ยอดหญิงสองแคว้น ทวงแค้นสองภพ

    บทที่ 23 ต่างคนต่างความคิด

            ปี้เย่ว์ท้องเสียอยู่ในส้วมจนอิดโรยฟ้าสว่างวันรุ่งขึ้นถึงเดินออกมาจากส้วมได้สีหน้านางซีดขาว ราวกับภูตผีก็ไม่ปาน

            อยู่ในส้วมนางสาปแช่งกู้สุ่ยเย่ว์นับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้ใบหน้ายังบิดเบี้ยวและเคียดแค้น น่ากลัวยิ่งทำเอาสาวใช้ที่กำลังเดินมาหาถอยหดไปด้านหลังครึ่งก้าว

            “พี่ปี้เย่ว์ พระชายารองอาสื่อน่าเรียกหาท่าน” สาวใช้เอ่ยระมัดระวังเห็นปี้เย่ว์แล้วเหมือนเห็นแสงสว่างอย่างไรอย่างนั้น

            อาสื่อน่าเป็นคนใจร้อนขี้หงุดหงิด มีนิสัยเอาแต่ใจของชาวทูเจวี๋ย หากไม่พอใจอะไรก็จะทุบตีด่าว่า อยู่ในจวนอ๋องมีแต่คนกลัวนางปี้เย่ว์ใจกล้า ถือเป็นคนโปรดของพระชายารองอาสื่อน่า เพราะใกล้ชิดอาสื่อน่า แม้ปี้เย่ว์จะมีชาติกำเนิดต่ำศักดิ์แต่ฐานะไม่ด้อยกว่าสาวใช้ขั้นหนึ่ง

            ปี้เย่ว์ได้ยินว่าอาสื่อน่าเรียกหานางสีหน้าที่เดิมซีดขาวก็กลายเป็นหมองคล้ำในทันทีนางยอมนั่งดมกลิ่นสะอิดสะเอียนในส้วมยังดีกว่าไม่คิดอยากไปหาพระชายารองอาสื่อน่าเลยสักนิด แต่นางรู้ว่าหากนางไม่ไป จุดจบคงน่าอนาถนักปี้เย่ว์จึงทำได้เพียงลากสังขารอิดโรยไปที่เรือนสุ่ยเซี่ย

            เรือนสุ่ยเซี่ยสร้างริมน้ำ อักษร ‘เรือนสุ่ยเซี่ย’ ๪้า๲๤๲สลักขึงขังน่าเกรงขาม เห็นชัดว่าสลักด้วยมืออวิ๋นอ๋องเองยังเห็นได้ว่าที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาสามัญเพียงใด

            ปี้เย่ว์เดินมาถึงหน้าอาสื่อน่า คุกเข่าลงทันใดโขกศีรษะลงกับพื้น เห็นเพียงชายผ้าสีแดง ดุจดั่งโลหิตก็ไม่ปาน

            อาสื่อน่าเหยียนในชุดสีแดงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ เล็บมือนางทาสีแดงสด ขับเน้นผิวขาวนวลจนดูเด่นชัดนิ้วมือเรียวของนางลูบไล้แมวสีดำตัวใหญ่ในมือเรียบเรื่อยมืออีกข้างแกะเมล็ดทานตะวัน สาวใช้ทั่วไปสองนางคุกเข่าอยู่หน้านางคอยรับเปลือกเมล็ดทานตะวันที่นางพ่นออกมา

            “พระชายารอง บ่าวผิดไปแล้ว ทำเรื่องที่พระชายารองสั่งไม่สำเร็จ ขอพระชายาโปรดลงโทษ” ปี้เย่ว์เอ่ยอ้อนวอน

            แรงมืออาสื่อน่าเหยียนพลันหนักขึ้น เล็บสีแดงจิกเข้าไปในตัวแมวตัวใหญ่แมวตัวนั้นร้องเสียงแหลม ร่างปี้เย่ว์สั่นตามไปด้วยแมวป่าตัวนี้พระชายารองโปรดปรานที่สุด ทำเช่นนี้หมายความว่านางกำลังโกรธมาก

            “ข้าให้เ๯้าเอาน้ำแกงให้กู้สุ่ยเย่ว์กินทว่าสุดท้ายเ๯้ากลับกินเสียเองรึ” อาสื่อน่าเหยียนเอ่ย

            “พระชายารอง บ่าวจนหนทางแล้วจริงๆ เพคะกู้สุ่ยเย่ว์นางนั้นหาใช่หญิงสติไม่ดี ตรงกันข้าม หลักแหลมยิ่งนางมองออกว่าในน้ำแกงมีปัญหา จึงบีบให้บ่าวกิน บ่าวดูเบานางขอพระชายารองให้โอกาสบ่าวอีกครั้ง บ่าวจะต้องสั่งสอนนางแทนพระชายารองให้เข็ดหลาบ” ปี้เย่ว์เอ่ยพร้อมกับโขกศีรษะอ้อนวอนอีกครั้ง

            “ให้โอกาสเจ้าอีกหนรึ” อาสื่อน่าเหยียนเดินมา เตะถีบนางเท้าหนึ่ง“ข้าไม่ต้องการเศษสวะ ไล่นางออกไปจากเรือนสุ่ยเซี่ยเสีย ลดชั้นเป็นสาวใช้ไร้ขั้นข้าอยากดูนักว่าพระชายาคนใหม่นางนี้จะหลักแหลมเพียงใดกัน”

            อาสื่อน่าเหยียนนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม่นานก็มีสาวใช้รุมล้อมเข้ามา แต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อให้นาง นางเป็นชาวต่างเผ่าทว่าไม่ได้หน้าตาหยาบโลนเหมือนหญิงทูเจวี๋ยพวกนั้น นางสูงกว่าสตรีชาวจงหยวนมากแต่เรือนร่างเต่งตึง สองก้อนตรงหน้าอกเหมือนเด้งออกมา ใบหน้ามนกลม ผิวขาวมีเลือดฝาด ดุจผลท้อก็ไม่ปานยั่วเย้าดึงดูดคนยิ่ง

            คืนนี้กู้สุ่ยเย่ว์นอนหลับไม่สนิทเท่าไรนัก

            อย่างแรกเพราะสถานที่แปลกใหม่เดิมทีนางระวังตัวมากอยู่แล้วไม่มีทางนอนหลับสนิทในสถานที่ที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายอะไรบ้าง

            อย่างที่สองนางกำลังคิดว่าจะทำให้กงซุนอี้ขาดทายาทโดยที่ตนเองยังปลอดภัยได้อย่างไร

            ศัตรูนางมีมากมาย กงซุนอี้เป็๞เพียงแค่หนึ่งในนั้นดังนั้นจึงไม่อาจทิ้งชีวิตเพราะต้องฆ่ากงซุนอี้คนเดียวได้

            หากอาศัยแค่วรยุทธ์ เช่นนั้นเกรงว่านางจะต้องฝึกอีกสิบปีแปดปี กว่าจะไปฆ่าหลี่เย่จิ่นและกู้เทียนชิงได้ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ นางต้องการให้หญิงชั่วชายโฉดผู้นั้นสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของตนไป ให้ชีวิตที่เหลือของพวกเขาตกอยู่ในความทรมานและการจะทำทั้งหมดนี้ได้ นางจำเป็นต้องมีอำนาจ

            สุดท้ายบทสรุปที่กู้สุ่ยเย่ว์ได้คือนางต้องเป็นชายาอวิ๋นอ๋องให้ดี ค่อยๆ ก้าวทีละก้าว ก้าวไปสู่ศูนย์กลางอำนาจจนกระทั่งมีอำนาจพอต่อกรกับหลี่เย่จิ่น ต้องมีสักวันที่นางจะทำให้หลี่เย่จิ่นเสียใจที่ได้เกิดมาในชาตินี้

            “พระชายา ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”

            อิ่นจูผลักเปิดประตูก็เห็นพระชายาคนใหม่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วอดเห็นใจขึ้นมาไม่ได้

            นางเฝ้าอยู่ด้านนอก ด้วยเหตุนี้จึงรู้ว่าท่านอ๋องไม่ได้มาเช้าวันนี้ เ๱ื่๵๹นี้คงลือไปทั่วจวนอ๋องแล้วชี้ชัดแล้วว่าวันเวลาของพระชายาเอกในจวนอวิ๋นอ๋องแห่งนี้คงไม่มีทางดีได้และนางที่เป็๲สาวใช้ของพระชายาคงต้องเผชิญกับโชคชะตาที่อเนจอนาถเช่นเดียวกัน

            “พระชายา วันรุ่งขึ้นหลังแต่งงานท่านต้องไปถวายบังคมพระชายาผู้เฒ่า หากว่าช้าแล้ว คงเป็นการเสียมารยาททว่าบ่าวโง่เขลา คงช่วยพระชายาเปลี่ยนได้แค่ชุด แต่แต่งหน้าไม่เป็นเพคะ”

            ก่อนหน้าอิ่นจูล่วงเกินพระชายารองเมิ่งซื่อเข้า จึงถูกเมิ่งซื่อสั่งให้มาปรนนิบัติกู้สุ่ยเย่ว์ นางเป็นสาวใช้ข้างกายพระชายาคนใหม่ เดิมทีการแต่งตัวแต่งหน้าให้พระชายาไม่ใช่หน้าที่นางมีสาวใช้ที่มีหน้าที่เฉพาะรับผิดชอบอยู่ แต่พระชายาไม่ได้รับความโปรดปรานทั้งจวนอ๋องรู้กันทั่วแล้วสาวใช้ที่ไม่ได้ถูกขานชื่อสั่งให้มาปรนนิบัติพวกนั้นจึงไม่อยากมาหาเรื่องใส่ตัวดังนั้นจนถึงบัดนี้ จึงยังไม่มีผู้ใดมาปรนนิบัตินางแต่งตัว

            หากไม่ไปถวายบังคมพระชายาผู้เฒ่าย่อมทำให้พระชายาผู้เฒ่าไม่พอใจแต่หากไปถวายบังคมด้วยผมเผ้าสยายยาวเช่นนี้ ก็จะถือเป็๞การเสียมารยาทด้วยเช่นกัน

            อิ่นจูอดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูก “พระชายาควรทำอย่างไรดีเพคะ”

            กู้สุ่ยเย่ว์กลับนิ่งสุขุม “อิ่นจู ไปตักน้ำมาให้ข้า”

            อิ่นจูรีบออกไปตักน้ำมา

            ชาติที่แล้วกู้สุ่ยเย่ว์เป็๞ฮองเฮาแต่ก่อนเป็๞ฮองเฮานางเป็๞บุตรสาวจวนแม่ทัพมาก่อนนางแต่งตัวให้ตนเอง๻ั้๫แ๻่เล็กแล้ว กู้สุ่ยเย่ว์หยิบชุดสีน้ำเงินออกมาจากในตู้สวมใส่ นางเกิดมาผิวขาว สีน้ำเงินขับผิวนางที่สุด กู้สุ่ยเย่ว์มองตนเองในกระจกอดชื่นชมกู้สุ่ยเย่ว์ที่เกิดมาหน้าตาดี ใบหน้าเรียวขนาดเท่าฝ่ามือ ดุจราวก้อนหยกเกิดมาหน้าตาเย้ายวนบุรุษ

            กู้สุ่ยเย่ว์ชื่นชมใบหน้าตนเองพักหนึ่ง จากนั้นมวยผมขึ้นเวลานี้ อิ่นจูตักน้ำเข้ามาแล้ว

            เช็ดล้าง ทำความสะอาดหน้า ภายใต้การสั่งการของกู้สุ่ยเย่ว์ อิ่นจูเริ่มคล่องแคล่วขึ้นมา

            ไม่นาน ในกระจกก็ปรากฏหญิงสาวร่างบางในชุดสีน้ำเงิน ใบหน้าอ่อนหวานดุจสายน้ำ แค่มองครั้งเดียวก็ทำให้คนอ่อนยวบได

            อิ่นจูเองยังมองจนนิ่งอึ้ง “พระชายา ท่านสวยมากจริงๆ ”

            ตอนนี้นางพลันรู้สึกขึ้นมารางๆว่าการติดตามพระชายาอาจไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้นก็ได้ พระชายาเอกตรงหน้า ลึกล้ำสุดหยั่ง นางถึงกับมีความรู้สึกอย่างหนึ่งสักวันนางจะต้องเดินออกจากเรือนเงียบเหงาแห่งนี้ กลายเป็นตัวตนที่ไม่อาจก้าวข้าม

            “อิ่นจู พาข้าไปเรือนพระชายาผู้เฒ่า”

            เรือนหานชุน

            สถานที่แห่งนี้เป็๲สถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในจวนอ๋องพระชายาผู้เฒ่าพำนักอยู่ที่นี่ ความกตัญญูมาก่อนความดีทั้งหมดทั้งซั่วอวิ๋นต่างยึดถือความกตัญญู การอกตัญญูถือเป็๲ความผิดใหญ่หลวงหากแบกรับชื่อเสียงไม่ดีนี้ไว้คงหมดวาสนากับความก้าวหน้าในอนาคต

            ยามเช้าตรู่ ทั้งเรือนหานชุนเต็มไปด้วยสีสันสวยสดสีสันสวยสดนี้มาจากเหล่าชายารองและอนุจวนอวิ๋นอ๋อง แต่ละคนสวมชุดต่างสีสัน สมกับคำกล่าวที่ว่าวสันต์มาเยือน หมู่บุปผาบานสะพรั่ง

            “เวลานี้แล้ว พระชายาเอกยังไม่มาอีกสมกับเป็๲พระชายาเอกจริงๆวางมาดใหญ่โตนัก”

            “ต่อให้มีมาดอย่างไรก็ไม่ควรให้พระชายาผู้เฒ่ารอ”

            “ได้ยินว่าพระชายาความนึกคิดเชื่องช้า คงไม่ใช่ว่ายังไม่รู้ตัวหรอกกระมัง”

            ภายใต้วาจาเหล่านี้สีหน้าของคนที่นั่งอยู่ในโถงหลักกลายเป็๲ไม่น่าดูในทันใด

            ในขณะนั้นเองชุดสีน้ำเงินตัวหนึ่งพลันกระแทกเข้าสู่สายตากลุ่มคนรสนิยมอวิ๋นอ๋องปกติเหมือนทั่วไป ดังนั้นเหล่าบุปผาในนี้จึงล้วนแต่สวยล้ำทว่าตอนเห็นรูปโฉมของผู้ที่มาต่างพากันตะลึงพรึงเพริดไปคนละแบบ

            กู้สุ่ยเย่ว์มาคนเดียวลำพังสายตานางร่วงตกไปยังตัวหญิงชราที่อยู่กลางสุด หญิงชราอายุประมาณห้าสิบปีได้ ใส่ชุดสีน้ำตาลอ่อนทั้งตัว ใบหน้าเข้มงวด เพียงมองก็รู้ว่าปฏิสัมพันธ์ด้วยยาก

            กู้สุ่ยเย่ว์เหมือนไม่เห็นสีหน้านางอย่างไรอย่างนั้นคารวะนางชดช้อย “สะใภ้ถวายคารวะเสด็จแม่เพคะ”

            “เพิ่งมาเอาป่านนี้ พี่หญิง ท่านให้พวกเรารอนานทีเดียว”

            พระชายาผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยวาจา เสียงหวานพริ้งแทรกขึ้นก่อน

            “พี่หญิงไม่ใส่ใจพวกเรายังพอทำเนาแต่พระชายาผู้เฒ่าไม่เหมือนกันนะเพคะ”

            “เหล่าน้องหญิงไม่ต้องพูดแล้ว พี่หญิงกู้เพิ่งเข้ามาในจวนอ๋อง ไม่รู้ธรรมเนียมถือเป็นเรื่องปกติ” เสียงแตกต่างจากกลุ่มคนอยู่บ้าง

            ทว่าคิ้วกู้สุ่ยเย่ว์กลับขมวดขึ้นมาแล้วคนผู้นี้ดูเหมือนช่วยนางพูด ทว่าความนัยของวาจากลับเป็๞การเพิ่มความขัดแย้ง

            อย่างที่คาด “ไม่รู้ธรรมเนียมกฎเกณฑ์แล้วไม่เห็นพระชายาผู้เฒ่าอยู่ในสายตาได้หรือ!”

            “เสด็จแม่ หม่อมฉันตื่นนานแล้ว เดิมทีอยากมาคารวะเสด็จแม่แต่กลัวล่วงเกินเสด็จแม่หากแต่งกายไม่สุภาพ จึงแต่งกายเองก่อนค่อยมา หม่อมฉันอยู่ในจวนตระกูลกู้มีบ่าวคอยปรนนิบัติแต่จวนอ๋องมัธยัสถ์ ไม่มีสาวใช้ปรนนิบัติ ก่อนมาหม่อมฉันไม่รู้หากรู้หม่อมฉันคงตื่นเร็วหน่อย หม่อมฉันมีความผิด ขอเสด็จแม่โปรดลงโทษ”

            “จวนอ๋องมัธยัสถ์รึท่านกำลังบอกเป็๞นัยว่าจวนอ๋องยากจนสู้ไม่ได้แม้แต่จวนตระกูลกู้รึ”วาจานี้ของกู้สุ่ยเย่ว์พอเอ่ยออกมา มีคนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้น

            “จวนอ๋องมีค่าใช้จ่ายมาก หากไม่ใช่เช่นนี้แล้วเหตุใดแม้แต่สาวใช้ถึงไม่มีกันเล่า” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย

            “ท่านอ๋องมีดินแดนประจำบรรดาศักดิ์ฝ่า๢า๡เองยังพระราชทานให้อีกมากมายนัก กับแค่ค่าใช้จ่ายแค่นี้ไหนเลยจะรับไม่ไหว”ในเสียงคนผู้นั้นเจือแววดูแคลน “บ่าวรับใช้จวนอ๋องมากมาย เพียงแต่...”

            กู้สุ่ยเย่ว์พลันเงยหน้า มองคนเอ่ยวาจาผู้นั้น“ความหมายเ๽้าคือบ่าวรับใช้มี แต่ข้าไม่คู่ควรมีรึ”

            คนผู้นั้นไม่เอ่ยวาจา แต่สีหน้าท่าทางดูเหมือนยอมรับกลายๆ

            กู้สุ่ยเย่ว์พลันดึงเก็บท่าทางบอบบางอ่อนแอ คารวะพระชายาผู้เฒ่าที่อยู่ด้านบนอีกรอบ “เสด็จแม่ฝ่าบาทประทานสมรสให้หม่อมฉันแต่งกับท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่รู้ว่าเหตุใดท่านอ๋องถึงไม่ชอบ และก็ไม่รู้ว่าเหตุใดแม้แต่สาวปรนนิบัติยังไม่มี ในเมื่อจวนอ๋องไม่เหลือที่ยืนให้หม่อมฉัน เช่นนั้นหม่อมฉันขอจากไปขอเสด็จแม่ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉัน”

            พอวาจานี้ของกู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยออกมาคนจำนวนมากที่นั่งอยู่พลัน๻๠ใ๽ตัวโยน

            กู้สุ่ยเย่ว์เป็นชายาอ๋อง เป็นศัตรูร่วมของพวกนางทั้งหมดพวกนางแค่อยากร่วมมือกันกำราบนางเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนที่ฝ่าบาทประทานสมรสมา เรื่องนี้หากลือไปถึงฝ่าบาทที่นั่น เช่นนั้นทั้งจวนอ๋องคงเสียหายใหญ่หลวง

            สีหน้าพระชายาผู้เฒ่าแปรเปลี่ยนอย่างที่คาดสายตาที่มองกู้สุ่ยเย่ว์ไม่เหมือนเดิมแล้ว

            “สุ่ยเย่ว์ อย่าไปฟังคำไร้สาระของคนปากพล่อยพวกนั้นที่ท่านอ๋องไม่ได้ไปเรือนเจ้าคืนก่อนไม่ใช่เพราะไม่ได้ชอบเจ้าแต่เพราะร่างกายไม่สบาย ตอนนี้กำลังพักรักษา รอพักรักษาจนหายแล้ว ต้องไปร่วมหอกับเจ้าแน่นอน เจ้าเป็นชายาเอกคนปรนนิบัติดูแลไม่อาจขาด โม่เหนียง ไปเลือกหาสาวใช้ดีๆ สักหลายนางไปปรนนิบัติข้างกายกู้สุ่ยเย่ว์” พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยกับมามาชราข้างกาย สายตาร่วงตกไปยังตัวหญิงสาวที่เอ่ยถากถางกู้สุ่ยเย่ว์เมื่อครู่ เสียงขึงขังขึ้นมา “อวี้ฉือซิ่ว ปากไม่มีหูรูด เอ่ยวาจาหลู่เกียรติพระชายา จากนี้ไปกักบริเวณหนึ่งเดือน เบี้ยหวัดหักกึ่งหนึ่งตรึกตรองสำนึกให้ดี”

            “เสด็จแม่” อวี้ฉือซิ่วยังอยากเอ่ยวาจา ทว่าพอสายตาเย็นเยียบของพระชายาผู้เฒ่าสาดออกไป อวี้ฉือซิ่วเม้มขบริมฝีปากแน่นทันใด ไม่กล้าเอ่ยวาจาอีก

            พระชายาผู้เฒ่ามองกู้สุ่ยเย่ว์ “สุ่ยเย่ว์เ๽้าคิดเห็นเช่นไร”

            กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย “หม่อมฉันเห็นตามเสด็จแม่เพคะ”

            ชั่วขณะนั้นสายตาที่กลุ่มมองกู้สุ่ยเย่ว์พลันเปลี่ยนไปแล้ว

            เวลานี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถมองพระชายาผู้มาใหม่เป็๞หญิงสติไม่ดีนางหนึ่งได้อีกพวกนางคิดว่าพระชายาคนใหม่แม้จะเกิดในตระกูลขุนนางทว่าก็เป็๞แค่หญิงสติไม่ดีแต่จากวาจาคำกล่าวเมื่อครู่ พระชายาคนใหม่ไม่ได้สติไม่ดี ตรงกันข้ามนางหลักแหลมยิ่งนัก

            “เอ๋ ดูสิข้าพลาดอะไรไป”เสียงหวานใสเจือแววเบิกบานดังมาจากที่ไกลๆ

            คนยังไม่ถึง แต่เสียงถึงก่อนกู้สุ่ยเย่ว์หันมองไปที่เข้าสู่ม่านสายตาเป็๞อันดับแรกก็เป็๞อาภรณ์สีแดงผืนหนึ่ง