4
หัวใจว้าวุ่น
คนถูกกวนตลอดทั้งคืนลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างลำบากยากเย็นมือน้อยควานหาสามีด้านข้างก็เจอแต่ความว่างเปล่าวธุกาปรับสายตาให้เข้ากับแสงแดดตอนเช้าก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งมองดูพื้นที่ว่างเปล่าด้านข้างและยกมือของตัวเองขึ้นมาดูความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าได้กอดใครบางคนมาตลอดทั้งคืนรีบสลัดความคิดนี้ออกจากหัวลุกขึ้นจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำไป
ชีวิตมันจะอยู่แค่นี้จริงๆ หรือวธุกาเริ่มตั้งข้อสงสัยให้กับการใช้ชีวิตคู่ของเธอกับเขาเสียงถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่ายามมองดูผู้หญิงที่ยืนอยู่ในกระจกแผ่นใหญ่ตรงหน้าหญิงสาวผู้มีใบหน้ารูปไข่ริมฝีปากสวยอวบอิ่มกับดวงตาที่หวานซึ้งรับกับคิ้วโค้งพอเหมาะทุกอย่างลงตัวสวยตามฉบับสาวไทย วธุกามีความสูง 165 เิเ น้ำหนัก 48 กิโลกรัมรูปร่างอวบอัดได้สัดส่วนเพราะการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันทำให้รูปร่างยังคงสวยงามอยู่แม้จะมีอายุสามสิบห้าปีเข้าไปแล้วความจริงแล้วเธอไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เลย เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้พบผู้ชายคนไหนที่ถูกใจมาก่อนหน้านี้แต่บทจะพลาดก็ง่ายดายเหลือเกินหญิงสาวมองโทรศัพท์มือถือแล้วรีบกดสายออกไปหายายนวลน้อย
“ว่าไงยัยวาทแต่งงานไม่กี่วันก็คิดถึงยายแล้วเหรอ”ยายนวลน้อยทักหลานสาวอย่างอารมณ์ดี พลอยทำให้วธุกายิ้มออกได้
“พูดแบบนี้คุณยายไม่คิดถึงวาทใช่ไหมคะ”
“คิดถึงสิ ว่างๆ ก็มาหายายได้นะ”
“ไปวันนี้เลยได้ไหมคะ”
“หืม มีอะไรหรือเปล่าวาทไปอยู่กับคุณวิเนตย์ได้ไม่กี่วันก็จะกลับมาหายายแล้วเหรอเดี๋ยวทางโน้นเขาก็จะเข้าใจผิดเอาหรอก” ผู้เป็ยายเอ่ยถึงความไม่เหมาะสมเพราะหลานสาวแต่งงานไปได้แค่สองวันเท่านั้นเองก็คิดจะกลับมาหาตนเสียแล้ว
“เขาไม่เข้าใจผิดหรอกค่ะคุณยายไม่ต้องเป็ห่วงว่าแต่มีเื่หนึ่งที่วาทอยากถามคุณยาย”
“เื่อะไรพูดมาตอนนี้เลยก็ได้ไม่ต้องถึงกับมาหายายก็ได้เกรงใจสามีวาท”
“คือว่า...วาทวาทอยากกลับไปทำงานที่รีสอร์ตของเราอีก คุณยายจ้างวาทเหมือนเมื่อก่อนได้ไหมคะ”วธุกาคิดอยู่นานกว่าจะกล้าเอ่ยเื่นี้กับยายนวลน้อยซึ่งผลของการพูดก็คือความเงียบคล้ายอึดอัดใจของคนที่อยู่ปลายสาย
“คงจะไม่ได้หรอกวาทเพราะว่าหน้าที่ดูแลลูกค้าของรีสอร์ตเรา ยัยตีมอบหมายให้ยัยอรดูแลแทนวาทแล้ว เอาเงินเดือนส่วนนี้จ่ายยัยอรเพื่อที่จะได้มีคนสืบทอดกิจการในวันข้างหน้า”วธุกาได้ยินแล้วก็หันไปด้านข้างแล้วเป่าลมออกปากเสียยาวเหยียดด้วยไม่อยากให้ยายนวลน้อยต้องได้ยิน
“วาท มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณยาย นั่งๆ กินๆนอนๆ แล้วเหมือนคนไม่มีค่ายังไงไม่รู้ ก็คนมันเคยทำงานมาตลอดนี่คะ”
“ก็ช่วยงานสามีไปสิรีสอร์ตเขาออกจะใหญ่โต ทำแบบนั้นมันถึงจะถูกถ้ากลับมาช่วยงานยายนี่มันทำไม่ถูกนะยัยวาท คนจะครหาคุณวิเนตย์เขาได้คิดอะไรไม่เข้าท่า” เสียงตำหนิแกมหวังดีของผู้เป็ยายทำให้หลานสาวถึงกับอมยิ้มนิดๆ
“ค่า วาทมันคิดไม่เข้าท่า เฮ้องั้นวาทไม่ไปหาคุณยายแล้วก็ได้เอาไว้สักอาทิตย์หนึ่งก่อนดีกว่าวาทคิดถึงคุณยายนะคะ” มีหยอดเสียงหวานตอนท้ายด้วย
“ยายก็คิดถึงวาทเหมือนกันมีครอบครัวแล้วก็หมั่นดูแลเอาใจใส่สามีนะวาท ท่องคำว่า อภัยให้มากกว่าคำว่า โกรธหรือโมโห นะลูก ไม่มีชีวิตคู่ไหนที่เขาสมบูรณ์แบบกันหรอกมันก็ต้องมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ยายเชื่อว่าวาทจะรับมือเื่พวกนี้ได้คนดีย่อมได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนเสมอนะวาท”
“วาทจะพยายามค่ะคุณยาย”แม้จะไม่รู้ว่าตนเองทำได้อย่างที่รับปากหรือเปล่าแต่วธุกาก็อบอุ่นในหัวใจทุกครั้งยามที่ได้ยินคำสั่งสอนจากปากของผู้เป็ยายฝ่ามือเหี่ยวย่นที่คอยวางทาบบนดวงหน้าช่างอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอ้อมกอดของยายนวลน้อยคือที่สุดของชีวิตที่เธอไม่เคยได้รับจากคนที่ได้ชื่อว่า แม่
วางสายจากผู้เป็ยายแล้ววธุกาก็เลือกสวมใส่ชุดกางเกงยีนขายาวกับเสื้อยืดสีขาวมัดผมยาวเป็หางม้าบุคลิกทะมัดทะแมงเหมือนตอนทำงานที่รีสอร์ตยายนวลน้อยวันนี้เป็วันธรรมดาลูกค้าในรีสอร์ตไม่ได้เยอะเหมือนวันหยุดสุดสัปดาห์วธุกาเดินไปยังห้องอาหารของลูกค้าเพียงได้เห็นสามีถือจานตักอาหารหญิงสาวก็หลบฉากไปมุมด้านข้างในทันทีหัวใจเริ่มเต้นตึกตักๆ เพราะภาพอันวาบหวิวเมื่อคืนกำลังหวนมาให้รู้สึกอับอาย ‘เย็นไว้วาทๆ’
“เอ้าคุณวาทวันนี้ลงมาทานอาหารเช้าพร้อมคุณวิเนตย์เลยนะคะ”เสียงทักของพนักงานหญิงทำให้สามีของเธอรู้ตัวแล้วหันกลับมามองวิเนตย์ยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนจะถือจานข้าวเดินไปวางลงบนโต๊ะริมหน้าผาที่ประจำของเธอ(คิดเองว่าประจำก็มาทีไรว่างทุกที)
“จ้าแล้วทำไมคุณวิเนตย์ของเธอถึงได้มาทานอาหารช้าล่ะ นี่มันจะแปดโมงแล้วนะ”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะเห็นแวะมาหลายรอบแล้ว แต่เพิ่งตัดสินใจตักอาหารก็เมื่อกี้นี้เอง นี่จานค่ะคุณวาท”พนักงานหญิงพูดพร้อมกับหยิบจานใบใหญ่มาให้วธุกา
“ฉันกินข้าวต้มจ้ะ ขอบใจมาก”หญิงสาวยิ้มให้แล้วหยิบจานใบใหญ่จากมือของอีกคนนำกลับไปวางไว้ที่เดิมแล้วเปลี่ยนไปหยิบถ้วยมาตักข้าวต้มแทน
วธุกาถือถ้วยข้าวต้มอยู่นานก่อนจะเดินไปนั่งอยู่ฝั่งด้านข้างกับสามีเหลือบตามองจานข้าวของเขากลับพบว่ามันไม่ได้พร่องลงไปเลยสักนิดเดียว
“ผมรอกินข้าวกับคุณอยู่”เขาพูดเหมือนรู้ความคิดของภรรยา วธุกายิ้มไม่ออกเพราะบอกความรู้สึกของตัวเองไม่ได้หน้าของสามีไม่ได้มีความยินดีหรืออยากรอคอยที่จะได้นั่งรอภรรยาเลยสักนิด
“ไม่ต้องรอก็ได้นี่คะฉันกินข้าวคนเดียวก็ได้”
“ใครว่าผมตั้งใจรอแค่เห็นคุณก็เลยจำต้องรอเท่านั้นเอง กินข้าวเถอะคุณวาทเดี๋ยวผมจะต้องไปทำงานต่อแล้ว” เขาพูดแล้วใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกเข้าปากวธุกามองดูอาหารของสามีก็พบว่าเขารับประทานหลากหลายอย่างมาก มีทั้งอาหารนานาชาติข้าวต้ม ผลไม้ และเครื่องดื่มเกือบทุกชนิดที่อยู่ในห้องอาหาร
“มีอะไร”
“คุณกินเยอะจัง”
“ไม่กินเยอะแล้วจะรู้รสชาติอาหารรีสอร์ตของตัวเองเหรอคุณเองก็เถอะควรจะตักมาให้เยอะชิมรสชาติเผื่อลูกค้าด้วยเวลาเจออะไรผิดปกติจะได้บอกกล่าวทางห้องครัวได้ทัน”
“ฉันไม่ใช่หนูทดลองอาหารนะคุณก็ให้แม่ครัวของคุณชิมไปสิคนออกเยอะแยะ”
“ชิมยังไงมันก็มีพลาดกันได้ตลอดผมเลยต้องเผื่อเอาไว้ไง”
“เอาตัวเองเป็หนูทดลองนี่นะ”
“ผมพอใจทำใครจะทำไม”
“ใครจะไปทำอะไรเ้าของรีสอร์ตล่ะคะไม่กล้าหรอก” วธุกายุติบทสนทนาด้วยการตักข้าวต้มเข้าปากตาก็มองดูการรับประทานอาหารของสามีไปพลาง มีบ่อยครั้งที่เขามองกลับมาแล้วเธอหลบตาไม่ทัน
“อุ๊บ!” ข้าวต้มแทบจะไหลพรวดลงคอแบบไม่ได้กลืน รีบยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มในทันที
“เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอกคุณวาทดูซิ เลอะปากไปหมดแล้วนั่น” ความใจดีของสามีก็เผยออกมาในตอนที่เขาหยิบกระดาษทิชชูออกมาจากกล่อง แล้วเช็ดขอบปากให้อย่างลวกๆ นุ่มนวลเหรอฝันไปเถอะ
“พอแล้วๆกะจะต่อยปากกันหรือไงเช็ดแบบนี้” หญิงสาวรีบดึงมือสามีออกแล้วมองค้อนเขาเล็กน้อย
“หวังดีแท้ๆ”
‘เก็บไว้ใช้กับตัวเองเถอะคนบ้า’
“คุณวิเนตย์ฉันมีเื่จะขอคุณ”วธุกาเขี่ยข้าวต้มในถ้วยไปมาระหว่างบอกเขา
“เื่อะไร”วิเนตย์ถามกลับทั้งที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ในปากออกจะไร้มารยาทสำหรับวธุกาแต่หญิงสาวกลับไม่ถือสาเขาแต่อย่างใด
“ฉันอยากทำงานอยากมีเงินเดือนเหมือนตอนที่อยู่บ้านคุณยายฉันเคยทำงานมาตลอดชีวิตอยู่ๆ จะให้มานั่งๆ นอนๆเป็เมียของคุณอย่างเดียวคิดว่าคงทำได้ไม่นาน”
“ไม่ได้ผมคงไม่จ้างเมียตัวเองทำงานหรอก” เขาตอบแบบที่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมามองคนพูดด้วยซ้ำ
“ทำที่อื่น”
“คุณว่าอะไรนะ”หนนี้ช้อนส้อมในมือถูกรวบแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนเป็ภรรยาตรงๆสายตาของวิเนตย์นั้นจ้องมองเหมือนไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
“ฉันไปทำที่อื่นได้ไหม”วธุกาถามย้ำทั้งที่เห็นชัดว่าคำตอบของเขาคืออะไร
“คุณกำลัง้าอะไรคุณวาท”เสียงของสามีเธอฟังแล้วเครียด สายตาก็เหมือนจะเจาะทะลุทะลวงเข้าไปในหัวใจหญิงสาวไม่ชอบถูกเขามองด้วยความระแวดระวังเช่นนี้เลย
“ฉันแค่ไม่อยากอยู่เฉยๆให้ฉันไปทำงานที่อื่นนะคะ” ไม่ถูกต้องเลยสักนิดที่เอ่ยคำนี้ออกมาแต่สถานการณ์ของชีวิตคู่มันไม่ปกติจนเธอต้องตัดใจเอ่ยเื่นี้
“คุณ้าเงินเดือนใช่ไหมในฐานะที่เป็เมียของผม”
“เปล๊า! ฉันแค่อยากทำงาน ส่วนเงินเดือนมันก็ใช่แล้วเมื่อคุณไม่้าให้ฉันทำงานของคุณฉันก็ต้องออกไปทำงานที่อื่นมันผิดตรงไหนคุณวิเนตย์” วธุกาแย้งเขาเสียงดัง
“ผมอยากรู้คุณวาทใครเขาจะรับคนอายุสามสิบห้าเข้าทำงานยิ่งแถวนี้ด้วยแล้วคุณจะเดินทางยังไง แต่ละอำเภอนี่ห่างกันเป็ร้อยกิโลคุณคิดบ้างไหม” เหตุผลของเขาทำเอาวธุกาอึ้งกิมกี่คิดตามที่เขาพูดก็เป็จริงตามนั้นทุกประการ
“ฉันก็แค่ถามเผื่อ”พูดแล้วก็ก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปากต่อ
‘มันต้องมีสักทางสิที่ชีวิตจะไม่ต้องถูกเขาจองจำอย่างนี้’
“แล้วถ้าเกิดว่าฉันหางานได้ล่ะคะ”วธุกาไม่ยอมแพ้ทำตาปริบๆ ถามสามีต่อ
“หาให้ได้ก่อนเถอะคุณวาทตอนนี้ก็ทำตัวเป็เมียของผมไปก่อนนะ อย่าเพิ่งฟุ้งซ่าน กินๆ เข้าไปข้าวน่ะพูดมากอยู่นั่นแหละ”
“คุณไม่เข้าใจฉันเลยคนเคยทำงานมาตลอด อยู่ๆ ก็มานั่งเฉยๆ มองคุณกับลูกน้องทำงานไปวันๆกว่าจะครบหนึ่งปีที่เราจะหย่ากันฉันก็แห้งเหี่ยวเฉาตายกันพอดี”ความน้อยอกน้อยใจทำให้วธุกาพึมพำออกมาระหว่างยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“กลางคืนออกจะตื่นเต้นเร้าใจรับประกันได้ว่าผมไม่ปล่อยให้คุณแห้งเหี่ยวเฉาตายหรอก”พูดแล้วขยิบตาใส่ภรรยาไปด้วย ริมฝีปากได้รูปของวธุกาขมุบขมิบไปมา
‘ไอ้!#%$#&*^()&$#@$#@%@#$’