ผมนั่งฟังพวกเขาประชุมเื่คดีการฆาตกรรม ทุกอย่างดูเหมือนจริง เสียงแฟ้มกระทบโต๊ะ กลิ่นอายของกาแฟที่วางตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ดูผิดเพี้ยน เหมือนโลกจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อฉากฉากหนึ่ง
2 ชั่วโมงผ่านไป
“ฆาตกรมันเริ่มฆ่าคนถี่ขึ้นมากกว่า 7 ปีที่ผ่านมา พวกเราต้องรีบหาหลักฐาน เพื่อตามจับมันให้เร็วที่สุด ถ้าใครดูน่าสงสัยให้รีบแจ้งผมทันที” สารวัตรเมฆาเอ่ยทิ้งท้ายหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น
“ครับ/ค่ะ”
จากนั้นแต่ละคนก็ทยอยกันเดินออกจากห้อง ผมมองตามแผ่นหลังพวกเขาอย่างเงียบ ๆ ในเมื่อผมกลายเป็ตัวละครในนิยาย แล้วตอนนี้ใครเป็คนเขียนล่ะ?
“นายอยู่ก่อน” อินทรทักท้วงขึ้น ขณะที่ผมกำลังลุกออกจากเก้าอี้
“...” ผมหันกลับไปมองเขา
อินทรเดินมาหยุดข้าง ๆ ผม ด้วยสายตานิ่งขรึม จนขนของผมลุกซู่ไปทั้งตัว เขานั่งลงที่เก้าอี้ ผมก็นั่งตามไปด้วย แววตาของเขาดูน่ากลัว มากกว่าตอนที่ผมเขียนซะอีก
“ฉันจะมอบหมายงานให้นายโดยตรง”
“คะ...ครับ?” มาถึงก็สั่งงานเลยเหรอ ฮัลโหลผู้หมวด! กระผมเพิ่งมาเป็ตำรวจฝึกหัด พื้นฐานของตำรวจไม่มีเลยด้วยซ้ำ
“แต่นายห้ามบอกใคร ไม่เว้นแม้แต่สารวัตรเมฆา เข้าใจไหม”
“อ้าว! ทำไมล่ะครับ?” ผมเลิกคิ้ว ทำไมถึงไม่บอกสารวัตรเมฆา เพราะเมื่อกี้สารวัตรยังบอกให้รายงานทุกอย่างอยู่เลย หรือเขายังสงสัยสารวัตรอยู่เหรอ
อินทรมองตาผมนิ่ง “เพราะฉันกำลังสงสัยใครบางคน และนายเพิ่งมาใหม่ นายยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก่อนหน้า ฉันอยากให้นายตามดูคนคนหนึ่งให้หน่อย”
“ใครครับ?”
อินทรเปิดแฟ้มเล่มนั้น เผยให้เห็นรูปถ่ายของชายวัยกลางคนในชุดข้าราชการปรากฏขึ้น พร้อมชื่อระบุด้านล่าง
นายตำรวจสิบตรีพิศาล
พิศาล อ้อ..เหลือคนสุดท้าย ที่ผมยังไม่ได้เห็นตัวเป็ ๆ
อินทรเอ่ย “เขาเคยเป็ทีมสืบสวนเรา แต่ตอนนี้เขาย้ายไปทำคดีอื่นแล้ว ฉันคิดว่า่หลัง ๆ มานี้ เขาทำตัวดูน่าสงสัย”
ผมขมวดคิ้ว “ผู้หมวดคิดว่าเขาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรต่อเนื่องเหรอครับ”
อินทรไม่ตอบตรง ๆ แต่จ้องลึกเข้าไปในตาผม
“นายจับตาดูเขาแบบเงียบ ๆ ก็พอ”
“คะ...ครับ”ผมพยักหน้าช้า ๆ
เราทั้งคู่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ผมก็ไม่รู้ว่าต้องเดินไปไหนต่อ กะจะรอให้อินทรเดินนำ แล้วผมจะเดินตาม
“ทำไม่นี้ภาพถึงไม่เคยค้างเลย..” อินทรพูดขึ้นมาลอย ๆ เหมือนกำลังคุยกับตัวเอง แต่ชัดเจนจนผมได้ยิน
ผมเงยหน้าไปมองเขา เขานั่งนิ่งไม่ได้สนใจผม ราวกับผมเป็เพียงอากาศที่อยู่ในห้องนั้น
“ผู้หมวดว่าอะไรนะครับ” ผมถามลองเชิง
อินทรหันมามองผม “เปล่าไม่มีอะไร”
เขาลุกออกจากเก้าอี้กำลังจะเดินออกจากห้อง ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ผู้หมวดรู้ตัวั้แ่เมื่อไหร่ ว่ากำลังถูกควบคุมอยู่” ผมสงสัยมานานแล้ว อยากจะรู้คำตอบเหมือนกัน
อินทรหันกลับมามองผม เขาเลิกคิ้ว “พูดเื่อะไรของนาย”
ผมไม่ตอบทันที ผมแค่มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เหมือนมีความคิดซ้อนทับอยู่หลายชั้น ก่อนจะพูดออกไปอย่างตรงไปตรงมา
“ผู้หมวดเคยคุยกับคนเขียนนิยายที่ชื่อ นที ใช่ไหมครับ” เพราะถ้าเทียบในนิยาย อินทรก็ถือว่าเป็พี่ของผม
“...” เขาชะงัก
ผมพูดต่อ “ผมคือคนนั้นที่ผู้หมวดคุยด้วย และผมบอกว่าผมสามารถควบคุมได้ทุกคน เพื่อหาเงินใช้หนี้”
“พูดเื่บ้าอะไรของนาย” เขาสวนกลับมาทันที แต่แววตาดูสับสนอยู่
ผมถอนหายใจ
“ผู้หมวดจำได้ไหม ว่าคดีที่ 11 มันเป็ยังไง เจอศพที่ไหน”
“...” เขาพยายามนึก แต่ก็ยังดูไม่เชื่อในสิ่งที่ผมกำลังพูด
ผมพูดต่อ “่เด็ก ๆ ชีวิตของผู้หมวดเคยเจออะไร แล้วก็่มัธยมเคยทำอะไรบ้าง? ผู้หมวดมีความทรงจำเ่าั้หรือเปล่า”
“...” เขาหลุบตามองพื้น เสียงเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“นายคือคนเขียนอย่างงั้นเหรอ”
“ครับ ผมคือนักเขียนนิยายที่ชื่อนที” ผมตอบเขาไปตรง ๆ
อินทรเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม
“ไหนนายบอกว่าเราอยู่กันคนละโลก แล้วทำไมตอนนี้ นายถึงมาอยู่ตรงนี้ได้” อินทรเริ่มเคร้น
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ ๆ ก็มาโผล่ที่นี่ แล้วดันได้เป็ตำรวจอีก” ผมตอบตามความจริง
อินทรคิดสักพัก แล้วเอ่ยต่อ “งั้นนายก็ต้องรู้ใช่ไหม...ว่าใครเป็ฆาตกร?”
กึก!
เออว่ะ!! ผมเป็คนแต่งนิยายเื่นี้ ทำไมผมจะไม่รู้ ฆาตกรก็คือ...เอ๊ะ!! ทำไมความทรงจำเกี่ยวกับฆาตกรถึงหายไปล่ะ ไม่มีภาพจำ ไม่มีเนื้อเื่ชีวิต รู้แค่ว่ามันฆ่าใครไปแล้วบ้าง แล้วปมที่ฆ่ามันคืออะไร ทำไมผมจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ ทุกอย่างมันว่างเปล่าไปหมดเลย
ผมเม้มปากแน่น “ผะ...ผมจำไม่ได้ ผมจำได้แค่ว่ามีตัวละครอะไรบ้าง”
อินทรจ้องผมนิ่ง ราวกับไม่เชื่อ “นายเป็คนเขียน ทำไมจะจำไม่ได้!!”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ คือ ั้แ่ผมมาอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย”
“...” อินทรเงียบ
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเื่จะจบยังไง หรือแม้แต่จะเกิดอะไรต่อไปในบทหน้า
ผมหันไปมองอินทรอีกครั้ง เขายืนกำมือแน่น
ผมพูดเบา ๆ “ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ใครกำลังเขียนนิยายเื่นี้อยู่ เพราะผมจำได้ว่าตอนนี้ปวดหัวมาก แล้วออกมาซื้อยา จู่ ๆ ก็มาโผล่ที่นี่”
“นายกำลังจะบอกว่า มีคนอื่นกำลังควบคุมพวกเราอีกทีน่ะเหรอ”
“ผมก็ไม่แน่ใจ” เพราะผมไม่รู้จริง ๆ ว่าใครมาเขียนนิยายผม แต่แอพหน้านักเขียน มีแค่ผมเท่านั้นที่เข้าได้ ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะโลกนี้มันเข้านิยายแบบนั้นไม่ได้
“บ้าชะมัดเลย!” อินทรเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องประชุมทันที
“...” ผมหลับตาลงอย่างแ่เบา จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาว รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวในแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนตอนเป็นักเขียน เพราะตอนนั้นผมอยู่เหนือทุกอย่าง แต่ตอนนี้ผมเป็แค่ตัวละครหนึ่ง ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉากถัดไปจะพาผมไปเจอกับอะไรหรือใครกำลังจะตาย
ผมใช้เวลาหลายวันติดตาม ตำรวจสิบตรีพิศาล ตามคำสั่งลับของอินทร พิศาลดูปกติ เขาใช้ชีวิตอย่างที่เ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งควรจะเป็ เขาไม่ได้หลบซ่อนอะไรเลย จนผมเริ่มสงสัยว่า หรือเขาไม่ใช่ฆาตกร
อินทรรับรายงานจากผมอย่างนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดว่า “ไม่ต้องตามพิศาลแล้ว”
ผมพยักหน้าเบา ๆ รู้สึกโล่งใจ แต่อีกด้านก็รู้สึกผิดหวัง เพราะลึก ๆ แล้ว ผมหวังว่าโลกนี้จะให้คำตอบกับผม อย่างน้อยใบ้ว่าใครคือฆาตกรก็ยังดี
1 สัปดาห์ต่อมา
เวลา 22:37 น.
รถเก๋งสีเทาคันหนึ่งแล่นช้า ๆ ไปตามถนน แสงจากไฟหน้าสาดไปข้างทาง เผยให้เห็นเพียงเงาของต้นไม้ที่โยกไหวในลมกลางคืน
สิบตรีพิศาล นั่งหลังพวงมาลัย มือทั้งสองจับแน่น ดวงตาจดจ่อบนทางเบื้องหน้า กระจกหน้ารถมีฝ้าบาง ๆ เกาะ
บนเบาะข้างคนขับ มีซองเอกสารสีน้ำตาล มุมซองเปียกนิดหน่อยเหมือนโดนฝน ข้างในนั้นมีอะไรบางอย่าง พิศาลเพิ่งได้มันจากแหล่งข่าวนิรนามเมื่อครู่ เขายังไม่ได้เปิดดู เดี๋ยวกลับถึงห้องค่อยเปิดดูทีเดียว
ขณะขับไป จู่ ๆ ก็เจอรถเก๋งคันสีดำสนิท จอดขวางเลนไว้พอดี ไม่ได้สตาร์ทเครื่อง ราวกับมันจอดรอเขาอยู่
พิศาลชะลอรถแล้วจอด ไฟหน้าส่องไปกระทบด้านข้างของตัวรถอีกคัน เขาเหลือบมองกระจกหลัง ถนนว่างเปล่า ไม่มีรถใครแล่นผ่านมา
ทันใดนั้น รถคันนั้นลดกระจกลง ไฟหน้ารถของพิศาลส่องกระทบ เผยให้เห็นคนขับที่สวมเสื้อฮูดสีดำ ใบหน้าถูกบดบังด้วยแมส
พิศาลเอื้อมมือขวาไปใต้เบาะหยิบปืนพกขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ยกขึ้นมา เขาเพียงจับมันไว้แน่น เขาไม่แน่ใจว่าคนในรถนั้นคือใคร เป็โจร หรือคนที่กำลังขอความช่วยเหลือ
ชายปริศนาถอดแมสออก แล้วดึงหมวกฮูดลง เผยให้เห็นใบหน้าซึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้เขาแบบที่คนปกติเขาไม่ทำกัน
พิศาลเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง “เป็ไปไม่ได้”
ปัง!
กระจกหน้ารถของพิศาลแตกร้าวเป็ใยแมงมุม เืกระเซ็นไปทั่วรถ ะุเจาะเข้าที่หน้าผากของพิศาลอย่างจัง ใบหน้าฟุบลงที่พวงมาลัย เสียงแตรดังลั่นในความเงียบ
ณ บ้านพักของอินทร
ครืด......
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางดึก อินทรควานมือไปหาโทรศัพท์ แล้วกดรับสาย
ติ๊ด!
ภัทราวดี: พิศาลถูกลอบยิงเสียชีวิตคาที่ค่ะ
อินทร: “…”
ณ ห้องพักของนที
ผมรีบแต่งตัวหลังจากได้รับสายจากอินทร ผมขับรถไปรับอินทร เพราะที่พักเราอยู่ใกล้กัน
“นายเขียนให้พิศาลตายเหรอ!!” อินทรหันมาตะคอกใส่ผม ขณะขึ้นมานั่งบนรถ
“ผมไม่ได้เขียน ผมเขียนถึงแค่ตอนที่พิศาลออกจากทีม หลังจากนั้นผมจะหลุดมาอยู่ในนี้” ผมหันไปอธิบายให้เขาฟัง แล้วรีบขับรถออกไป
“นี่มันเื่บ้าอะไรวะเนี่ย!” อินทรสบถออกมาเสียงดัง
“...” ผมสะดุ้งโหยงด้วยความใ
รถเคลื่อนไปถึงจุดเกิดเหตุ พอไปถึง สถานที่ถูกล้อมด้วยสติกเกอร์ในการกั้นพื้นที่
อินทรลงจากรถ เขาวิ่งเข้าไปหาร่างของพิศาลทันที ผมรีบวิ่งตามไปติด ๆ
“...” อินทรหยุดนิ่ง สีหน้าของเขาช็อกอย่างเห็นได้ชัด
ภัทราวดีกำลังเก็บหลักฐานด้วยอาการสั่น เสียงเริ่มสะอื้น และพยายามกลั้นมันไว้ เมื่อต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทีมไป และข้าง ๆ รถ มีธนาธิป ยืนดูอยู่ไม่ห่าง
ไม่นาน รถของสารวัตรเมฆาขับมาจอด ทุกคนหันไปมอง ใบหน้าของสารวัตรเมฆานิ่งสนิท แต่ดวงตาเต็มไปด้วยเงาสะท้อนที่แตกละเอียด เขาเป็หัวหน้าทีม และพิศาลก็เป็เหมือนคนในครอบครัวของทีมสืบสวนของเขา
ผมยืนมองร่างของพิศาล มันรู้สึกอึดอัดเหมือนมีบางอย่างปักอยู่กลางอก ผมเพิ่งหยุดตามเขาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอง แต่ตอนนี้เขาตาย ราวกับผมหันหลังให้คนที่กำลังขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ตัว
“โทรศัพท์ของพิศาลหายไปค่ะ” ภัทราวดีพูดหลังสำรวจรถ
“...” ทุกคนเงียบ
“เหมือนถูกดักปล้น” ธนาธิปกล่าวเสริม
“...” ทุกคนยื่นมองร่างของพิศาลด้วยความอาลัย
ผมยืนรับรู้ความรู้สึกตรงนั้นไม่ไหว จึงขอเดินออกมา แล้วสำรวจดูรอบ ๆ เผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง ผมถือไฟฉายเดินไปสำรวจรอบ ๆ จุดเกิดเหตุ ตามถนนไม่มีอะไรผมเดินไปด้านข้างรถอีกฝั่ง ที่เป็พุ่มหญ้าขึ้นสูง ผมส่องไฟฉายเข้าไป เห็นเป็คูคลองระบายน้ำเล็ก ๆ อยู่ ฉายไฟไปทางซ้าย ทางขวา เอะ! ผมเห็นอะไรบางอย่างที่ลอยอยู่ข้าง ๆ ครองฝั่งนั้น ผมแหวกพุ่มหญ้าออก แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
“กระเป๋าตังค์หนิ”
ผมรีบหันมาะโบอกทีม ที่กำลังเก็บหลักฐาน
“ผมเจอกระเป๋าตังค์ครับ”
“...” ทุกคนเงยหน้าหันมามองที่ผม แล้วสาวเท้ามาทันที
อินทรเดินมาหยุดข้าง ๆ ผม “ถ่ายรูปไว้”
ผมพยักหน้า แล้วหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาถ่ายบริเวณที่พบกระเป๋า
“เรียบร้อยครับ” ผมบอกอินทร
อินทรพยักหน้า แล้วภัทราวดีก็เดินเข้าไปหยิบกระเป๋าขึ้นมา
ทำการเปิด ในนั้นมีบัตรประชาชนของพิศาล บัตรข้าราชการและเงินสดอยู่จำนวนนึง
“ถ้าคนร้ายจะปล้น ทำไมไม่เอาเงินไปด้วย” ผมพูด
“พิศาลต้องรู้อะไรบางอย่าง เขาถึงได้ถูกฆ่าปิดปาก” เมฆาเอ่ย
อินทรกำมือแน่น “นายจะไม่ตายฟรี พิศาล”
1 สัปดาห์ต่อมา
หลังจากผลชันสูตรพลิกศพออก ร่างของพิศาลก็ถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนา
วันเผา
อากาศในวัดอึดอัดราวกับลมหายใจของคนตายยังวนเวียนไม่ไปไหน แม้จะเป็เวลา 4 โมงเย็น แต่แดดที่ส่องลงมานั้นกลับร้อนจัดจนน่าอึดอัดผิดปกติเหมือนพระอาทิตย์ก็ไม่เต็มใจจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้
ผมยืนข้างอินทร มือของเขากำไว้แน่นจนเห็นเส้นเื ไม่มีคำพูด มีแค่เสียงลมหายใจที่พยายามอดกลั้นไม่ให้มันแปรเปลี่ยนเป็เสียงสะอื้น
ภัทราวดี ยืนถัดไป ดวงตาเธอบวมช้ำจากการร้องไห้
สารวัตรเมฆายืนนิ่ง เงาของแว่นกันแดดไม่สามารถปิดบังแววตาที่เ็ปของเขาได้
ก้องภพ หนุ่มไอที ยืนก้มหน้าเงียบ สีหน้าเขาตึงเครียดกว่าที่เคย พิศาลคือคนแรกที่เข้ามาทักทายเขา ในวันที่เขาได้รับมอบหมายให้มาช่วยงานตำรวจ และเขาสนิทกับพิศาล เพราะประสานงานกันบ่อย
ธนาธิป ยืนอยู่ริมสุด แววตาดูเศร้าไม่ต่างกัน
พิศาลแม้จะยศเล็ก และไม่ใช่คนโดดเด่นในสายตาใครนอกหน่วย แต่ในทีมสืบสวน เขาคือใจกลางเล็ก ๆ ของทีม ที่ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้มันจะหายไป
เมื่อสิ้นเสียงบทสวดส่งิญญา ควันก็เริ่มลอยออกมาช้า ๆ จากปลายปล่อง
“...” ผมเงยหน้ามองควันขาวขุ่นนั้น แสงสะท้อนจากควันลอยขึ้นฟ้าเหมือนเงาของพิศาลที่ค่อย ๆ ถูกลบไปจากโลกนี้ หัวใจกำลังถูกบีบแน่น ขอโทษนะพิศาล ที่ฉันรักษาชีวิตนายไว้ไม่ได้…