ในขณะที่ไป๋ฉีออกไปหาวัตถุดิบ ณ ตระกูลอู่ที่อยู่ห่างจากดราก้อนเอ็มไพร์ไม่มาก ตอนนี้อู่จินหยางและภรรยาสาวจิงจิงในชุดทางการก็ได้มาถึงแล้ว และกำลังเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางเหล่าทหารเฝ้ายามที่พากันโค้งคำนับด้วยความเคารพ
"ให้ตายเถอะบรรยากาศในวังนี่ฉันไม่ชินเอาซะเลย"อู่จินหยางบ่นออกมา ทำให้จิงจิงที่ตอนนี้ควงแขนของสามีหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้
"ฮิฮิ นั่นเพราะคุณเอาแต่มัวทำงานไงคะ แถมตอนนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการสอนไป๋ฉีอีก จะให้ชินกับวังได้อย่างไร"
"เห้อ พูดถึงเด็กคนนั้นเขาพัฒนาเร็วมาก ทักษะดาบประกายแสงสามกระบวนแรกที่ผมใช้เวลาฝึกสามเดือน เ้าเด็กนั่นทำได้ในเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งสัปดาห์หมดไปกับการแบ่งสมาธิควบคุมมีดบินขณะใช้ทักษะ ความเป็อัจฉริยะของเขาไม่ได้ถูกจำกัดด้วยอัตราการบ่มเพาะเลยแม้แต่น้อย"
"หุหุ นี่ชมจากใจจริงหรือเห่อลูกศิษย์กันคะ"จิงจิงแซวผู้เป็สามี อู่จินหยางก็ยิ้มให้กับเธอเช่นเดียวกัน พวกเขาเดินมาถึงยังห้องอาหารเบื้องหน้าตอนนี้มีผู้คนอยู่มากมายแถมยังหน้าตาหล่อเหลาและงดงามกันทั้งนั้น
"ขอโทษที่มาช้าครับ"อู่จินหยางกล่าวใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ทางด้านจิงจิงเองก็ยกยิ้มอย่างน่ารักเช่นเดียวกัน
เสียงของเขานั้นทำให้คนที่โต๊ะกลางพากันหันไปมองเป็ตาเดียว ก่อนที่จะมีหญิงสาวสองคนเดินออกมาพร้อมกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ หญิงงามทั้งสองนี้หนึ่งคนคือย่าของอู่จินหยางและยังควบตำแหน่งราชินีชื่อว่าอู่เหมยหยิน ส่วนคนที่สองนั้นย่อมไม่ใช่ใครนอกจากแม่ของชายหนุ่มมีชื่อว่า อู่จินเยว่
"หยางเอ่อร์กับจิงจิงมาแล้ว มาๆนั่งก่อนๆ"อู่เหมยหยินประคองหลานชาย ในขณะเดียวกันอู่จินเย่เองก็ไปประคองลูกสะใภ้ให้มานั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ซึ่งมันเป็ที่นั่งตรงกันข้ามกับอู่จินหลินก่อนที่จะกลับไปนั่งยังที่ของตนเอง
"เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้วก็ทานข้าวเถอะ"ชายผมสีดำที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกล่าว เขาไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากอู่หลงาาแห่งดราก้อนการ์เด้น แน่นอนเมื่อเขากล่าวออกมาแล้วทุกคนก็พากันทานอาหารพร้อมกับพูดคุยเื่ราวต่างๆกันอย่างสนุกสนาน
หลังจากการทานอาหารสิ้นสุดลงอู่ชิงก็หันมาทางอู่จินหยางแล้วกล่าวออกมาว่า "หยางเอ่อร์ได้ข่าวว่าลูกรับศิษย์นี่เื่จริงหรือเปล่า"
อู่จินหยางที่ได้ยินก็หันไปถลึงตามองอู่จินหลินที่อยู่ตรงกันข้ามทันที ข่าวนี้สมควรเป็พี่ชายฝาแฝดของเขานี่แหละที่นำมารายงาน ทว่าอีกฝ่ายนั้นกลับทำท่าทีไม่สนใจเขา
"จริงครับ"อู่จินหยางหันไปกล่าวตอบเพียงสั้นๆทำให้ทั้งครอบครัวถึงกับมองมาที่เขาด้วยแววตาประหลาดใจ
ต้องบอกก่อนว่าในครอบครัวนี้ไม่มีสักคนเดียวที่ล่วงรู้ความสามารถดวงตาพิเศษของอู่จินหยาง อีกทั้งการที่คนเอาแต่ใจอย่างเขารับศิษย์ก็ย่อมทำให้ทุกคนสนใจเป็ธรรมดา
"ว้าว เด็กคนไหนกันนะที่โชคดีได้เป็ศิษย์ของพี่รอง"หญิงสาวที่นั่งข้างๆกับอู่จินเยว่กล่าวเธอชื่อว่า อู่หนิง เป็น้องสาวคนสุดท้องอีกทั้งยังเป็แม่ของซุนหรงด้วย
"ก็เป็เด็กที่มีพร์พอใช้ได้คนหนึ่งที่ผมรู้สึกถูกชะตาด้วยก็เท่านั้น"อู่จินหยางกล่าวราวกับมันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
"จินหยางนี่ไม่ใช่เื่เล็กๆนะ หลานเองก็รู้เมื่อเด็กคนนั้นเป็ศิษย์ของหลาน เขาย่อมเกี่ยวข้องกับตระกูลอู่และเื่ราวซับซ้อนอีกมากมาย"อู่หลงกล่าว แน่นอนเขาพูดเป็ความจริง ในฐานะที่เป็ตระกูลราชวงศ์การที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งจากภายนอกมาเป็ศิษย์นั้นไม่ใช่เื่ง่าย เพราะนั่นเท่ากับว่าศิษย์จากภายนอกคนนั้นจะกลายเป็คนของตระกูลอู่ไปโดยปริยาย ดังนั้นจึงต้องคัดกรองให้ดี
"คุณปู่วางใจได้ ผมรับประกันว่าเด็กคนนั้นจะเป็กำลังสำคัญให้กับประเทศได้แน่นอนในอนาคต ส่วนเื่ราววุ่นวายที่จะตามมาผมรับรองว่าเขาจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอนเช่นกัน"
"โอ้ ดูหลานจะมั่นใจในเด็กคนนี้มากเป็พิเศษ เอาแบบนั้นก็ได้ แต่หลานจะต้องให้เขาลงแข่งประลองฝีมือระดับประเทศในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะปู่ก็อยากจะรู้เช่นกันว่าคนที่หลานเลือกจะมีฝีมือขนาดไหน"อู่หลงกล่าว ดูเหมือนตัวเขาเองก็จะรู้สึกสนใจไป๋ฉีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
อู่จินหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ การแข่งขันระดับประเทศงั้นหรือ ต่อให้ปู่ของเขาไม่บอกเขาก็คิดจะส่งไป๋ฉีไปแข่งอยู่แล้ว เพราะนี่คือประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
เวลาเดียวกันไป๋ฉีก็ได้กลับมาจากการออกไปหาของด้านนอกแล้ว และตอนนี้ตัวเขาก็อยู่บริเวณชั้นที่หกของตึกัขาว ซึ่งมันเป็แล็บเอาไว้สำหรับวิจัย แน่นอนว่าไม่มีใครใช้ ไป๋ฉีจึงอยู่ที่นี่เพียงคนเดียวและเริ่มทำการทดลองโดยมีเสี่ยวไป๋เป็ผู้แนะนำ
ส่วนวัตถุดิบที่เขาได้มานั้นก็เป็วัตถุดิบพื้นๆทั่วไปอย่างหญ้าปีศาจม่วง และพืชไร้ประโยชน์ทั่วไปอีกสามสี่ชนิด แน่นอนทุกอย่างตรงตามสูตรยาที่ได้มาจากเสี่ยวไป๋
ไป๋ฉีไม่รอช้าเมื่อจัดวางวัตถุดิบครบแล้วก็ใช้คอสมิคฟรอสในการจุดไฟ ทว่าเมื่อเขาใช้มันแล้วเปลวเพลิงสีฟ้ากลับทำให้ภาชนะทดลองละลายเสียอย่างนั้น นี่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับกุมขมับอย่างช่วยไม่ได้
"เสี่ยวไป๋ คอสมิคฟรอสธาตุไฟของฉันมันอะไรกันละเนี้ย ถ้ามันร้อนถึงกับละลายทุกอย่างได้แบบนี้แล้วฉันจะใช้มันได้อย่างไร"
"หุหุ ใจเย็นๆนายท่านคอสมิคฟรอสธาตุไฟของท่านนั้นคือแก่นของดวงอาทิตย์ที่เกิดใหม่ดังนั้นมันก็ต้องร้อนแรงเป็ธรรมดา แต่ถ้านายท่านฝึกมันจนชินก็จะสามารถเพิ่มหรือลดอุณหภูมิได้"เสี่ยวไป๋กล่าวตอบ
ไป๋ฉีเองก็พยักหน้าราวกับไม่แปลกอะไร คนที่สามารถนำหลุมดำมาเป็พลังให้กับเขาได้ แค่ดวงอาทิตย์ก็คงไม่นับเป็อะไรมากมายสำหรับชายคนนั้น
ชายหนุ่มพยายามฝึกฝนคอสมิคฟรอสธาตุไฟให้ชำนาญ จนเวลาผ่านมาเกือบห้าชั่วโมงในที่สุดเขาก็สามารถใช้คอสมิคฟรอสธาตุไฟโดยที่ละลายภาชนะได้ เขาไม่รอช้ารีบทำตามสูตรที่ได้มาในทันที โดยการนำหญ้าปีศาจม่วงและพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีชื่อว่าหญ้าหยกน้ำค้างมาต้มรวมกัน จากนั้นก็ซ้อนกากใยมันออกมาจนเหลือแต่น้ำสีม่วงใส
ไป๋ฉียกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนที่จะหันไปต้มสมุนไพรที่มีชื่อว่าว่านฟ้าครามและโสมเหลืองเข้าด้วยกันเหมือนดังกระบวนการเมื่อครู่และซ้อนกากใยออกเหลือแต่น้ำสีน้ำเงินขุ่น
ไป๋ฉีทิ้งพวกมันไปสิบนาทีเพื่อให้มันเย็นลง และเริ่มเทพวกมันผสมกันในอัตราห้าต่อสิบโดยใช้น้ำสมุนไพรสีม่วงสิบและน้ำสมุนไพรสีน้ำเงินขุ่นห้า จากนั้นก็เข้าสู่กระบวณการกลั่นอีกคราจนเหลือไว้เพียงน้ำสมุนไพรสีฟ้าใสๆสิบหลอดเท่านั้น
ชายหนุ่มที่ได้เห็นก็ยิ้มเจื่อนในทันที น้ำสมุนไพรหม้อใหญ่กลับทำโพชั่นฟื้นฟูพลังได้แค่สิบหลอดเท่านั้น โชคดีที่วัตถุดิบเหล่านี้ถูกมองว่าไร้ประโยชน์เขาจึงไม่เสียเงินสักบาทเดียวในการหามัน แต่ถ้าหากสูตรยานี้ถูกแพร่ออกไปมันจะทำให้ราคาของสมุนไพรเหล่านี้ขึ้นอย่างมหาศาลอย่างแน่นอน