เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 34 ก้าวแรกแห่งการฝึกฝน

    คลื่นปราณอันทรงพลังของศิษย์ทั้งสามแผ่ซ่านไปทั่วห้อง ทำให้ทุกคนในที่ประชุมรู้สึกได้ทันทีถึงศักยภาพของพวกเขา เทพีน้ำค้างเหมันต์ ยิ้มบางๆพลางเอ่ยเบาๆ แต่แฝงด้วยความเฉียบคม “ไม่เป็นไรหรอก… คลั่งรักข้า ยังดีกว่าเกลียดข้า”

    นางก้าวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า เทพวินเซนต์ กลิ่นไอเย็นเยียบจากร่างของนางทำให้เขาแทบหยุดหายใจ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปถึงวิญญาณของเขา คำพูดของนางนุ่มนวลแต่หนักแน่นดุจคําประกาศิต “เจ้าควรจำไว้… ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าจะรัก จะมีความรู้สึกดีๆต่อข้าเช่นไร ข้าไม่ห้าม และก็ไม่สนใจด้วย แต่เจ้าต้องไม่ลืมให้ความเคารพ และรักษาเกียรติของข้า ไม่ต่างจากมารดาของเจ้า… ทำได้หรือไม่?”

    สีหน้าเทพวินเซนต์แดงก่ำ ร่างสูงใหญ่รีบโค้งศีรษะต่ำ “ข้า…ข้าสัญญา ข้าจะเป็นศิษย์ที่ดี และทำให้ท่านอาจารย์ภาคภูมิใจ”

    “ทำได้หรือไม่!” เสียงของนางเน้นยำด้วยแววตาคมกลิบ เหมือนไม่ต้องการคำกล่าวอื่นใดนอกจากการตอบคำถามของนาง

    “ดะ… ดะ… ได้!! ขอรับ” เทพวินเซนต์ ตอบอย่างประหม่า

    เมื่อได้ยินคำตอบนางยิ้มแล้วเดินเลยผ่านไป ไม่มองแม้แต่หน้าเขา

    “เจอของจริงซะแล้วเพื่อนเรา” เทพีเซเลน่าหันไปป้องปากกระซิบกับเทพีเอวา และทั้งสองก็แอบขำกันคิ๊กคัก

    “ข้าขอบคุณทุกท่านที่ช่วยคัดเลือกศิษย์ทั้งสามนี้ ข้าจะนำพวกเขาไปฝึกฝนให้พร้อมที่สุดสำหรับศึกที่กำลังจะมาถึง” เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวกับบรรดาอาจารย์ในที่ประชุมนั้น

    เมื่อสิ้นคำกล่าว เทพีน้ำค้างเหมันต์ เทพฟ้าดิน เจ้าวายุ และศิษย์ทั้งสามก็วาร์ปหายไปจากห้องประชุม ร่างทั้งหมดปรากฏขึ้นอีกครั้ง ภายในพระราชวังน้ำแข็งใต้ทะเลมรกต

    โถงฝึกใหญ่ ภายในพระราชวังน้ำแข็งอันเงียบสงัด เต็มไปด้วยรัศมีปราณที่หมุนวนดุจคลื่นทะเลคลั่ง กำแพงน้ำแข็งสะท้อนประกายแสงอันเย็นเยียบ ช่างดูเข้มขลังเสียยิ่งกระไร

    เทพฟ้าดิน ก้าวไปยืนเบื้องหน้าศิษย์ทั้งสาม แววตาคมกริบดั่งเสือภูเขา เสียงของนางกังวานสะท้อนก้อง

    “ที่นี่คือสถานที่ฝึกอันเข้มงวดที่สุด พวกเจ้าจะต้องเผชิญบททดสอบที่ไม่มีผู้ใดเคยลิ้มรสมาก่อน จงใช้เวลาให้คุ้มค่า เพื่อยกระดับตนเองให้พร้อมสำหรับการประลอง”

    เจ้าวายุ ยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งท้าทาย “หากพวกเจ้าอยากชนะการประลอง… ก็ต้องยอมรับทุกสิ่งที่อาจารย์ทั้งสามจะมอบให้ แม้จะต้องเหนื่อยล้า หรือเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม” ศิษย์ทั้งสามยังคงยืนสงบ แต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว

    เทพฟ้าดินทอดสายตามองพวกเขา ก่อนกล่าวเสียงดัง “การฝึกครั้งแรกนี้คือการทะลวงเส้นปราณและจุดชีพจร มีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยพลังสูงสุด ในกายของพวกเจ้าออกมา วิธีลับนี้สืบทอดมาจากเทพอัสนีย์ และปรมาจารย์รุ่นต่อๆมาได้ปรับให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พวกเจ้าต้องทำตามทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด หาไม่แล้วผลลัพธ์ที่ได้อาจจะทำให้ถึงขั้นพิการ กลายเป็นคนไร้ค่าตลอดชีวิต”

    นางก้าวไปยังแท่นหินแกะสลักกลางโถง มือเรียวยกขึ้นพลางอธิบาย “อันดับแรก… พวกเจ้าต้องนำผลึกประจำธาตุของตนมาคนละหนึ่งกำมือ หากผู้ใดไม่มีธาตุประจำตัวที่ชัดเจน ให้ใช้ ผลึกจันทรา ทดแทน จากนั้นเตรียม อ่างหยกบุษบงกชเหมันต์ คนละหนึ่งใบ ผ้าใยไหมเทวะคนละผืน และสุดท้าย…สิ่งสำคัญที่สุดคือ น้ำตามังกร”

    เสียงนางขรึมลง บรรยากาศเย็นยะเยือกพลันหนักอึ้ง

    เทพีเอวา ขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย “พืชที่ไร้ใบและรากเช่นนั้น จะดำรงอยู่ได้อย่างไรหรืออาจารย์?”

    เทพฟ้าดินหันมาตอบช้าๆ “น้ำตามังกรเป็นว่านลึกลับ ลำต้นคล้ายปล้องอ้อย ยาวราวหนึ่งศอก ไม่มีทั้งใบและราก มันดำรงอยู่ด้วยการดูดซับพลังจาก บ่อน้ำทิพย์แห่งพิภพวิญญาณ ผ่านมิติเร้นลับ และสะสมปราณฟ้าดินไว้ จนเมื่อพลังเต็มที่ ก็จะแตกหน่อ กลายเป็นปล้องใหม่ที่สมบูรณ์เหมือนต้นเดิมทุกประการ”

    เมื่อศิษย์ทั้งสามเริ่มเข้าใจแล้ว เทพีน้ำค้างเหมันต์ ก้าวออกมาพลางกล่าวต่อ เสียงนางเยือกเย็นจนบาดลึกถึงใจ “หากเจ้าหักปล้องน้ำตามังกร น้ำทิพย์จะไหลทะลักไม่หยุด เพราะมันเชื่อมตรงมาจากบ่อแห่งพิภพวิญญาณ เจ้าจะต้องใช้ปราณปิดรอยแตกให้สนิท มิฉะนั้นเพียงปล้องเดียว…ก็สามารถท่วมโถงนี้จนกลายเป็นเมืองบาดาลไปเลย”

    คำกล่าวนี้ทำให้ศิษย์ทั้งสามถึงกับกลืนน้ำลาย รับรู้ถึงภาระอันหนักหน่วงที่กำลังรออยู่

    เทพฟ้าดินกล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไป! ไปยังห้องคลังสมบัติ แล้วนำสิ่งเหล่านี้กลับมาให้ครบ ก่อนที่การฝึกจะเริ่มต้นขึ้น”

    ศิษย์ทั้งสามรีบวิ่งออกไปตามคำสั่ง ต่างแข่งขันกันเพื่อจะกลับมาให้เร็วที่สุด เพียงไม่นานเท่าใดพวกเขาก็กลับมาพร้อมสิ่งของครบถ้วน อ่างหยกบุษบงกชเหมันต์ใบใหญ่ยัก ใหญ่ขนาดที่ว่าหากนำคนสามคนมานอนเรียงกันในนั้น ทั้งสามย่อมไม่รู้สึกอึดอัดเลย อ่างดังกล่าวได้ถูกวางเรียงรายตรงหน้าศิษย์ทั้งสามอย่างเป็นระเบียบ ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งโถง

    เทพีน้ำค้างเหมันต์เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หากแต่แฝงด้วยอำนาจ “จงนำผลึกประจำธาตุของพวกเจ้าวางลงที่ก้นถัง จากนั้นหักน้ำตามังกร ใช้ปราณผลักดันน้ำจนเกือบเต็ม แล้วเชื่อมรอยหักให้สนิทด้วยพลังปราณของตนเอง”

    ทันทีที่น้ำทิพย์จากน้ำตามังกรไหลเข้าสู่ถังหยกสีขาว แสงปราณพลันพุ่งสว่าง จนอ่างหยกบุษบงกชเหมันต์เปร่งแสงสีขาวนวลดังดวงจันทร์ เผยกลิ่นอายแห่งพลังอันเร้นลับที่สั่นสะเทือนจิตใจเมื่อยามได้เห็น ศิษย์ทั้งสามยิ่งทำตามอย่างตั้งใจ ไม่มีใครอาจประมาทต่อพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เลย

    เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เทพีน้ำค้างเหมันต์จึงก้าวออกมากล่าวต่อ

    “บัดนี้ ถึงเวลาสำคัญที่สุด… พวกเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าใช้เพียงผ้าใยไหมเทวะพันกายไว้ผืนเดียวเท่านั้น อาจารย์ทั้งสามจะใช้ปราณขับยาไขมังกรเวหา เคลือบลงบนร่างกายของเจ้า เมื่อเจ้าพันกายด้วยผ้าใยไหมเทวะ ตัวยาก็จะผ่านใยผ้าไปสู่ร่างกายของพวกเจ้าได้ทั้งหมด โดยไม่ติดค้างที่เส้นใยผ้าเหมือนผ้าทั่วๆไป ตัวยานี้จะสร้างเกราะปราณป้องกันมิให้น้ำทิพย์กัดกร่อนรากวิญญาณของพวกเจ้า หากไร้การป้องกัน แม้เพียงหยดเดียว ก็เพียงพอจะทำให้รากวิญญาณสลายได้เลยทีเดียว”

    คำพูดนั้นทำให้โถงฝึกเงียบกริบ ศิษย์ทั้งสามก้าวขึ้นยืนบนแท่นหินเบื้องหน้าอาจารย์ทั้งสามด้วยความเคารพ

    เทพฟ้าดินกล่าวเสริมเสียงดังก้อง “จงตั้งสมาธิให้มั่น เมื่ออาจารย์ลงปราณป้องกัน เจ้าต้องขับปราณของตนต้านรับไว้ เกราะนี้จะยึดแน่นได้ก็ต่อเมื่อพลังสองฝ่ายประสานกัน หากใจเจ้าหวั่นไหว แม้เพียงเสี้ยวเดียว เกราะก็จะแตกสลายทันที”

    วินเซนต์ หนึ่งในศิษย์ เงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้า… ขอรับการลงปราณจากท่านอาจารย์เทพีน้ำค้างเหมันต์ได้หรือไม่”

    บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนเทพีน้ำค้างเหมันต์จะยิ้มบางๆ อย่างสง่างาม นางพยักหน้ารับ “ได้สิ วินเซนต์… เจ้าเดินมาเบื้องหน้าอาจารย์สิ”

    นางยกมือเรียวยาว เคลื่อนปราณเย็นเยียบลงบนร่างเขา ราวหิมะฤดูหนาวแผ่ซ่านทั่วร่าง ความเย็นนั้นบีบคั้นจนแทบหายใจติดขัด แต่กลับทำให้จิตใจเขาแจ่มชัดยิ่งขึ้น

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน