ตอนนี้เป็เวลาตีห้าแล้วเสียงไก่ขันในยามเช้ามันอย่างนี้ เป็การปลุกให้หลายบ้านตื่นขึ้นมาทำงานบ้านแต่เช้า รวมถึงพิมพ์กาญจน์ด้วยที่ตื่นเวลานี้เป็ชีวิตประจำวันเธอไปแล้ว เธอต้องตื่นมาช่วยวรรณาทำงานบ้านแล้วก็รอใส่บาตรในตอนเช้าของทุกวันด้วย ส่วนวันไหนเป็วันพระเธอก็จะไปทำบุญที่วัดแทน ซึ่งต่างจากกับนิชาภาที่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวตื่น และในเวลาตื่นของเธอก็คืนตอนสิบโมงเช้าของทุกวัน แต่วันนี้พิมพ์กาญจน์เธอเดินเข้ามาในครัวก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เพราะวันนี้วรรณามีคนช่วยทำงานบ้านแล้ว
“พูดถึงก็มาเลยนั่นไงคะพี่ดา...”
“อะไรกันคะแม่ เล่าอะไรให้ป้าดาฟังอีกละคะ”พิมพ์กาญจน์เธอเดินเข้าไปหาวรรณาแล้วก็หอมแก้มซ้ายขวาของวรรณาอย่างเช่นเคยเหมือนทุกวัน
“เปล่าหรอกจ๊ะหนูจันทร์ยิ้ม แม่เราน่ะบอกว่าเราตื่นแต่เช้าแล้วก็มาช่วยงานบ้านทุกวัน”
“ก็ต้องทำสิคะป้าดา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคุณยายจะบ่นเอา แถมยังหักเงินเดือนของยิ้มด้วย”ซึ่งจริงๆแล้วกัลยาอยากให้พิมพ์กาญจน์เป็งานบ้านงานเรือน ถ้าแต่งงานออกเรือนไปแล้วญาติผู้ใหญ่ฝ่ายนั้นจะว่าเอาได้ถ้าเธอทำอะไรไม่เป็
“จริงหรอเนี่ย...”
“เปล่าหรอกพี่ดา คุณแม่สอนให้ยัยจันทร์ยิ้มเนี่ยรู้จักทำงานบ้านงานเรือนเป็น่ะค่ะ เผื่อว่าแต่งงานไปแล้วจะดูแลสามีได้”
“แม่อ่ะ หนูบอกแล้วไงคะว่าไม่อยากแต่งงานกับใคร”พิมพ์กาญจน์เธอทำหน้างอเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเื่นี้ เพราะเธอไม่ได้อยากแต่งงานกับใครนอกจากนิชาภาเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างมันจะไม่เป็อย่างที่เธอคิดไว้แล้ว เพราะนิชาภาไม่ใช่คนเดิมที่เธอรู้จักไปแล้ว
“ไม่แต่งก็ไม่แต่ง ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นเลย มาหั่นผักแทนป้าไปจะได้ให้ป้าดาไปปลุกพี่น้ำหวานให้ตื่น ได้มาเตรียมตัวใส่บาตรกัน”
“ไม่ต้องหรอกนา ให้หนูจันทร์ยิ้มแหละไปปลุกแทนพี่ ฝากหน่อยนะหนูจันทร์ยิ้ม...”
“แต่ว่าพี่...”พิมพ์กาญจน์เธอก็ไม่กล้าไปปลุกนิชาภาเหมือนกัน เพราะเ้าตัวดูเหมือนว่าจะไม่ชอบเธอเอามากๆด้วย
“ไม่เป็ไรหรอกลูก ถ้าป้าไปปลุกเดี๋ยวงอแงไม่ยอมตื่น บอกว่าป้าให้มาปลุกแล้วกันนะไป...”พิมพ์กาญจน์เธอหันไปมองหน้าวรรณาเล็กน้อย ก่อนที่วรรณาจะพยักหน้าให้แล้วพิมพ์กาญจน์ก็ค่อยออกไปจากห้องครัว
พิมพ์กาญจน์เธอถอนหายใจแล้วก็จับที่ลูกบิดดูว่าประตูได้ล็อกไหม ก่อนที่เธอจะดันไปประตูเข้ามาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ล็อก เธอเดินเข้าไปในห้องนอนที่นิชาภากำลังนอนอยู่อย่างช้าๆ ก่อนที่เธอจะเห็นว่าของทุกอย่างกระจัดกระจายออกไปอยู่เต็มห้อง กระเป๋าเดินทางก็เปิดไว้แล้วเสื้อผ้าก็ไม่เก็บไว้อย่างเป็เรียบร้อย เธอไม่คิดเลยว่านิชาภาจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ ก่อนที่เธอจะไม่สนใจในส่วนนั้นเพราะว่ามันไม่ใช่ห้องของตัวเอง แล้วก็เดินไปข้างๆเตียงของที่นิชาภานอนอยู่
“คุณคะ...คุณ...”พิมพ์กาญจน์เธอเรียกนิชาภาแค่เสียงเท่านั้นก่อนว่านิชาภาจะตื่นไหม
“..............”ไม่มีเสียงหรือว่าปฏิกิริยาจากอีกคนว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
“คุณ...คุณ...คุณน้ำหวาน...”ครั้งนี้พิมพ์กาญจน์เธอยื่นมือไปเขย่าที่แขนของนิชาภาด้วยเพื่อให้เ้าตัวตื่น
“อื้อ....”นิชาภาเธอปัดมือออกอย่างรู้สึกรำคาญที่มีคนมากวนเวลานอนตัวเอง แล้วก็นอนหงายดึงผ้าห่มออกให้ห่มไว้แค่ท่อนล่างเท่านั้น ซึ่งนั่นแหละมันทำให้พิมพ์กาญจน์ไปไม่เป็เลยเหมือนกัน
“................”พิมพ์กาญจน์เธอรีบหันหลังให้ทันทีเมื่อเธอเห็นว่าบนตัวของนิชาภามีแค่บราตัวเดียวเท่านั้นอยู่บนตัว มันเลยทำให้พิมพ์กาญจน์เห็นทรวงสวยของเ้าตัวอย่าไม่ทันตั้งตัว
“คุณ...คุณน้ำหวานตื่นได้แล้วค่ะ...”พิมพ์กาญจน์เธอขยับถอยหลังขึ้นไปแล้วก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดทรวงให้อย่างรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็
“อื้อ...บอกว่าอย่าปลุกไง....”นิชาภาเธอลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจที่มีคนมากวน ก่อนที่เธอจะเห็นว่าเป็พิมพ์กาญจน์อีกแล้วที่ยืนอยู่ข้างๆเตียงที่เธอนอน
“นี่เธออีกแล้วหรอ เธอเข้ามารบกวนเวลาฉันนอนทำไมห๊ะ...”
“คุณป้ามาให้ปลุกคุณไปใส่บาตรด้วยกันค่ะ ตอนหกโมงเช้าพระจะมาแล้วนะคะ”พิมพ์กาญจน์เธอตอบแล้วก็ไม่ได้หันไปมองดูนิชาภา เพราะเธอกลัวว่าจะเห็นทรวงสวยของนิชาภาอีก
“ฉันไม่ไป...ฉันจะนอนไปบอกแม่ฉันด้วย”
“ไม่ได้ค่ะ คุณยายก็พึ่งบอกฉันให้มาตามคุณไปใส่บาตรอยู่ที่หน้าห้องเมื่อกี้นี้เองค่ะ”เธอก็ไม่อยากจะเซ้าซี้นิชาภาให้รำคาญตัวเองหรอก แต่เธอพึ่งเจอกัลยาก่อนที่จะเข้ามาในห้องนี้เอง
“โอ๊ย!!...มันอะไรกันเนี่ย...”นิชาภาเธอก็ไม่อยากจะลุกจากที่นอนแล้วไปอาบน้ำในตอนนี้หรอก แต่เธอก็รู้ว่าเธอขัดคำสั่งของกัลยาไม่ได้ ก่อนที่เธอจะลงจากเตียงแล้วเดินผ่านหน้าของพิมพ์กาญจน์
“ว๊าย!!....”พิมพ์กาญจน์เธอกรีดร้องออกมาด้วยความใทันที พร้อมกลับหันหน้าหนีไปอีกทางที่ไม่มองเห็นนิชาภา ก็นิชาภาเธอใส่แค่ชุดชั้นในนอนเท่านั้นไม่มีเสื้อผ้าใส่ทับไว้เหมือนกับเธอนอนเลย นิชาภาเธอก็หันไปมองพิมพ์กาญจน์ว่าเป็อะไร จู่ๆก็กรี๊ดขึ้นมาซะอย่างนั้นทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย
“เป็อะไรของเธอเนี่ย อยู่ๆก็กรี๊ดขึ้นมาเป็บ้าหรือไง...”พิมพ์กาญจน์ก็ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองไว้เมื่อนิชาภาเดินเข้ามาหาตัวเธออีก
“what!!...เป็อะไรของเธอเนี่ย....”พิมพ์กาญจน์เธอก็ยิ่งส่ายหน้าไปมาแล้วก็วิ่งออกจากห้องไปเลยทันที ยิ่งทำให้นิชาภาสงสัยว่าพิมพ์กาญจน์เป็อะไร
“what!!....”นิชาภาเธอยกมือขึ้นมาทำท่าทางด้วยความสงสัยว่าเป็อะไร ก่อนที่เธอจะเดินไปเอาเสื้อผ้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำข้างล่าง ส่วนพิมพ์กาญจน์เธอก็วิ่งกลับมาที่ห้องของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นแรง จนเธอรู้สึกเหนื่อยหอบเหมือนคนที่ทำงานหนักเลย
!ตึก...ตึก...ตึก...!
“ใจเย็นๆสิจันทร์ยิ้ม...เต้นเบาๆ...เต้นเบาๆ...”พิมพ์กาญจน์เธอยกมือขึ้นทาบที่หัวใจของเธอที่ยังเต้นแรง เธอพยายามที่จะควบคุมตัวเองไว้ไม่ให้ตื่นเต้น แต่ดูเหมือนว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งตื่นเต้น ก่อนที่เธอจะะโไปมาเมื่อยังรู้สึกหัวใจที่ยังเต้นแรงอยู่
!ตึก...ตึก...ตึก...!
“งื้อ....แม่จ๋าช่วยยิ้มด้วย...”พิมพ์กาญจน์เธอพูดกับตัวเองอย่างนั้นแล้วก็ลูบมืออยู่ที่บนหัวใจของตัวเองไปมา เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจะต้องเป็ถึงขนาดนี้ด้วย ทั้งที่เธอเองก็เคยเห็นนิลินใส่อย่างนี้เหมือนกัน เวลาที่มีกิจกรรมที่โรงเรียนหรือที่มหาลัยเธอก็จะได้เห็นตลอด แต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นหรือหัวใจเต้นแรงอย่างนี้เลย
ั้แ่นิชาภาเดินลงมาจากห้องเพื่อที่จะไปใส่บาตรตามที่ผู้ใหญ่บอก พิมพ์กาญจน์เธอก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากนิชาภาตลอด พิมพ์กาญจน์เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เธอเป็นั้นมันคืออะไร แต่เธอก็ไม่ชอบตัวเองเหมือนกันที่ต้องมีอาการแบบนี้กับเธอ เธอจึงพยายามที่จะไม่มองหน้าหรือว่าอยู่ใกล้นิชาภา แม้แต่ตอนกินข้าวที่ของเธอจะต้องนั่งข้างนิชาภาเธอก็ย้ายไปนั่งที่ของวรรณาแทน ซึ่งวรรณาเธอก็ไม่รู้ว่าพิมพ์กาญจน์เป็อะไรั้แ่ไปปลุกนิชาภาให้ตื่นแล้ว หลังจากนั้นพิมพ์กาญจน์ก็ดูเงียบๆแล้วก็ใจลอยแปลกๆ
“วันนี้ชาวบ้านเขาจะช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว พ่ออัทกับแม่ดาจะไปด้วยกันไหม”
“ไปครับคุณแม่ ผมจะพายัยน้ำหวานไปลองเกี่ยวข้าวดูบ้างด้วยครับ”อัทราเขาเห็นว่าไหนๆก็มาหากัลยาแล้วเขาก็อยากให้นิชาภาได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่ไปด้วย
“No!!...no way.ค่ะแด๊ด...หวานจะไม่ไปเกี่ยวข้าวเด็ดขาด หวานไม่ไปด้วยนะคะที่ไร่นาอย่างนั้น หวานไม่อยากตัวดำกลับมาค่ะพ่อ”นิชาภาเธอก็รีบปฏิเสธทันทีเพราะว่าเธอจะไม่ไปทำอะไรอย่างนั้นแน่นอน
“ไม่ไปก็ต้องไป กลับมาอยู่ที่ก็ต้องเรียนรู้ขนบธรรมเนียมไทยไว้ด้วย น้ำหวานต้องไปเกี่ยวข้าวกับจันทร์ยิ้มแล้วก็ชาวบ้าน แค่นี้น้ำหวานคงทำให้ยายได้นะ...”กัลยาเธอส่ายหัวไปมากับนิชาภาที่ดูเปลี่ยนไปเยอะ ไม่เหมือนกับตอนเด็กๆที่เธอเคยรู้จักเลย
“ตอบคุณยายไปสิลูกว่าทำได้ไหมที่คุณยายขอ”ภาดาเธอก็เร่งให้นิชาภาตอบกัลยาไปเมื่อเห็นว่าเ้าตัวนิ่งเงียบไม่ตอบ
“แล้วหวานทำอะไรได้ล่ะคะแม่ หวานก็ต้องยอมทำตามที่คุณยายบอกสิคะ”
“ยิ้ม...ยิ้มอิ่มแล้ว ยิ้มขอตัวไปไร่ก่อนนะคะ”พิมพ์กาญจน์เธอพูดจบเธอก็ลุกไปจากเก้าอี้โดยทันที พอเธอเดินไปแล้วเธอก็หันมามองนิชาภาเล็กก่อนที่จะรีบวิ่งออกไป ซึ่งทุกคนก็แปลกใจว่าพิมพ์กาญจน์เป็อะไรไป
“อะไรกันเด็กสมัยนี้ ยัยนาแกอย่าลืมสอนให้ยัยจันทร์ยิ้มมีมารยาทมากกว่านี้นะ”
“ค่ะคุณแม่”วรรณาก็มองตามหลังพิมพ์กาญจน์ด้วยความสงสัยว่าเป็อะไร นิชาภาเองเธอก็เห็นว่าพิมพ์กาญจน์มีอาการเปลี่ยนไปั้แ่ออกมาจากห้องนอนเธอแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรก่อนที่เธอจะคิดว่าเธอจะทำยังไงดี ที่จะไม่ต้อองไปเกี่ยวข้าวตากแดดตัวดำอยู่ทุ่งนา
พิมพ์กาญจน์เธอนั่งอยู่ที่กระท่อมกลางทุ่งนาอย่างหงุดหงิดตัวเอง ที่ภาพของนิชาภาใส่แค่ชุดชั้นในเดินมาหาเธออยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะพยายามที่จะคิดถึงเื่อื่นมันก็ไม่ทำให้เธอลืมภาพของนิชาภาได้ นิลินที่เตรียมตัวมาเพื่อที่จะเกี่ยวข้าวช่วย ก็เข้ามาหาพิมพ์กาญจน์ใกล้ๆที่เ้าตัวเธอเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน พอเข้ามาหาพิมพ์กาญจน์ใกล้ๆเธอก็เห็นพิมพ์กาญจน์พูดอยู่คนเดียว แล้วก็ไม่ได้สนใจว่าตอนนี้เธอมายืนอยู่ข้างๆด้วย
“เป็อะไรของแกจันทร์ยิ้ม”
“ไม่คิด...ไม่คิด...”พิมพ์กาญจน์เธอพูดอย่างนั้นเพื่อที่จะพยายามลืมภาพของนิชาภา
“จันทร์ยิ้มเป็อะไร แกได้ยินฉันถามไหมเนี่ย...”นิลินเธอยื่นมือไปจับไหล่ของพิมพ์กาญจน์แล้วก็เขย่าเบาๆให้พิมพ์กาญจน์ได้ยินเธอ
“ลินแกมาพอดีเลย แกช่วยฉันหน่อยฉันเป็อะไรไม่รู้”
“อ้าวแกไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไรแล้วฉันจะรู้ไหมเนี่ย..”จู่ๆพิมพ์กาญจน์ก็มาพูดกับเธออย่างนี้นิลินเธอเลยไม่รู้ว่าจะช่วยยังไงเลย
“หัวใจฉันมันเต้นแรงอยู่ตลอดเวลาเลยเนี่ยลิน ฉันจะทำยังไงดีให้มันหาย...”พิมพ์กาญจน์เธอไม่พูดเปล่าแต่เธอก็จับมือของนิลินขึ้นมาจับที่หัวใจของเธอด้วย
“เต้นแรงจริงด้วยอ่ะจันทร์ยิ้ม นี่แกไปทำเื่อะไรไม่ดีมาใช่ไหมถึงได้เต้นแรงอย่างนี้”
“เปล่านะฉันไม่ได้ ฉันแค่...”พิมพ์กาญจน์เธอยังไม่ได้พูดออกไปภาพมันก็ลอยเข้ามาในหัวของเธออีกแล้ว
“แค่อะไร...”นิลินเธอก็จ้องมองดูใบหน้าหวานของพิมพ์กาญจน์อย่างตั้งใจเคล้นเอาความจริงว่าอะไร
“แค่...เออไม่มีอะไรหรอก ป่ะลงไปเกี่ยวข้าวกันจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน...”ว่าแล้วพิมพ์กาญจน์เธอก็ใส่หมวกจับเกี่ยวลงไปที่ทุ่งนาข้าวที่จะเกี่ยวทันที
“แกจะไม่รอชาวบ้านก่อนหรอจันทร์ยิ้ม ตอนนี้ทุกคนกำลังมานะเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”พิมพ์กาญจน์เธอโบกมือให้ว่าไม่รอแล้ว ก่อนที่เธอจะเดินไปแล้วก็หาที่ตรงที่เธอจะเกี่ยว
“อะไรของแกเนี่ยจันทร์ยิ้ม...”นิลินส่ายหัวไปมาอย่างไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าพิมพ์กาญจน์เป็อะไร แถมยังไม่บอกเธออีกว่าเป็อะไรก่อนที่เธอจะรีบตามพิมพ์กาญจน์ไป แล้วก็ไปยืนอยู่ข้างๆพิมพ์กาญจน์เตรียมพร้อมที่จะเกี่ยวข้าวไร่แรกของปีนี้แล้ว
ตอนนี้ทุกคนก็มาถึงที่นาข้าวกันแล้วรวมทั้งนิชาภาด้วย ที่ตอนนี้ถูกให้แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่จะมาเกี่ยวข้าวแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ใช่อย่างนี้เลยแต่เพราะว่ากัลยาไม่ยอมให้ทำอะไรตามใจตัวเอง เธอก็เลยยอมเปลี่ยนชุดที่วรรณาหามาให้ แล้วตอนนี้เธอก็กำลังไม่พอใจที่ตัวเองจะต้องมาเกี่ยวข้าวอย่างนี้ ทั้งที่ในตอนนี้ชาวบ้านก็เต็มไปหมดในนาข้าวแล้ว แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องให้เธอมาเกี่ยวข้าวอะไรนี้ด้วย
“จันทร์ยิ้มเอ้ยลูก...จันทร์ยิ้ม...”
“จ้ายาย...”พิมพ์กาญจน์เธอขานรับแล้วก็เงยหน้าหันไปมองกัลยาตามเสียงที่เรียกเธอ
“ช่วยสอนพี่น้ำหวานเขาเกี่ยวข้าวหน่อย น้ำหวานเดินไปหาจันทร์ยิ้มตรงนั้นไปให้น้องเขาสินเกี่ยว”พิมพ์กาญจน์เธอหันไปมองนิชาภาแล้วก็เกิดอาการอีกแล้วเธอจึงรีบปฏิเสธทันที
“ไม่นะจ๊ะยาย!!//ไม่นะคะคุณยาย”นิชาภาเธอเองก็รีบปฏิเสธเหมือนกันเพราะว่าเธอไม่อยากให้พิมพ์กาญจน์สอนตัวเอง
“ไม่มีคำว่าไม่...ทำตามที่ยายบอก ยัยลินมาช่วยป้าๆเขาทางนี้มา ทางนั้นปล่อยให้น้ำหวานกับจันทร์ยิ้มจัดการ ถ้าไม่เสร็จตรงนั้นห้ามกินข้าว ใครเสร็จก่อนก็ต้องช่วยกันเข้าใจไหม”กัลยาเธอก็จัดการสั่งทันทีไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ไม่ช่วยกัน เธอแค่อยากให้ทั้งสองคนคุ้นเคยกันแล้วก็สนิทกัน เหมือนกับพ่อแม่ของทั้งสองคนที่สนิทแล้วก็รักกันเหมือนพี่น้อง
“..............”นิชาภาเธอก็ต้องจำใจยอมทำตามที่กัลยาบอกด้วยความไม่เต็มใจ นิลินเธอก็เดินไปตรงที่ตามที่กัลยาบอกด้วยเอง ส่วนพิมพ์กาญจน์เธอก็ต้องยอมทำตามที่กัลยาบอกเหมือนกัน ยิ่งตอนนี้นิชาภาเดินเข้ามาหาเธอใกล้ๆหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาอีกแล้ว
!ตึก...ตึก...ตึก...!
!โอ๊ย!!...ตาจ๋าช่วยยิ้มด้วย หัวใจยิ้มจะตายแล้วงื้อๆๆ...!
“..............”พิมพ์กาญจน์เธอยืนนิ่งไปไม่เป็มากกว่าเดิมยิ่งนิชาภาเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้นิชาภายืนอยู่ข้างๆเธอด้วยอาการที่ไม่เต็มใจจะทำ พิมพ์กาญจน์เธอจึงหันหน้าหนีเพื่อควบคุมตัวเองให้มีสติแล้วก็มีสมาธิมากที่สุดในตอนนี้
“ต้องทำยังไงก็บอกฉันสิ...”นิชาภาเธอเร่งพิมพ์กาญจน์เมื่อเธอไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไง แล้วเธอก็อยากจะเกี่ยวข้าวให้เสร็จเร็วๆด้วย พิมพ์กาญจน์เธอก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของนิชาภาพูดขึ้นมา ก่อนที่เธอจะดึงผ้าปิดปากแล้วก็จมูกไว้ไม่ให้นิชาภาเห็น
“เออ...เออ...อ้อ!!...ทำอย่างนี้นะ”นิชาภาเธอสูดลมหายใจเข้าปอดตัวเองแล้วเธอก็เกี่ยวข้าวให้นิชาภาดู แต่นิชาภาเธอก็ไม่เข้าใจเพราะพิมพ์กาญจน์ไม่ได้พูดอะไรเลย
“ทำอย่างนี้แล้วฉันจะเข้าใจไหมล่ะ เธอก็อธิบายด้วยสิว่าจะต้องทำยังไง ฉันไม่ได้รู้เื่พวกนี้เหมือนกับเธอนะ”
“คุณก็ดูสิว่าฉันทำยังไง แล้วคุณก็ทำตามที่ฉันทำนี่แหละ”พิมพ์กาญจน์เธอพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็ปกติ แล้วเธอเองก็ไม่อยากพูดอะไรกับนิชภามากด้วย
“ก็ฉันไม่เข้าใจฉันถึงให้เธอต้องอธิบาย มีปากไว้พูดก็พูดออกมาสิก็แค่นั้นแหละ”
“เอะนี่คุณ พูดดีๆก็ได้นี่ทำไมต้องพูดแบบนี้ด้วย”พิมพ์กาญจน์เธอก็ดึงผ้าออกจากใบหน้าแล้วก็หันไปมองนิชาภาด้วยความไม่ชอบใจทันที จนลืมไปเลยว่าตอนนี้เธออายเ้าตัวอยู่ยังไม่หาย
“ฉันจะพูดอย่างนี้ แล้วก็ช่วยสอนฉันเร็วๆด้วย ตอนนี้ฉันร้อนจะตายแล้วเนี่ย...”นิชาภาเธออยากให้มันเสร็จเร็วๆนั่นแหละเธอจะได้ไปจากตรงนี้
“เฮ้อ...ดูแล้วก็ตั้งใจฟังล่ะฉันจะพูดแค่รอบเดียว...”พิมพ์กาญจน์เธอถอนหายใจแล้วก็บอกให้นิชาภาดูตัวเองว่าเกี่ยวยังไง ซึ่งเธอไม่ชอบเลยที่เห็นนิชาภาทำตัวเหมือนคุณหนูที่บ่นว่าร้อนๆอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา
“คุณเห็นต้นข้าวมันยืนตั้งอยู่นี้ไหม คุณก็มองดูตรงกอข้าวแล้วก็กำไว้อย่างนี้ แล้วคุณก็เอาเกี่ยวค้องไปอย่างนี้ คุณก็ดูด้วยอย่าให้มันอยู่ใกล้มือตัวเองเดี๋ยวมันจะบาดนิ้วเอา แล้วคุณก็ดึงมันมาอย่างนี้....”พิมพ์กาญจน์เธอก็พยายามอธิบายแล้วก็ทำให้นิชาภาดูอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุด แล้วเธอก็เกี่ยวให้นิชาภาดูอีกว่ามันควรอย่างนี้ นิชาภาเธอยังไม่เข้าใจเท่าไหร่เธอจึงขยับเข้าไปโอบกอดพิมพ์กาญจน์จากข้างหลังเ้าตัว
!ตึก...ตึก...ตึก....!!
“..................”พิมพ์กาญจน์เธอนิ่งอึ้งไปเลยที่จู่ๆนิชาภาก็เข้ามาโอบกอดเธออย่างนี้ จากในตอนแรกที่เธอเป็อาการก็ยังไม่หาย แต่ตอนนี้เธอเป็หนักกว่าเดิมอีกแทบจะหายใจไม่ทันเลยก็ว่าได้
“นะ...นี่คุณ...”
“ก็เกี่ยวไปสินิ่งทำไม คิดว่าฉันอยากกอดเธอหรือไงฉันก็แค่อยากรู้ว่าเธอทำยังไงเท่านั้นแหละ เกี่ยวไปสิเร็วๆฉันร้อน”นิชาภาเธอไม่ได้คิดอะไรหรือว่าอยากกอดพิมพ์กาญจน์เลยสักนิด แล้วเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องโอบกอดพิมพ์กาญจน์อย่างนี้ด้วย
“ตะ...แต่ฉัน....”พิมพ์กาญจน์เธอพูดแค่นั้นแล้วเธอก็เป็ลมไปเลยในอ้อมกอดของนิชาภา
“นี่เธอ...เธอ...เธอ”นิชาภาเธอก็ใที่จู่ๆพิมพ์กาญจน์ก็นิ่งไปอย่างนี้แล้วก็เอนตัวให้เธอทั้งตัวอีก เธอจำต้องกอดพิมพ์กาญจน์ไว้อย่างเต็มตัว
“คุณแม่!!...ยัยนี่เป็อะไรไม่รู้...”นิชาภาเธอร้องออกไปอย่างเสียงดังเพื่อบอกให้ภาดารู้แล้วก็มาดู ก่อนที่ทุกคนจะหันไปมองตามเสียง แล้วก็เห็นว่านิชาภากำลังประคองพิมพ์กาญจน์ไว้ ซึ่งทุกคนก็แปลกใจมากที่จู่ๆพิมพ์กาญจน์ก็เป็ลมไปอย่างนี้ เพราะว่าปกติแล้วพิมพ์กาญจน์ไม่เคยเป็ลมอย่างนี้เลย ประพันธ์กับวรรณาจึงรีบเข้าไปดูแล้วก็พาขึ้นไปนอนพักอยู่ที่บนกระท่อม นิชาภาเธอก็ไม่เข้าใจว่าพิมพ์กาญจน์เป็อะไรเพราะว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรพิมพ์กาญจน์สักนิดเดียวเลย
จบตอน