ปี้เย่ว์ท้องเสียอยู่ในส้วมจนอิดโรยฟ้าสว่างวันรุ่งขึ้นถึงเดินออกมาจากส้วมได้สีหน้านางซีดขาว ราวกับภูตผีก็ไม่ปาน
อยู่ในส้วมนางสาปแช่งกู้สุ่ยเย่ว์นับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้ใบหน้ายังบิดเบี้ยวและเคียดแค้น น่ากลัวยิ่งทำเอาสาวใช้ที่กำลังเดินมาหาถอยหดไปด้านหลังครึ่งก้าว“พี่ปี้เย่ว์ พระชายารองอาสื่อน่าเรียกหาท่าน” สาวใช้เอ่ยระมัดระวังเห็นปี้เย่ว์แล้วเหมือนเห็นแสงสว่างอย่างไรอย่างนั้น
อาสื่อน่าเป็นคนใจร้อนขี้หงุดหงิด มีนิสัยเอาแต่ใจของชาวทูเจวี๋ย หากไม่พอใจอะไรก็จะทุบตีด่าว่า อยู่ในจวนอ๋องมีแต่คนกลัวนางปี้เย่ว์ใจกล้า ถือเป็นคนโปรดของพระชายารองอาสื่อน่า เพราะใกล้ชิดอาสื่อน่า แม้ปี้เย่ว์จะมีชาติกำเนิดต่ำศักดิ์แต่ฐานะไม่ด้อยกว่าสาวใช้ขั้นหนึ่ง ปี้เย่ว์ได้ยินว่าอาสื่อน่าเรียกหานางสีหน้าที่เดิมซีดขาวก็กลายเป็นหมองคล้ำในทันทีนางยอมนั่งดมกลิ่นสะอิดสะเอียนในส้วมยังดีกว่าไม่คิดอยากไปหาพระชายารองอาสื่อน่าเลยสักนิด แต่นางรู้ว่าหากนางไม่ไป จุดจบคงน่าอนาถนักปี้เย่ว์จึงทำได้เพียงลากสังขารอิดโรยไปที่เรือนสุ่ยเซี่ยเรือนสุ่ยเซี่ยสร้างริมน้ำ อักษร ‘เรือนสุ่ยเซี่ย’ ้าสลักขึงขังน่าเกรงขาม เห็นชัดว่าสลักด้วยมืออวิ๋นอ๋องเองยังเห็นได้ว่าที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาสามัญเพียงใด
ปี้เย่ว์เดินมาถึงหน้าอาสื่อน่า คุกเข่าลงทันใดโขกศีรษะลงกับพื้น เห็นเพียงชายผ้าสีแดง ดุจดั่งโลหิตก็ไม่ปาน
อาสื่อน่าเหยียนในชุดสีแดงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ เล็บมือนางทาสีแดงสด ขับเน้นผิวขาวนวลจนดูเด่นชัดนิ้วมือเรียวของนางลูบไล้แมวสีดำตัวใหญ่ในมือเรียบเรื่อยมืออีกข้างแกะเมล็ดทานตะวัน สาวใช้ทั่วไปสองนางคุกเข่าอยู่หน้านางคอยรับเปลือกเมล็ดทานตะวันที่นางพ่นออกมา “พระชายารอง บ่าวผิดไปแล้ว ทำเรื่องที่พระชายารองสั่งไม่สำเร็จ ขอพระชายาโปรดลงโทษ” ปี้เย่ว์เอ่ยอ้อนวอนแรงมืออาสื่อน่าเหยียนพลันหนักขึ้น เล็บสีแดงจิกเข้าไปในตัวแมวตัวใหญ่แมวตัวนั้นร้องเสียงแหลม ร่างปี้เย่ว์สั่นตามไปด้วยแมวป่าตัวนี้พระชายารองโปรดปรานที่สุด ทำเช่นนี้หมายความว่านางกำลังโกรธมาก
“ข้าให้เ้าเอาน้ำแกงให้กู้สุ่ยเย่ว์กินทว่าสุดท้ายเ้ากลับกินเสียเองรึ” อาสื่อน่าเหยียนเอ่ย
“พระชายารอง บ่าวจนหนทางแล้วจริงๆ เพคะกู้สุ่ยเย่ว์นางนั้นหาใช่หญิงสติไม่ดี ตรงกันข้าม หลักแหลมยิ่งนางมองออกว่าในน้ำแกงมีปัญหา จึงบีบให้บ่าวกิน บ่าวดูเบานางขอพระชายารองให้โอกาสบ่าวอีกครั้ง บ่าวจะต้องสั่งสอนนางแทนพระชายารองให้เข็ดหลาบ” ปี้เย่ว์เอ่ยพร้อมกับโขกศีรษะอ้อนวอนอีกครั้ง “ให้โอกาสเจ้าอีกหนรึ” อาสื่อน่าเหยียนเดินมา เตะถีบนางเท้าหนึ่ง“ข้าไม่ต้องการเศษสวะ ไล่นางออกไปจากเรือนสุ่ยเซี่ยเสีย ลดชั้นเป็นสาวใช้ไร้ขั้นข้าอยากดูนักว่าพระชายาคนใหม่นางนี้จะหลักแหลมเพียงใดกัน” อาสื่อน่าเหยียนนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม่นานก็มีสาวใช้รุมล้อมเข้ามา แต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อให้นาง นางเป็นชาวต่างเผ่าทว่าไม่ได้หน้าตาหยาบโลนเหมือนหญิงทูเจวี๋ยพวกนั้น นางสูงกว่าสตรีชาวจงหยวนมากแต่เรือนร่างเต่งตึง สองก้อนตรงหน้าอกเหมือนเด้งออกมา ใบหน้ามนกลม ผิวขาวมีเลือดฝาด ดุจผลท้อก็ไม่ปานยั่วเย้าดึงดูดคนยิ่งคืนนี้กู้สุ่ยเย่ว์นอนหลับไม่สนิทเท่าไรนัก
อย่างแรกเพราะสถานที่แปลกใหม่เดิมทีนางระวังตัวมากอยู่แล้วไม่มีทางนอนหลับสนิทในสถานที่ที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายอะไรบ้าง
อย่างที่สองนางกำลังคิดว่าจะทำให้กงซุนอี้ขาดทายาทโดยที่ตนเองยังปลอดภัยได้อย่างไร
ศัตรูนางมีมากมาย กงซุนอี้เป็เพียงแค่หนึ่งในนั้นดังนั้นจึงไม่อาจทิ้งชีวิตเพราะต้องฆ่ากงซุนอี้คนเดียวได้
หากอาศัยแค่วรยุทธ์ เช่นนั้นเกรงว่านางจะต้องฝึกอีกสิบปีแปดปี กว่าจะไปฆ่าหลี่เย่จิ่นและกู้เทียนชิงได้ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ นางต้องการให้หญิงชั่วชายโฉดผู้นั้นสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของตนไป ให้ชีวิตที่เหลือของพวกเขาตกอยู่ในความทรมานและการจะทำทั้งหมดนี้ได้ นางจำเป็นต้องมีอำนาจ สุดท้ายบทสรุปที่กู้สุ่ยเย่ว์ได้คือนางต้องเป็นชายาอวิ๋นอ๋องให้ดี ค่อยๆ ก้าวทีละก้าว ก้าวไปสู่ศูนย์กลางอำนาจจนกระทั่งมีอำนาจพอต่อกรกับหลี่เย่จิ่น ต้องมีสักวันที่นางจะทำให้หลี่เย่จิ่นเสียใจที่ได้เกิดมาในชาตินี้“พระชายา ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”
อิ่นจูผลักเปิดประตูก็เห็นพระชายาคนใหม่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วอดเห็นใจขึ้นมาไม่ได้
นางเฝ้าอยู่ด้านนอก ด้วยเหตุนี้จึงรู้ว่าท่านอ๋องไม่ได้มาเช้าวันนี้ เื่นี้คงลือไปทั่วจวนอ๋องแล้วชี้ชัดแล้วว่าวันเวลาของพระชายาเอกในจวนอวิ๋นอ๋องแห่งนี้คงไม่มีทางดีได้และนางที่เป็สาวใช้ของพระชายาคงต้องเผชิญกับโชคชะตาที่อเนจอนาถเช่นเดียวกัน
“พระชายา วันรุ่งขึ้นหลังแต่งงานท่านต้องไปถวายบังคมพระชายาผู้เฒ่า หากว่าช้าแล้ว คงเป็นการเสียมารยาททว่าบ่าวโง่เขลา คงช่วยพระชายาเปลี่ยนได้แค่ชุด แต่แต่งหน้าไม่เป็นเพคะ” ก่อนหน้าอิ่นจูล่วงเกินพระชายารองเมิ่งซื่อเข้า จึงถูกเมิ่งซื่อสั่งให้มาปรนนิบัติกู้สุ่ยเย่ว์ นางเป็นสาวใช้ข้างกายพระชายาคนใหม่ เดิมทีการแต่งตัวแต่งหน้าให้พระชายาไม่ใช่หน้าที่นางมีสาวใช้ที่มีหน้าที่เฉพาะรับผิดชอบอยู่ แต่พระชายาไม่ได้รับความโปรดปรานทั้งจวนอ๋องรู้กันทั่วแล้วสาวใช้ที่ไม่ได้ถูกขานชื่อสั่งให้มาปรนนิบัติพวกนั้นจึงไม่อยากมาหาเรื่องใส่ตัวดังนั้นจนถึงบัดนี้ จึงยังไม่มีผู้ใดมาปรนนิบัตินางแต่งตัวหากไม่ไปถวายบังคมพระชายาผู้เฒ่าย่อมทำให้พระชายาผู้เฒ่าไม่พอใจแต่หากไปถวายบังคมด้วยผมเผ้าสยายยาวเช่นนี้ ก็จะถือเป็การเสียมารยาทด้วยเช่นกัน
อิ่นจูอดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูก “พระชายาควรทำอย่างไรดีเพคะ”
กู้สุ่ยเย่ว์กลับนิ่งสุขุม “อิ่นจู ไปตักน้ำมาให้ข้า”
อิ่นจูรีบออกไปตักน้ำมา
ชาติที่แล้วกู้สุ่ยเย่ว์เป็ฮองเฮาแต่ก่อนเป็ฮองเฮานางเป็บุตรสาวจวนแม่ทัพมาก่อนนางแต่งตัวให้ตนเองั้แ่เล็กแล้ว กู้สุ่ยเย่ว์หยิบชุดสีน้ำเงินออกมาจากในตู้สวมใส่ นางเกิดมาผิวขาว สีน้ำเงินขับผิวนางที่สุด กู้สุ่ยเย่ว์มองตนเองในกระจกอดชื่นชมกู้สุ่ยเย่ว์ที่เกิดมาหน้าตาดี ใบหน้าเรียวขนาดเท่าฝ่ามือ ดุจราวก้อนหยกเกิดมาหน้าตาเย้ายวนบุรุษ
กู้สุ่ยเย่ว์ชื่นชมใบหน้าตนเองพักหนึ่ง จากนั้นมวยผมขึ้นเวลานี้ อิ่นจูตักน้ำเข้ามาแล้ว
เช็ดล้าง ทำความสะอาดหน้า ภายใต้การสั่งการของกู้สุ่ยเย่ว์ อิ่นจูเริ่มคล่องแคล่วขึ้นมา ไม่นาน ในกระจกก็ปรากฏหญิงสาวร่างบางในชุดสีน้ำเงิน ใบหน้าอ่อนหวานดุจสายน้ำ แค่มองครั้งเดียวก็ทำให้คนอ่อนยวบไดอิ่นจูเองยังมองจนนิ่งอึ้ง “พระชายา ท่านสวยมากจริงๆ ”
ตอนนี้นางพลันรู้สึกขึ้นมารางๆว่าการติดตามพระชายาอาจไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้นก็ได้ พระชายาเอกตรงหน้า ลึกล้ำสุดหยั่ง นางถึงกับมีความรู้สึกอย่างหนึ่งสักวันนางจะต้องเดินออกจากเรือนเงียบเหงาแห่งนี้ กลายเป็นตัวตนที่ไม่อาจก้าวข้าม“อิ่นจู พาข้าไปเรือนพระชายาผู้เฒ่า”
เรือนหานชุน
สถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในจวนอ๋องพระชายาผู้เฒ่าพำนักอยู่ที่นี่ ความกตัญญูมาก่อนความดีทั้งหมดทั้งซั่วอวิ๋นต่างยึดถือความกตัญญู การอกตัญญูถือเป็ความผิดใหญ่หลวงหากแบกรับชื่อเสียงไม่ดีนี้ไว้คงหมดวาสนากับความก้าวหน้าในอนาคต
ยามเช้าตรู่ ทั้งเรือนหานชุนเต็มไปด้วยสีสันสวยสดสีสันสวยสดนี้มาจากเหล่าชายารองและอนุจวนอวิ๋นอ๋อง แต่ละคนสวมชุดต่างสีสัน สมกับคำกล่าวที่ว่าวสันต์มาเยือน หมู่บุปผาบานสะพรั่ง
“เวลานี้แล้ว พระชายาเอกยังไม่มาอีกสมกับเป็พระชายาเอกจริงๆวางมาดใหญ่โตนัก”
“ต่อให้มีมาดอย่างไรก็ไม่ควรให้พระชายาผู้เฒ่ารอ”
“ได้ยินว่าพระชายาความนึกคิดเชื่องช้า คงไม่ใช่ว่ายังไม่รู้ตัวหรอกกระมัง”ภายใต้วาจาเหล่านี้สีหน้าของคนที่นั่งอยู่ในโถงหลักกลายเป็ไม่น่าดูในทันใด
ในขณะนั้นเองชุดสีน้ำเงินตัวหนึ่งพลันกระแทกเข้าสู่สายตากลุ่มคนรสนิยมอวิ๋นอ๋องปกติเหมือนทั่วไป ดังนั้นเหล่าบุปผาในนี้จึงล้วนแต่สวยล้ำทว่าตอนเห็นรูปโฉมของผู้ที่มาต่างพากันตะลึงพรึงเพริดไปคนละแบบ กู้สุ่ยเย่ว์มาคนเดียวลำพังสายตานางร่วงตกไปยังตัวหญิงชราที่อยู่กลางสุด หญิงชราอายุประมาณห้าสิบปีได้ ใส่ชุดสีน้ำตาลอ่อนทั้งตัว ใบหน้าเข้มงวด เพียงมองก็รู้ว่าปฏิสัมพันธ์ด้วยยากกู้สุ่ยเย่ว์เหมือนไม่เห็นสีหน้านางอย่างไรอย่างนั้นคารวะนางชดช้อย “สะใภ้ถวายคารวะเสด็จแม่เพคะ”
“เพิ่งมาเอาป่านนี้ พี่หญิง ท่านให้พวกเรารอนานทีเดียว”
พระชายาผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยวาจา เสียงหวานพริ้งแทรกขึ้นก่อน
“พี่หญิงไม่ใส่ใจพวกเรายังพอทำเนาแต่พระชายาผู้เฒ่าไม่เหมือนกันนะเพคะ”
“เหล่าน้องหญิงไม่ต้องพูดแล้ว พี่หญิงกู้เพิ่งเข้ามาในจวนอ๋อง ไม่รู้ธรรมเนียมถือเป็นเรื่องปกติ” เสียงแตกต่างจากกลุ่มคนอยู่บ้างทว่าคิ้วกู้สุ่ยเย่ว์กลับขมวดขึ้นมาแล้วคนผู้นี้ดูเหมือนช่วยนางพูด ทว่าความนัยของวาจากลับเป็การเพิ่มความขัดแย้ง
อย่างที่คาด “ไม่รู้ธรรมเนียมกฎเกณฑ์แล้วไม่เห็นพระชายาผู้เฒ่าอยู่ในสายตาได้หรือ!”
“เสด็จแม่ หม่อมฉันตื่นนานแล้ว เดิมทีอยากมาคารวะเสด็จแม่แต่กลัวล่วงเกินเสด็จแม่หากแต่งกายไม่สุภาพ จึงแต่งกายเองก่อนค่อยมา หม่อมฉันอยู่ในจวนตระกูลกู้มีบ่าวคอยปรนนิบัติแต่จวนอ๋องมัธยัสถ์ ไม่มีสาวใช้ปรนนิบัติ ก่อนมาหม่อมฉันไม่รู้หากรู้หม่อมฉันคงตื่นเร็วหน่อย หม่อมฉันมีความผิด ขอเสด็จแม่โปรดลงโทษ”“จวนอ๋องมัธยัสถ์รึท่านกำลังบอกเป็นัยว่าจวนอ๋องยากจนสู้ไม่ได้แม้แต่จวนตระกูลกู้รึ”วาจานี้ของกู้สุ่ยเย่ว์พอเอ่ยออกมา มีคนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้น
“จวนอ๋องมีค่าใช้จ่ายมาก หากไม่ใช่เช่นนี้แล้วเหตุใดแม้แต่สาวใช้ถึงไม่มีกันเล่า” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย
“ท่านอ๋องมีดินแดนประจำบรรดาศักดิ์ฝ่าาเองยังพระราชทานให้อีกมากมายนัก กับแค่ค่าใช้จ่ายแค่นี้ไหนเลยจะรับไม่ไหว”ในเสียงคนผู้นั้นเจือแววดูแคลน “บ่าวรับใช้จวนอ๋องมากมาย เพียงแต่...”
กู้สุ่ยเย่ว์พลันเงยหน้า มองคนเอ่ยวาจาผู้นั้น“ความหมายเ้าคือบ่าวรับใช้มี แต่ข้าไม่คู่ควรมีรึ”
คนผู้นั้นไม่เอ่ยวาจา แต่สีหน้าท่าทางดูเหมือนยอมรับกลายๆ
กู้สุ่ยเย่ว์พลันดึงเก็บท่าทางบอบบางอ่อนแอ คารวะพระชายาผู้เฒ่าที่อยู่ด้านบนอีกรอบ “เสด็จแม่ฝ่าบาทประทานสมรสให้หม่อมฉันแต่งกับท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่รู้ว่าเหตุใดท่านอ๋องถึงไม่ชอบ และก็ไม่รู้ว่าเหตุใดแม้แต่สาวปรนนิบัติยังไม่มี ในเมื่อจวนอ๋องไม่เหลือที่ยืนให้หม่อมฉัน เช่นนั้นหม่อมฉันขอจากไปขอเสด็จแม่ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉัน”พอวาจานี้ของกู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยออกมาคนจำนวนมากที่นั่งอยู่พลันใตัวโยน
กู้สุ่ยเย่ว์เป็นชายาอ๋อง เป็นศัตรูร่วมของพวกนางทั้งหมดพวกนางแค่อยากร่วมมือกันกำราบนางเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนที่ฝ่าบาทประทานสมรสมา เรื่องนี้หากลือไปถึงฝ่าบาทที่นั่น เช่นนั้นทั้งจวนอ๋องคงเสียหายใหญ่หลวงสีหน้าพระชายาผู้เฒ่าแปรเปลี่ยนอย่างที่คาดสายตาที่มองกู้สุ่ยเย่ว์ไม่เหมือนเดิมแล้ว
“สุ่ยเย่ว์ อย่าไปฟังคำไร้สาระของคนปากพล่อยพวกนั้นที่ท่านอ๋องไม่ได้ไปเรือนเจ้าคืนก่อนไม่ใช่เพราะไม่ได้ชอบเจ้าแต่เพราะร่างกายไม่สบาย ตอนนี้กำลังพักรักษา รอพักรักษาจนหายแล้ว ต้องไปร่วมหอกับเจ้าแน่นอน เจ้าเป็นชายาเอกคนปรนนิบัติดูแลไม่อาจขาด โม่เหนียง ไปเลือกหาสาวใช้ดีๆ สักหลายนางไปปรนนิบัติข้างกายกู้สุ่ยเย่ว์” พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยกับมามาชราข้างกาย สายตาร่วงตกไปยังตัวหญิงสาวที่เอ่ยถากถางกู้สุ่ยเย่ว์เมื่อครู่ เสียงขึงขังขึ้นมา “อวี้ฉือซิ่ว ปากไม่มีหูรูด เอ่ยวาจาหลู่เกียรติพระชายา จากนี้ไปกักบริเวณหนึ่งเดือน เบี้ยหวัดหักกึ่งหนึ่งตรึกตรองสำนึกให้ดี” “เสด็จแม่” อวี้ฉือซิ่วยังอยากเอ่ยวาจา ทว่าพอสายตาเย็นเยียบของพระชายาผู้เฒ่าสาดออกไป อวี้ฉือซิ่วเม้มขบริมฝีปากแน่นทันใด ไม่กล้าเอ่ยวาจาอีกพระชายาผู้เฒ่ามองกู้สุ่ยเย่ว์ “สุ่ยเย่ว์เ้าคิดเห็นเช่นไร”
กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย “หม่อมฉันเห็นตามเสด็จแม่เพคะ”
ชั่วขณะนั้นสายตาที่กลุ่มมองกู้สุ่ยเย่ว์พลันเปลี่ยนไปแล้ว
เวลานี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถมองพระชายาผู้มาใหม่เป็หญิงสติไม่ดีนางหนึ่งได้อีกพวกนางคิดว่าพระชายาคนใหม่แม้จะเกิดในตระกูลขุนนางทว่าก็เป็แค่หญิงสติไม่ดีแต่จากวาจาคำกล่าวเมื่อครู่ พระชายาคนใหม่ไม่ได้สติไม่ดี ตรงกันข้ามนางหลักแหลมยิ่งนัก
“เอ๋ ดูสิข้าพลาดอะไรไป”เสียงหวานใสเจือแววเบิกบานดังมาจากที่ไกลๆ
คนยังไม่ถึง แต่เสียงถึงก่อนกู้สุ่ยเย่ว์หันมองไปที่เข้าสู่ม่านสายตาเป็อันดับแรกก็เป็อาภรณ์สีแดงผืนหนึ่ง