารณากันไปแล้วในครั้งก่อน ก็คือ โครงการบ้านจัดสรรสำหรับที่อยู่อาศัยในเขตภาคใต้ ตอนนี้เริ่มดำเนินการในการซื้อที่ดินไปบ้างแล้วเป็บางผืน แต่เม็ดเงินที่ขออนุมัติจากครั้งก่อนไม่เพียงพอที่จะซื้อที่ดินได้ครบตามจุดมุ่งหมายของโครงการของเราครับ”
ตอนนี้ทุกๆ คนในที่ประชุมกำลังเปิดเอกสารเกี่ยวกับโครงการบ้านจัดสรรสำหรับที่อยู่อาศัยในเขตภาคใต้ ขึ้นมาดูเพื่อประกอบการปรึกษาหารือ
อ้ายฉิงยิ้มน้อยๆ ในใบหน้า ….. เริ่มแล้วซินะ …
ซินหยูชายหนุ่มที่แลดูเ้าสำอางค์ที่เปิดประเด็นเมื่อซักครู่เว้นจังหวะ ให้คนในห้องประชุมหยิบเอกสารต่างๆ ที่ใช้อ้างอิงขึ้นมาประกอบ จากนั้น เขาจึงกล่าวต่อไปว่า
“ครั้งนี้ ผมจึงคิดว่า บริษัททางภาคใต้ของเราอยากจะขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากทางบริษัทใหญ่ส่วนกลาง และคณะกรรมการทุกท่าน ทางเราจะได้ดำเนินการต่อให้เรียบร้อยครับ”
อ้ายฉิงได้ฟังแล้วก็อยากจะหัวเราะดังๆ ให้ฟันหัก เงินงบประมาณไม่พออะไร จากเอกสารที่เธอดู เธอพบว่าเงินก้อนแรกที่อนุมัติในการดำเนินโครงการไปไม่ใช่จำนวนที่น้อยๆ เลย มันควรจะเป็จำนวนที่เพียงพอ ตามที่มีการประมาณการมาให้ดูในรอบแรกของการขออนุมัติเริ่มดำเนินโครงการ แต่ที่มันไม่พอนี่ มันหมายความว่าอย่างไร ….. ก็หมายความว่า คุณลุงซินเหว่ยกับพี่ซินหยู สองพ่อลูกคู่นี้ได้เริ่มทำการยักยอกเงินค่าดำเนินการซื้อที่ของบริษัททางภาคใต้แล้วหน่ะซิ
ปากบอกเงินดำเนินการซื้อที่ไม่พอ แต่ความจริงแล้ว ที่ไม่พอจริงๆ คือไม่พอใจกับเงินที่ยักยอกไปมากกว่า
ทั้งครอบครัวคุณลุงไม่ใช่คนดีอะไร แต่อาศัยที่เคยสนิทสนมกับพ่อ และตระกูลของเธอในรุ่นคุณปู่คุณย่า เลยนับถือต่อกันมาเป็แบบพี่น้อง แต่เรามันไม่เคยพอ เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตนเองไม่ได้ ครอบครัวคุณลุงทั้งครอบครัวคอยคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาควรจะได้ส่วนแบ่งจากบริษัทมากกว่านี้ หรือควรจะมีหุ้นในบริษัทเป็ของพวกเขาครึ่งหนึ่งกับตระกูลฟู่เลย เนื่องจากพวกเขาคิดว่า พวกเขาลงทุนลงแรงไปมากมาย กับการบริหารจัดการบริษัทให้เจริญรุ่งเรืองแบบทุกวันนี้
แต่พวกเขาคงจะลืมไปว่า เดิมที บริษัทนี้ก็เป็บริษัทของตระกูลฟู่อยู่แล้ว ตระกูลฟู่เป็ตระกูลเก่าแก่ที่รุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน แต่ที่ครอบครัวของคุณลุงเข้ามาได้ ก็เพราะเป็ั้แ่รุ่นปู่ย่าตายาย ที่ท่านให้ความช่วยเหลือคุณพ่อของคุณลุง แล้วให้โอกาส และผลักดันให้ทั้งครอบครัวมีงานทำ มีเงินใช้ ให้บริหารบริษัท มีหน้ามีตาในสังคม และมีตำแหน่งใหญ่โตจนทุกวันนี้
กรรมการบริหารบริษัททุกคนในที่นี้ ช่วยกันออกความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วอยู่ๆ ทุกคนก็ได้ยินเสียงใสดังกระดิ่งเงิน เอื้อนเอ่ยขึ้นมาในวงสนทนา
“อ้ายฉิงคิดว่า ถ้าเงินมันไม่พอซื้อที่เพิ่ม เราก็แค่ชะลอการดำเนินการออกไป และให้เริ่มดำเนินการในบางส่วนที่เราเสียเงินซื้อที่ไปแล้วก็พอคะ”
“น้องอ้ายฉิงคงไม่เข้าใจ ว่าโครงการเราในเฟสแรก คือการกว้านซื้อที่ให้ครบตามเป้าหมายของเราก่อน เพื่อตัดปัญหาไม่ให้มีคู่แข่ง ถึงจะเริ่มดำเนินการในเฟสต่อไป” ชายหนุ่มเ้าของนามซินหยูรีบเอ่ยแย้งขึ้น
“ถ้าพี่ซินหยูอยากจะตัดคู่แข่ง ก็ไม่เห็นยากเลยนี่คะ”
“อ้ายฉิงว่าทำไมเราไม่ทำเฉพาะบ้านตัวอย่างแค่อย่างละแบบให้ดูไปก่อนหล่ะคะ หากลูกค้า้าซื้อ เราก็ค่อยให้พวกเขาลงชื่อจองไว้ แล้ววางมัดจำค่าบ้าน จากนั้นก็ให้ลูกค้ากู้สถาบันการเงินให้เรียบร้อยก่อน เราถึงจะค่อยเริ่มลงมือสร้างตามออเดอร์ที่สั่งจองไว้ละคะ”
“ถ้าดำเนินการตามนี้ อ้ายฉิงเชื่อว่า ถึงเราจะดำเนินการช้าลงหน่อย แต่ความเสี่ยงของเราก็จะน้อยลง และอ้ายฉิงเชื่อว่าเราจะต้องสามารถทำกำไรได้แน่นอน โดยที่เราไม่ต้องออกทุนเองเลยคะ”
ใครมันจะไปยอมให้เอาเม็ดเงินของเธอทุ่มลงไป ทั้งๆ ที่รู้แน่ๆ ว่าจะไม่ได้กำไรคืนหล่ะ มันก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเลยแหละ เธอรู้ว่าอย่างไร เธอคงจะไม่มีสิทธิมีเสียงเพียงพอที่จะยกเลิกโครงการทันทีทันใดหรอก หากเธอไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะมารองรับ เพราะโครงนี้นี้อย่างไรก็ได้ถูกพิจารณาอนุมัติไปแล้ว แถมดำเนินการไปบางส่วนแล้วอีกต่างหาก ฉะนั้นสิ่งที่เธอจะทำ ก็คือ เธอก็แค่ทำการชะลอการสร้างโครงการทั้งหมดออกไปก่อน โดยการให้มุ่งเน้นไปที่การสร้างบ้านตัวอย่างของโครงการในแต่ละแบบ ยังไม่ต้องลงทุนซื้อที่เพิ่ม ยังไม่ต้องลงแรงในการสร้างบ้าน แต่ให้ทำการเปิดรับลงชื่อจองแทน
เพราะเธอรู้ว่าอย่างไร กว่าบริษัททางภาคใต้จะสร้างบ้านตัวอย่างที่มีหลายแบบเสร็จ ก็คงอีกนาน เนื่องจากคนงานและทีมช่างส่วนมาก เธอได้ดึงตัวมาช่วยในการก่อสร้างบ้านเรียบร้อย กว่าจะทำการเปิดรับจองอีก ถึงตอนนั้น ก็คงจะเป็ตอนเกือบๆ จะถึงปรากฎการณ์แห่งหายนะครั้งแรกแล้ว บริษัทในเครือตระกูลฟู่ก็อาจมีการเสียหายบ้าง แต่คงจะไม่เสียหายมากจนถึงขนาดชาติที่แล้ว
เสียงอืออึง ที่กำลังทำการปรึกษาหารือถึงความเป็ไปได้ และทำการคำนวนข้อดีข้อเสียของสิ่งที่เธอเสนอมากันอย่างรวดเร็ว
“ทุกๆ ท่าน ผมว่า ที่ลูกสาวผมเสนอมา ก็ดูจะเป็ความคิดที่ดีมากๆ เลยนะ ถ้าเราดำเนินการตามนี้ ผมคิดว่า ถึงช้าหน่อย แต่เราก็จะได้กำไรแน่นอน โดยเราสามารถใช้ทุนในการดำเนินงานโครงการไม่เยอะอีกด้วย” ชายที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานเอ่ยขึ้นสงบเสียงที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในที่ประชุม
ส่งผลให้ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ……….
“โดยสรุป ผมคิดว่า ที่ลูกสาวผมพูดมาถูกต้องทั้งหมด ผมขอเสนอตามวิธีการนี้ ขอลงมติของที่ประชุม ว่ามีใครจะเห็นต่างบ้าง”
(โธ่ … ท่านประธาน…. ถ้าท่านจะพูดมาขนาดนี้ใครมันจะกล้าเห็นต่างอีกเล่า)
(อ้ายฉิง : ทุกๆ คน ลงมติในที่ประชุมได้เลยคร่าา)