บทที่ 3
เริ่มต้นชีวิตของสะใภ้สกุลโต้ว
ท้ายที่สุดโต้วตงิและเจินซูเมิ่งก็อยู่ในชุดวิวาห์สีแดงสด ห้อมล้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวทั้งฮูหยินผู้เฒ่า‘โต้วจูไห่’ ผู้เป็ย่า พร้อมด้วยบิดามารดาของเ้าบ่าว รวมถึง ‘โต้วเชี่ยเฟิง’ น้องชายคนรองวัยสิบแปดปีและ ‘โต้วชุนฮวา’ น้องสาวคนเล็กวัยสิบสี่ปีซึ่งไม่มีใครยิ้มแย้มด้วยความยินดีเลยสักคน สวนทางกับฝั่งภรรยาซึ่งมีบิดามารดาของเ้าสาวรวมถึงเพื่อนรักที่มาร่วมเป็พยานทวงคืนความยุติธรรมทั้งสองคนด้วย ใบหน้าของพวกเขายิ้มแย้มแจ่มใสเต็มไปด้วยความยินดีแม้เ้าสาวจะอยู่ในอาการประหม่าก็ตาม
ชายหนุ่มนึกไม่ถึงว่าสิ่งที่ตอบรับไปด้วยความหงุดหงิดจะส่งผลเสียต่ออนาคตของตัวเองถึงเพียงนี้
“พวกท่านว่ายังไงข้าก็ว่าตามกัน”
จู่ๆ ก็มีภรรยาขึ้นมาเสียได้ แถมเป็แค่ตระกูลค้าขายไม่ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่จะมาค้ำชูส่งเสริมวงศ์ตระกูลได้แต่กลับถูกเชิดชูให้ได้เป็ถึงภริยาเอก
จะมาคัดค้านเอาตอนนี้ก็ดูจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว
ตามธรรมเนียมก่อนส่งตัวเข้าหอครอบครัวฝ่ายหญิงจะจัดเตรียมอาหารมงคลจำนวนสิบชนิดไว้ให้เพื่อเป็การอวยพร
“กินนี่นะเมิ่งเอ๋อร์” เจินเจียวหรงใช้ตะเกียบคีบเห็ดหอมวางไว้ในถ้วยบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวน “เห็ดหอมนี่หมายความว่าให้ชีวิตคู่ของเ้าหอมหวาน...”
.
.
.
‘พราวฝัน’ ใช้ตะเกียบคีบเห็ดหอมจากในถ้วยที่แฟนหนุ่มตักให้เข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย
“อร่อยมั้ย”
“อื้อ” หญิงสาวพยักหน้าตอบแหย ๆเพราะรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์แวดล้อมตรงหน้า
แม้ ‘แทนคุณ’ จะสังเกตอาการของแฟนสาวได้แต่ก็ทำเพียงคลี่ยิ้มเจื่อน ๆ ตอบกลับไป เขาจะทำอะไรได้เพราะต้นเหตุของอาการไม่ปกติที่ทั้งสองต้องเผชิญอยู่ดันเป็แม่ของเขานั่นเอง
“ทำไมล่ะ ปกติกินยากกินเย็นนักรึไง” หญิงสูงวัยแทรกถามเมื่อเห็นว่าแฟนของลูกชายดูจะไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไรนัก “ทำหน้าตาเหมือนไม่ถูกปาก”
“เอ่อ...”
“ก็คงจะไม่ค่อยได้มากินบ่อยล่ะมั้งอาหารเหลาราคาแพงๆ พวกนี้”
“แม่...!” คนเป็ลูกชายพยายามร้องปรามเมื่อดูว่าถ้อยคำของมารดาเริ่มจะไปกันใหญ่
“งานมันไม่แน่ไม่นอนรายได้ก็เลยไม่มั่นคงใช่มั้ยล่ะ หาได้มื้อนี้ก็ต้องเผื่อไปอีกห้าหกมื้อเพราะไม่รู้ว่าจะหาได้หรือมีคนจ้างอีกเมื่อไหร่”
“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับทันควันพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ “งานไม่แน่นอนอันนี้ถูกค่ะ แต่หาได้งานเดียวก็พอกินไปเป็สิบมื้อเลยล่ะค่ะคุณแม่”
‘นิศมา’ กระตุกยิ้มมุมปากน้อย ๆ เมื่อได้ฟังว่าที่ลูกสะใภ้โต้กลับ
ส่วนพราวฝันเองก็อดทนมานานแล้ว ที่จริงต้องเรียกว่ากล้ำกลืนมาโดยตลอด ั้แ่คบกับแทนคุณสิ่งที่ดูจะเป็อุปสรรคก็คือแม่ของเขานี่ล่ะ ไม่รู้จะจงเกลียดจงชังอะไรเธอนักหนา พอรู้ว่าเธอเป็นักแสดงอิสระก็เบ้ปากคว่ำหน้าไม่อยากจะเสวนาด้วยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เจอหน้ากันทีไรก็เอาแต่ถากถางเื่หน้าที่การงานไม่มีหยุดหย่อน
นั่นก็เพราะเธอ‘เต้นกินรำกิน’ จะมีเงินไปพอใช้อะไร สามารถสร้างฐานะสร้างตัวตนได้เมื่อไรก็ไม่รู้ กลัวก็แต่จะมาเกาะลูกชายสุดที่รักของตัวเองจนหมดตัวสูบจนเืแห้งสิไม่ว่า นิศมาคิดเช่นนี้มาโดยตลอด หน้าตารึก็สะสวยดี แต่สวยอย่างเดียวมันอิ่มท้องเสียที่ไหน ยุคที่หากินยากจนแร้นแค้นอย่างตอนนี้ความมั่นคงต้องมาก่อน
“แทนคุณอาจจะไม่เคยปริปากบอกคุณแม่ ว่าก่อนหน้านี้ที่เราไปกินโอมากาเสะกับเชฟชื่อดังแถวทองหล่อหมดไปแปดหมื่นกว่าบาทก็เป็พราวที่เลี้ยงทุกคนเองนะคะ” ว่าที่ลูกสะใภ้ประกาศบอกด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“...!”
“อย่าหาว่าทวงบุญคุณหรือพูดให้อึดอัดใจเลยนะคะคุณแม่ แค่อยากให้คุณแม่ได้เห็นมุมมองอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรับรู้บ้าง”
นิศมาหันมองลูกชายพร้อมอ้าปากค้าง หมายจะได้รับการอธิบายข้อมูลแปลกประหลาดที่เพิ่งได้รับจากปากของลูกชายด้วย
แต่คนกลางอย่างแทนคุณก็ทำได้เพียงนั่งทำหน้ากระอักกระอ่วนไม่สามารถปริปากพูดอะไรเป็เื่เป็ราวได้อย่างที่พราวฝันว่า เพราะไม่ว่าจะพยายามอย่างไรว่าที่ภรรยากับแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองก็ไม่มีทางจะผูกสัมพันธ์กันได้เลย อุตส่าห์ชวนมากินข้าวร่วมกันในเทศกาลไหว้พระจันทร์เพื่อกระชับมิตรแล้วแท้ๆ
แล้วก็เป็อย่างนี้ทุกครั้ง ในสายตาของพราวฝันนั้นแทนคุณก็ยังเป็เพียงลูกแหง่ที่ยังร้องกินนมแม่อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถช่วยจัดการให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ของเขาดีขึ้นได้เลย เธออยากจะเลิกกับเขาอยู่หลายครั้ง... แต่ติดที่หมอนี่มันดันหน้าตาหล่อโคตร ๆ ตรงสเปกไปเสียทุกอณูแถมเื่บนเตียงยังเผ็ดร้อนเด็ดสะระตี่ทำให้ตัดใจหันหลังหนีไปไม่ได้เสียที
.
.
.
เจินซูเมิ่งนั่งนิ่งบนเตียงภายใต้ผ้าคลุมหน้าและชุดแต่งงานสีแดงอยู่ในห้องหอมานานเกือบชั่วยามแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าเ้าบ่าวของนางจะปรากฏตัวขึ้นเลยในคืนอันแสนสำคัญ
นางไม่ทราบหรอกว่าหลังจากนี้จะต้องทำอะไรกันต่อ รู้เพียงว่าพ้นค่ำคืนนี้ไปนางก็จะกลายเป็ฮูหยินน้อยในจวนสกุลโต้วผู้สูงศักดิ์ สตรีอย่างนางแค่เติบโตและใช้ชีวิตไปวัน ๆเท่านั้นไม่ประสาหรือเดียงสากับโลกเลยสักนิด
จนกระทั่งผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ สะดุ้งตัวสุดแรงอีกทีก็ตอนที่มีเสียงเปิดประตูดังปังพร้อมเสียงโหวกเหวกของใครบางคน
“ถึงเวลาที่ฮูหยินจะต้องไปเก็บน้ำค้างมากรองให้ฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้าและฮูหยินใหญ่แล้วเ้าค่ะ” น้ำเสียงจีบปากจีบคอฟังดูน่าหมันไส้ของอันหยินประกาศบอกภารกิจแรกในการเป็สะใภ้ของจวนใหญ่แห่งนี้ “เพราะน้ำค้างบริสุทธิ์มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษ แก้ปวดเมื่อย และฮูหยินใหญ่ยังเลือกใช้มันเพื่อชะลอวัยให้ใบหน้ายังคงงดงามอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ดังนั้นฮูหยินน้อยจะต้องตื่นั้แ่ยามอิ๋น[1]เพื่อมารอหยดน้ำค้างไหลลงมาจากใบไผ่สำหรับนำมาปรนนิบัติผู้าุโในจวนให้ได้อุปโภคและบริโภคกันทุกเช้า”
“ต้องใช้ปริมาณมากเท่าใดกัน”
ผู้จัดการบ้านไม่ตอบแต่ยืนถังไม้ขนาดใหญ่ไปตรงหน้าแทน “รอจนกว่าจะเต็มถังนี้เ้าค่ะ” บอกพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ถังใหญ่มาก คงเกือบสามชั่วยามกว่าจะเต็ม”
“บ่าวมิทราบ จะใช้เวลานานเท่าใดก็สุดแล้วแต่ความสามารถของฮูหยินน้อยแล้ว”
“เหตุใดหน้าที่นี้จึงต้องเป็ข้าทำ”
“ก็เพื่อแสดงความกตัญญูอย่างไรเล่าเ้าคะ”
“...!”
“หรือฮูหยินน้อยประสงค์จะละเลยคุณธรรมข้อสำคัญ ไม่อยากดูแลท่านย่า บิดาและมารดาของสามีงั้นรึเ้าคะ”
“เอ่อ เื่นั้น... ข้าก็ยังไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย”
“ดีมากเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นก็เปลี่ยนชุดสีแดงนั่นออกแล้วรับภารกิจสำคัญแห่งสะใภ้ใหญ่จวนสกุลโต้วได้แล้วเ้าค่ะ”
เพราะนางสรรหาจะยกมาอ้างทำให้ซูเมิ่งกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ยอมเอื้อมมือไปรับถังไม้ใบใหญ่นั้นมาแต่โดยดี
เ้าสาวหมาดๆ ในชุดพร้อมทำงานเดินตามบ่าวรับใช้สองคนไปยังสวนด้านข้างเรือนใหญ่แล้วทอดมองหยดน้ำที่ลู่ลงมาจากใบไผ่กอใหญ่ที่ตัดแต่งลดหลั่นวางลำดับอย่างงดงามแม้รอบด้านจะยังคงมืดมิดก็ตาม
มีหยดหนึ่งกำลังจะไหลตกลงพื้นหญ้าแล้วซูเมิ่งรีบยื่นถังไปรองรับเอาไว้ได้ทัน
“แต่ละหยดของเ้าช่างมีค่ามากนัก ข้าจะไม่ยอมสูญเสียพวกเ้าไปอย่างเปล่าประโยชน์เด็ดขาด” นางพึมพำกับตัวเองหลังสาวรับใช้ที่หน้างุ้มงอไม่ยอมพูดยอมจาทั้งสองคนเดินจากไปโดยทิ้งให้นางอยู่ตามลำพัง
หญิงสาวนั่งเอาคางเกยเข่าตัวเองแล้วมองหยดน้ำใสไหลลงภาชนะทีละแหมะ... สองแหมะ... แล้วก็ให้หวนนึกถึงตัวเองว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดกันกว่าสายตาของผู้คนในจวนนี้จะมองตัวนางเปลี่ยนไปบ้าง...
ดูท่าแล้ว... การได้มาเป็สะใภ้จวนนี้ไม่ใช่เื่ที่จะจบอย่างงดงามดุจในเทพนิยายเสียแล้วสิ เพราะชีวิตต่อจากนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง...
[1] ยามอิ๋น คือเวลาั้แ่ 03.00 น. – 05.00 น.