ตอนที่37
อัปลักษณ์อาภรณ์แดง
สตรีอัปลักษณ์ผู้นั้นนางนั่งอยู่บนหลังคาตึกอย่างเบิกบานใจหาได้นำพากับผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ไปมาเมื่อแลเห็นสามคนเดินเข้ามาห่างราวห้าหกวา จึงเปล่งเสียงหัวร่อแหลมเล็กจนแสบแก้วหูขึ้นอีกครั้งแล้วร่ำร้องดังกังวานว่า
“ฮาฮาลามะเฒ่าโสโครกกับลูกสุนัขสองตัว พวกท่านกำลังติดตามหามารดาอยู่กระมัง ทราบหรือไม่? มารดามารอพวกท่านอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานแล้วคิดว่าพวกท่านจะไม่ติดตามมาเสียอีก เมื่ออยากได้สิ่งของคืนขอเชิญมาแย่งชิงเอาไป”
ที่แท้ลามะผู้นั้นคือต๊กม้อเต็กแห่งทิเบตส่วนอีกสองคนเป็นเล่อต้าเต๋อกับเสิ่นซื่อสูอวี้สามยอดฝีมือแห่งหมู่ตึกกระเรียนฟ้านั่นเองคนทั้งสามเมื่อเห็นสตรีชุดแดงหน้าตาอัปลักษณ์นั่งอยู่บนหลังคาตึกทั้งหมดรีบหยุดเท้าลงพร้อมกับต๊กม้อเต็กลามะส่งเสียงตวาดดังลั่นว่า
“ท่านเป็นผู้ใดกัน บังอาจกล้าดีเช่นไร? ถึงกล้ามาตอแยต่อฮุดเอี้ย(คำยกย่องตัวเองของลามะ)หรือว่าท่านเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่สืบไป ทางที่ดีส่งมอบสิ่งของกลับคืนมาให้แก่เราแล้วอาตมาจะยอมปลดปล่อยชีวิตท่านไปโดยไม่ติดใจ”
“ข้าพเจ้าจะเป็นใครไม่จำเป็นที่พวกเจ้าทั้งสามจะต้องทราบสิ่งของอะไรกัน สิ่งของพวกท่านย่อมต้องอยู่กับพวกท่าน สิ่งของข้าพเจ้าย่อมต้องอยู่กับข้าพเจ้าเจ้าหลวงจีนจมูกโคผายลมเพ้อเจ้อกระไร ถ้าสิ่งที่พวกท่านกล่าวถึงเป็นของพวกท่านจริงๆ หากมีปัญญาความสามารถขอเชิญมาค้นหาเอา มิเช่นนั้นจงหุบปากสุนัขแล้วรีบไสหัวไปให้พ้นหน้ามารดาเสียโดยไว”
สตรีอัปลักษณ์ในอาภรณ์สีแดงสดซึ่งนั่งอยู่บนหลังคาตึกสวนคำกลับมาโดยมิได้เกรงกลัวต่อคำขู่ของลามะทิเบตรูปนั้นเมื่อกล่าวจบลามะรูปนั้นแสดงอาการเกรี้ยวกราดมาดร้ายด้วยความโกรธขึ้งถึงที่สุดบนใบหน้าตลอดถึงศีรษะบัดเดี๋ยวขาวบัดเดี๋ยวแดงจนคล้ำเขียวสองคนที่ติดตามเฉกเช่นเดียวกันต่างแสดงอาการโกรธแค้นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน
“หากเป็นเช่นนั้นแสดงว่าท่านอยากตายต้องการให้อาตมาลงมือต่อท่านกระมัง? แล้วอย่าได้กล่าวโทษอาตมาว่ารังแกสตรีหน้าตาอัปลักษณ์เยี่ยงท่านในภายหลังในเมื่อบอกกล่าวแต่โดยดีท่านกลับดื้อรั้นมิยอมเชื่อฟังปฏิบัติจงเตรียมรับมือกับห่วงคู่ประทับฟ้าของอาตมาดูว่ามีรสชาติเป็นเช่นไร”
กล่าวจบต๊กม้อเต็กลามะดึงห่วงทองเหลืองออกมาจากลำคอพร้อมกับบรรจุพลังลมปราณเข้าไปจนเต็มเปี่ยมห่วงทองเหลืองสองวงจากนั้นซัดขว้างออกด้วยกระบวนท่าห่วงคู่ประทับฟ้าเข้าหาสตรีอัปลักษณ์ในอาภรณ์แดงซึ่งนั่งอยู่บนหลังคาตึกอย่างเร่งร้อนหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็นพอห่วงคู่ทะยานออกพ้นมือก่อเกิดเป็นปราณมรสุมสองวง ม้วนฝ่าอากาศจนบังเกิดเป็นเสียงดั่งอสุนีบาตฟาดทลายเสียงดั่งสนั่นหวั่นไหว
สตรีอัปลักษณ์ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังคาตึกส่งเสียงหัวร่อดังเจื้อยแจ้วแสบแก้วหูพร้อมกับหงายร่างไปด้านหลังโดยที่มิได้ขยับร่างท่อนล่างแต่ประการใดส่งผลให้กระบวนท่าห่วงคู่ประทับฟ้าของต๊กม้อเต็กลามะพุ่งเฉียดลำตัวด้านหน้าไปอย่างหวาดเสียวเมื่อสตรีอัปลักษณ์ผู้นั้นพลิกร่างกลับมาห่วงคู่ประทับฟ้าพลันวกกลับมาด้วยระดับความเร็วสุดบรรยายนางรีบสะกิดเท้าดีดกายลอยขึ้นโดยที่ยังนั่งอยู่กับพื้นหลังคาตึกด้วยท่าร่างปลอดโปร่งใจเย็น
ส่งผลให้ห่วงคู่ประทับฟ้าของลามะทิเบตพุ่งเข้าปะทะกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงสนั่นพร้อมกับเศษกระเบื้องปลิวว่อนกระจัดกระจายรอบทิศทางเมื่อฝุ่นควันของเศษกระเบื้องเจือจางเบาบางลงร่างในชุดยาวสีแดงสดหมุนติ้วราวจักรผันจากนั้นสองเท้าเขี่ยวูบเข้าหาเศษชิ้นกระเบื้องที่อยู่ใกล้เท้าเป้าหมายคือร่างของลามะพระทิเบตซึ่งพึ่งใช้สองมือคว้ารับห่วงคู่ประทับฟ้ากลับคืนมานั่นเอง
เศษกระเบื้องนับสิบชิ้นเปลี่ยนรูปร่างดั่งกระบี่แหลมคมพุ่งลงมาจากหลังคาตึกดุจดาวตกลงมาจากฟากฟ้าต๊กม้อเต็กลามะหมุนร่างซ้ายขวาใช้สองห่วงทองเหลืองเข้าปะทะหักล้างกับเศษกระเบื้องเสียงดังติงๆตัง ๆ ดังไม่ขาดหูพร้อมกับสตรีชุดแดงส่งเสียงหัวร่อแหลมเล็กร่างกรีดกรายร่ายรำดั่งนางแอ่นเหินลมโถมร่างถลาลงมาจากหลังคาตึกนิ้วมือทั้งสองข้างกรีดกรายคล้ายร่ายรำกระบวนท่าร่างลอยห่างจากลามะรูปนั้นราวห้าหกวา
จ่านจือสายตาปราดเปรียวรวดเร็วยิ่งมองคราวเดียวเห็นว่าในซอกนิ้วมือที่กรีดกรายของหญิงอัปลักษณ์ชุดแดงหนีบเข็มเล่มเล็กๆอยู่จำนวนหลายเล่มนับว่าสายตาของเขาพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้วแม้จะอยู่ห่างไกลกลับสามารถมองเห็นเข็มเล่มเล็กๆ ได้ชัดเจน แม้แต่เยี่ยนผิงนางยังดูไม่ออกว่าในซอกนิ้วมือของสตรีชุดแดงหนีบเข็มอยู่หลายเล่มเมื่อร่างลอยอยู่ห่างราวสี่ห้าวา จากนั้นเสียงติงติงดังสดใสพร้อม ๆ กับจุดแต้มระยิบระยับพร่าพรายสายตาเข็มห้าหกเล่มที่สอดร้อยเส้นด้ายสีแดงพุ่งแหวกฝ่าอากาศเข้าหาลามะยอดฝีมือของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าโดยพร้อมเพรียงเร่งร้อนพร้อมกับเสียงตวาดแหลมเล็กของสตรีอัปลักษณ์ชุดแดงดังกังวานสดใสว่า
“วันนี้มารดาของพวกท่านอยู่ว่าง ๆ ไร้เรื่องราวจึงขอปะชุนชุดลามะโสโครกให้กับท่านโดยมิรับสิ่งตอบแทนก็แล้วกัน”
เข็มห้าหกเล่มพุ่งเข้าหาลามะรูปนั้นห่างเพียงไม่กี่ฝ่ามือต๊กม้อเต็กเพิ่งจะใช้ห่วงคู่ปัดป้ายเศษกระเบื้องสองชิ้นสุดท้ายพ้นตัวเป็นจังหวะที่เข็มสอดร้อยด้ายพลันถาโถมเข้ามาถึงพร้อมกันนั้นรับรู้ได้ถึงปราณพลังไร้รูปที่สัมผัสได้ถึงความแหลมคมและเกรี้ยวกราดดังนั้นจึงมิกล้าชักช้ารีบรวมรั้งพลังลมปราณขึ้นคุ้มครองร่างจากนั้นห่วงคู่ประทับฟ้าถูกปล่อยออกจากมือไปกลายเป็นม่านห่วงทองเหลืองหลายสิบวงแยกย้ายเข้าต้านรับเข็มสอดร้อยด้ายของสตรีชุดแดงเอาไว้ได้โดยหวุดหวิดหวาดเสียว
สตรีชุดแดงทิ้งร่างลงกับพื้นถนนพร้อมกับสองมือรั้งดึงเส้นด้ายเอาไว้แล้วตวัดวูบไหวไปมาเข็มเล่มเล็ก ๆ คล้ายกับมีชีวิตเคลื่อนไหวตามตำแหน่งทิศทางที่นางต้องการเสียงปะทะระหว่างเข็มเล่มเล็ก ๆ กับห่วงทองเหลืองดังมามิขาดสายบางครั้งบังเกิดเป็นประกายไฟวูบวาบของวัตถุสองสิ่งปะทะหักล้างกัน
จ่านจือกับเยี่ยนผิงทั้งสองยืนชมดูคนทั้งสองต่อสู้กันอยู่ไม่ไกลนักถึงแม้มองดูผิวเผินประเมินพลังฝีมือน่าจะดูสูสีก้ำกึ่งกันต๊กม้อเต็กแนวทางวิชาเน้นไปในทิศทางแข็งกร้าวดุดันส่วนสตรีอัปลักษณ์ชุดแดงแนวทางวิชาเน้นไปในทิศทางพลิ้วไหวนุ่มนวลแต่ทุกครั้งที่นางลงมือไร้ซึ่งช่องโหว่ให้พบเห็นมีอยู่หลายครั้งที่ลามะทิเบตรูปนั้นพยายามตีโต้กลับแต่หากระทำเยี่ยงไรต่อนางให้ล่าถอยได้แม้แต่เพียงก้าวเดียว
จ่านจือเพ่งมองการต่อสู้พลางคิดว่าการลงมือของลามะรูปนี้ดุดันโหดเหี้ยมทุกกระบวนท่าหมายเอาชีวิตของหญิงชุดแดงให้จงได้ส่วนทางด้านหญิงชุดแดงแม้จะลงมืออย่างแยบยลแต่มีอยู่หลายครั้งที่สมควรมีโอกาสทำร้ายลามะรูปนั้นได้แต่นางกลับไม่ลงมือที่น่าแปลกประหลาดหญิงชุดแดงรูปร่างผอมซูบซีดใบหน้ายังเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลไฉนถึงมีพลังฝีมือร้ายกาจพิสดารถึงเพียงนี้
การต่อสู้ล่วงเลยผ่านไปราวครึ่งชั่วยามทั้งสองประกระบวนยุทธ์กันไปหลายร้อยกระบวนท่ายังไม่เห็นท่าทีว่าจะมีฝ่ายใดเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียทีทันใดนั้นในคลองจักษุของจ่านจือพลันเหลือบแลเห็นในมือของเล่อต้าเต๋อกับเสิ่นซื่อสูอวี้สองยอดฝีมือของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าปรากฏอาวุธลับขึ้นคนละชนิดและพร้อมที่จะลอบซัดทำร้ายหญิงชุดแดงได้ทุกขณะเวลาจ่านจือรังเกียจเกลียดความอยุติธรรมเป็นที่สุดยิ่งใช้วิธีต่ำช้าดั่งสุนัขลอบกัดด้วยแล้วยิ่งน่าชิงชังเพิ่มขึ้นทวีคูณ
หากว่าครั้งนี้สองคนชั่วที่อยู่ทางด้านหลังของลามะรูปนั้นใช้วิธีสกปรกลอบทำร้ายหญิงชุดแดงด้วยการซัดขว้างอาวุธลับออกมาจากมือจ่านจือจะยินยอมเปิดเผยตัวเข้าช่วยเหลือหญิงชุดแดงเอาไว้โดยไม่คำนึงว่าเยี่ยนผิงจะทราบความจริงว่าเขามีวรยุทธ์ เกิดเป็นลูกผู้ชายชาตรีที่กล้าหาญและปณิธานเที่ยงธรรมจะต้องกระทำเรื่องราวโดยเปิดเผยไม่ลังเลต่อการกระทำความดีอีกทั้งไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญใดๆ
เมื่อถึงตอนนี้ต๊กม้อเต็กย่อร่างลงพร้อมกับซัดขว้างห่วงคู่ประทับฟ้าเข้าหาหญิงชุดแดงในตำแหน่งท่อนล่างอย่างเร่งร้อนนางเห็นเช่นนั้นรีบรั้งดึงเส้นด้ายบังคับเข็มกลับคืนพร้อมกับพุ่งร่างลอยขึ้นด้านบนเพื่อหลบหลีกห่วงคู่ประทับฟ้าที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งพอห่วงคู่พุ่งผ่านใต้ฝ่าเท้าทั้งสองของนางห่างไม่ถึงครึ่งนิ้วสภาวะดุดันน่าหวาดเสียวยิ่งนักขณะที่ร่างของนางลอยคว้างอยู่กลางอากาศเท่ากับเป็นเป้าหมายให้กับสองคนชั่วที่อยู่ด้านหลังลามะรูปนั้นคนทั้งสองมิต้องนัดหมายต่างรีบซัดขว้างอาวุธลับเข้าใส่นางกลางอากาศโดยพร้อมเพรียง
หญิงชุดแดงในเวลานี้ร่างของนางกำลังทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องล่างตามสภาวะเมื่อมองเห็นจุดแต้มสีขาวสองจุดปรากฏขึ้นเบื้องหน้ารับทราบได้ทันทีว่าเป็นอาวุธลับสองชิ้นแต่เนื่องด้วยร่างกำลังตกลงพื้นกลางอากาศว่างเปล่าไม่มีสถานที่ให้หยิบยืมเปลี่ยนท่าร่างคิดขึ้นในใจว่าคราครั้งนี้เสียท่าแล้ว ขณะเดียวกันห่วงคู่ประทับฟ้าของลามะทิเบตพุ่งวกกลับมาด้วยสภาวะเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปานเฉกเช่นเดียวกัน
หากใช้เข็มสอดร้อยด้ายในมือทั้งสองต้านทานอาวุธลับสองชิ้นห่วงคู่ประทับฟ้าอันเร่งร้อนจะสัมผัสร่างในบัดดลจึงตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งโดยมิยินยอมพร้อมใจคิดได้เช่นนั้นหมุนร่างกลับมาหันด้านหลังเป็นเป้ารับอาวุธลับสองชิ้นส่วนมือทั้งสองสะบัดไปมาสองครากระแทกห่วงคู่ประทับฟ้าทางด้านหน้าเอาไว้อย่างยากเย็น
แต่ก่อนที่อาวุธลับทั้งสองชิ้นจะบรรลุถึงเบื้องหลังของหญิงชุดแดงทันใดนั้นร่างหนึ่งเคลื่อนไหวราวเมฆหมอกเพียงสะกิดเท้าเพียงเล็กน้อยร่างลอยอยู่ตรงกลางระหว่างหญิงชุดแดงกับสองคนชั่วที่ขว้างอาวุธลับออกมาพร้อมกันนั้นยื่นสองมือออกใช้ด้วยท่าที่หกในวิชาดาวดึงส์นามดาวทะยานฟ้าตะปบอาวุธลับสองชนิดเอาไว้อย่างง่ายดายจากนั้นซัดขว้างสนองคืนกลับไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของทั้งสองด้วยระดับความเร็วเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า
อาวุธลับสองชิ้นพุ่งกลับมาหาเจ้าของอย่างเร่งร้อนโดยไร้เสียงนับว่าเป็นการซัดขว้างอาวุธลับที่ร้ายกาจยากนักที่จะได้พบเห็นจ่านจือเองรู้สึกเหนือความคาดหมายของเขาเช่นกันหากทุ่มเทพลังทั้งหมดซัดขว้างออกไปคงมิสร้างปรากฏการณ์อันน่ากลัวให้แก่ผู้พบเห็นแล้วรึเสิ่นซื่อสูอวี้กับเล่อต้าเต๋อคนชั่วทั้งสองยังไม่ทันแม้แต่จะคิดหรือกระพริบตาอาวุธลับซึ่งตนเพิ่งจะซัดขว้างออกไปพุ่งย้อนกลับมาห่างอยู่เบื้องหน้าไม่ถึงหนึ่งคืบพร้อมกับเสียงของจ่านจือร้องดังติดตามมาว่า
“ให้ทุกข์แก่ท่านดาบนั้นคืนสนองข้าพเจ้าขอน้อมส่งสิ่งของของพวกท่านกลับคืนไปโปรดรับเอาไว้ให้ดี”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของจ่านจืออาวุธลับสองชิ้นต่างพุ่งเข้าต้องร่างของผู้เป็นเจ้าของอย่างแม่นยำคนชั่วทั้งสองเสิ่นซื่อสูอวี้กับเล่อต้าเต๋อสะดุ้งขึ้นสุดตัวร่างถอยร่นไปด้านหลังสองสามก้าวซวนเซแทบหงายหลังล้มฟาดไปพร้อมกับหยดโลหิตไหลซึมเป็นด่างดวงออกมาจากอกเสื้อคนชั่วทั้งสองรู้สึกถึงลมปราณที่บรรจุมากับอาวุธลับทั้งสองชิ้นว่าช่างดุดันผันแปรซุกซ่อนความอ่อนหยุ่นชนิดหนึ่งถึงกับตื่นตระหนกตกใจหน้าถอดสีพอตั้งหลักได้จ้องมองออกไปจดจำได้ทันทีว่าผู้ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าขณะนี้คือบุรุษที่เคยเข้าช่วยเหลือศิษย์สตรีทั้งสองของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวนั่นเอง
ส่วนด้านหญิงชุดแดงเมื่อเห็นมีคนพุ่งมาต้านรับอาวุธลับให้กับนางรีบใช้ท่าร่างอันพิสดารพุ่งเข็มตวัดรัดสองห่วงทองเหลืองของต๊กม้อเต็กเอาไว้แล้วชักนำห่วงทองเหลืองทั้งสองวงพุ่งกลับเข้าหาผู้เป็นเจ้าของในทันทีในจังหวะเดียวกันซัดขว้างเข็มอีกชุดหนึ่งตามติดห่วงทองเหลืองมาติด ๆ พร้อมกับตวาดติดตามความว่า
“ลองรับเข็มด้ายแดงปิดจุดของข้าพเจ้าดู”
ลามะรูปนั้นคาดคิดไม่ถึงว่าหญิงชุดแดงจะใช้ห่วงคู่ประทับฟ้าของตนเองเป็นอาวุธเขามาทำร้ายผู้ที่เป็นเจ้าของรีบพุ่งร่างออกทางด้านขวาหลบหลีกพ้นห่วงทองเหลืองวงแรกโดยเฉียดฉิวจากนั้นพลิกร่างตีลังกากลับหลังหลบพ้นห่วงทองเหลืองวงที่สองไม่ง่ายดายเท่าใดนักพอร่างหยัดยืนยังไม่ทันที่จะตั้งหลักมั่นกว่าจะรู้สึกตัวเข็มด้ายแดงปิดจุดบรรลุมาถึงส่งผลให้ร่างของลามะรูปนั้นรับเข็มห้าหกเล่มเอาไว้โดยไม่ร่วงหล่นตกลงสู่พื้นแม้แต่เล่มเดียวรู้สึกแสบร้อนแล้วชาวูบเมื่อเข็มทะลุผ่านผิวหนังเข้ามารีบใช้พลังลมปราณขับเข็มทั้งห้าหกเล่มร่วงหล่นลงพื้นอย่างยากเย็น
เสียงหญิงชุดแดงซึ่งในตอนนี้ยืนสงบนิ่งอยู่กับพื้นห่างจากจ่านจือราวสามสี่ก้าวนางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบแหลมว่า
“ถึงแม้ท่านจะขับเข็มของข้าพเจ้าออกมาได้หมดแต่ทว่าจุดทั้งห้าของท่านถูกข้าพเจ้าสกัดปิดเอาไว้แล้วหากท่านไม่เชื่อลองโคจรพลังลมปราณพิสูจน์ดูเถิด”
ต๊กม้อเต็กไม่เชื่อวาจาของหญิงชุดแดงสักเท่าไหร่ว่านางจะมีความสามารถดั่งวาจารีบโคจรกำลังภายในพิสูจน์คำพูดดูทันทีผลปรากฏว่ารู้สึกอึดอัดขัดข้องคล้ายลมปราณย้อนกลับเลือดลมภายในร่างพลุ่งพล่านมิอาจรั้งรวมได้เมื่อทราบเช่นนั้นพลันหน้าถอดสีลงหยุดการโคจรพลังแล้วตวาดลั่นต่อหญิงชุดแดงว่า
“ท่านบอกออกมาต่ออาตมาว่าที่แท้ท่านเป็นใครกันแน่? วิชาที่ท่านใช้อาตมาไม่คุ้นเคยและพบเห็นมาก่อนท่านทราบหรือไม่ว่าอาตมาเป็นใคร อีกไม่กี่วันซือแป๊ะ(ศิษย์ผู้พี่ของอาจารย์)กับเตี่ยซือเจ่ก(ศิษย์ผู้น้องของอาจารย์) จะเดินทางมาถึงจงหยวนหากท่านทั้งสองทราบเรื่องนี้เข้าท่านจะไม่เหลือแม้แต่ชื่อแซ่ให้จดจำดังนั้นรีบบอกออกมาว่าท่านเป็นใครมาจากสารทิศใด แล้วขโมยสิ่งของของอาตมาไปเพื่ออะไรทางที่ดีรีบส่งกลับคืนมาให้แก่อาตมาย่อมประเสริฐสุด”
“ฮาฮา ท่านจะเป็นผู้ใด มีอาจารย์ลุงอาจารย์อาเก่งกล้าร้ายกาจสักปานไหนข้าพเจ้าหาได้สนใจไม่วิชาท่าร่างที่ข้าพเจ้าใช้ท่านไม่เคยพบเห็นนั่นนับว่าถูกต้องข้าพเจ้าฉายาอัปลักษณ์อาภรณ์แดงนามเซียวเหยาเซิงน้อยครั้งนักที่จะออกมาให้ผู้คนได้พบเห็นแต่ท่านมิต้องเป็นห่วงวิตกกังวลไปอีกหนึ่งชั่วยามจุดที่ถูกปิดจะคลายออกเองตอนนี้หากท่านเดินพลังวัตรจะทำให้ลมปราณในร่างของท่านตีกลับสับสนหากยังดื้อรั้นอวดดีโคจรพลังต่อผลกระทบจะยิ่งรายแรงยิ่งขึ้นต่อให้อาจารย์ของท่านสิบคนคงช่วยเหลือมิได้รอให้สองคนที่ท่านกล่าวทั้งสองมาถึงก่อนแล้วค่อยพามาคิดบัญชีกับข้าพเจ้าในภายหลังส่วนสุนัขลอบกัดทั้งสองของท่านข้าพเจ้าอัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงคงไม่ต้องลงมือแล้วกระมัง”
หญิงชุดแดงกล่าวว่านางมีฉายาอัปลักษณ์อาภรณ์แดงนามเซียวเหยาเซิงจ่านจือเองเพิ่งเคยได้ยินชื่อนางเป็นครั้งแรกเช่นกันส่วนเยี่ยนผิงในเวลานี้รับทราบแล้วว่าที่แท้เขาหาได้เป็นเจ้าทึ่มไร้ฝีมือดั่งที่ตนเข้าใจไว้แต่แรกไม่ดูจากท่าร่างเมื่อครู่ทั้งหมดจดรวดเร็วทั้งดุดันผันแปรความหยุ่นเย็นชนิดหนึ่งที่ผ่านมาไฉนจึงพลาดท่าเสียทีดูไม่ออกว่าเขามีวรยุทธ์ติดตัว
แล้วที่ผ่านมานางพาจ่านจือติดตามไปด้วยทุกหนแห่งหากเขาปลอมตัวมาสืบสาวความเคลื่อนไหวของฝ่ายตนคงไม่ส่งผลดีกับนางและฝ่ายมารอธรรมอย่างแน่นอนแต่นับว่ายังโชคดีที่ทุกครั้งขณะเดินทางไปพบปะกับหัวหน้าสาขาและสนทนาพูดคุยกันนางให้เขารอคอยอยู่ด้านนอกมิเช่นนั้นคาดว่าความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของฝ่ายมารอธรรมเขาย่อมกระจ่างโดยมิต้องกางตำราศึกษาสามารถตีความได้หมดสิ้น
ขณะที่บรรยากาศยังมิหายตึงเครียด อัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงกล่าววาจาขึ้นว่า
“วันนี้ข้าพเจ้าอัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงสนุกสนานจนเกินพอแล้วดังนั้นข้าพเจ้าคงต้องขอตัวก่อนเจ้าหนุ่มน้ำใจของเจ้าที่ยื่นมือช่วยเหลือข้าไว้ในวันนี้ไว้วันหน้าข้าย่อมตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอนตอนนี้ข้ามีธุระเร่งด่วนต้องไปกระทำเจ้ามีชื่อแซ่ว่ากระไร บอกกล่าวออกมาต่อข้าให้รับทราบได้หรือไม่?”
จ่านจือรีบประสานมือต่ออัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงพร้อมกับกล่าวบอกออกไปว่า
“เรียนต่ออาวุโสข้าพเจ้าแซ่จ้าวชื่อจ่านจือข้าพเจ้ามิได้ต้องการให้อาวุโสตอบแทนข้าพเจ้าแต่ประการใดเหตุการณ์เมื่อครู่เพียงข้าพเจ้าไม่ชอบการกระทำต่ำช้าสกปรกของคนทั้งสองถึงได้ยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวในตอนแรกข้าพเจ้ายังเกรงว่าอาวุโสจะตำหนิเสียด้วยด้วยซ้ำที่ยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวเรื่องราวของท่านโดยพละการ”
หญิงอัปลักษณ์ชุดแดงนางนั้นเมื่อได้ยินกล่าวของจ่านจือส่งเสียงหัวร่ออย่างสบอารมณ์แล้วสะกิดเท้าพุ่งกายเฉียดผ่านร่างของเขาไปในจังหวะที่ร่างเฉียดผ่านนางตบฝ่ามือเข้าใส่ตำแหน่งหน้าอกของเขามีเพียงฝ่ามือเปล่ามิมีพลังวัตรแต่อย่างใดเมื่อร่างลับขอบเส้นของหลังคาตึกไป นางจึงส่งเสียงกลับมาว่า
“เรื่องที่เจ้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องราวของข้าเซียวเหยาเซิงข้าสั่งสอนเจ้าไปแล้วหนึ่งฝ่ามือถือว่าแล้วกันไปเถิดขอให้เจ้านำหนึ่งฝ่ามือนี้ของข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นตามปณิธานของเจ้าต่อไปเถิดแล้วโอกาสหน้าค่อยพบเจอกัน”
แล้วอัปลักษณ์ด้ายแดงเซียวเหยาเซิงจากไปกับขอบกระเบื้องหลังคาตึกโดยไร้ร่องรอยผู้คนที่ชุมนุมชมดูเหตุการณ์เมื่อครู่เริ่มทยอยจากไปจนกระทั่งเหลือเพียงจ่านจือกับเหยาเยี่ยนผิงกับอีกฟากหนึ่งต๊กม้อเต็กกับเสิ่นซื่อสูอวี้และเล่อต้าเต๋ออีกสามคน
เยี่ยนผิงเห็นเช่นนั้นรีบฉุดดึงแขนของจ่านจือพร้อมกับกระชากลากพาเขามาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วโดยมิได้ใส่ใจต่อสามคนนั่นแต่ประการใดแต่จ่านจือจดจำได้ว่าคนทั้งสามเป็นคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าก่อนหน้านั้นสามคนนี้เคยติดตามกลุ้มรุมทำร้ายเจ้าหุบเขามู่ชิวป้าและจะทำร้ายพี่สาวทั้งสองของเขาซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นแถวศาลเจ้าที่เขาพบพานกับพี่สาวทั้งสองนั่นเอง
เมื่อจากมาได้ไกลโขเยี่ยนผิงใช้สองมือผลักร่างของจ่านจือโดยแรงพร้อมกับต่อว่าส่งเสียงกล่าวด่าเขาเสียยกใหญ่สิ่งที่นางกล่าวว่าที่ผ่านมาหาว่าเขาเล่นละครตบตานางนางกล่าวว่านางโง่เขลาเองที่คิดว่าเขาเป็นเพียงขอทานซอมซ่อหากทราบว่าแท้จริงแล้วเขามีพลังฝีมือติดตัวนางคงลงมือฆ่าเสียตั้งแต่ตอนนั้น
จ่านจือจึงเล่าความจริงให้เยี่ยนผิงฟังถึงที่มาของเรื่องนี้แต่ปิดบังเอาไว้ว่าผู้ใดเป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้เขากล่าวว่านางเข้าใจมิผิดครั้งแรกที่พบเจอกันเขายังไม่เป็นวรยุทธ์สักกระบวนท่าเดียวหากในตอนนั้นนางลงมือฆ่าเขาง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
จ่านจือพยายามอธิบายต่อเยี่ยนผิงว่าเรื่องราวทั้งหมดเขามิได้ตั้งใจหลอกนางเพียงแต่เหตุการณ์บังคับให้ต้องกระทำหากนางจะโกรธแค้นเขามิใช่เรื่องผิดแต่ประการใดแต่หากนางยังไม่หายโกรธแค้นต้องการเอาชีวิตเขาจะยินยอมมอบให้แก่นาง จึงส่งเสียงกล่าวด้วยความจริงใจว่า
“ชีวิตของข้าพเจ้าจ่านจือเป็นท่านช่วยเหลือเอาไว้หากว่าตอนนี้ท่านโกรธแค้นคิดว่าข้าพเจ้ามิจริงใจคิดหลอกลวงท่านมาแต่ต้นหากจะทำให้ท่านหายโกรธด้วยการแลกด้วยชีวิตของข้าพเจ้าจงเอาไปเถิดข้าพเจ้าจ่านจือจะไม่ปัดป้องหรือขัดขืนแม้แต่น้อย ข้าพเจ้ากลับยินดีที่ได้ตายด้วยน้ำมือท่านหากทว่าเป็นผู้อื่นข้าพเจ้าหายินยอมไม่ แต่ก่อนจะลงมือขอข้าพเจ้าได้มองตาของท่านอีกสักครั้งถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำจะได้หรือไม่?”
หยกเหินลม/ชลชโลทร