(จบ)เทพมังกรน้อยแสนซน

    บทที่ 36 หน่วนเป่าฝืนใจทำ

    บทที่ 36 หน่วนเป่าฝืนใจทำ


    สำหรับสกุลเซียว วันนี้ช่างเป็นวันที่แสนเหนื่อยล้า


    หลังมื้ออาหาร หานเหนียงจึงต้มน้ำถังใหญ่หลายถังส่งให้ทุกคนเพื่อให้ได้แช่เท้าและผ่อนคลาย


    เด็ก ๆ หลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน แม้แต่หน่วนเป่าและเสี่ยวลิ่วที่ต้องฟังนิทานทุกวันก็ยังเหนื่อยมากจนนอนกรน


    หลินซื่อหยิบหมอนขึ้นมาเงยหน้าขึ้นและมองไปยังเซียวหย่งฝู “อิ่มหรือไม่”


    เซียวหย่งฝูยื่นเท้าออกมาข้างหนึ่งแล้วลูบหนังท้อง “วันนี้รู้สึกอิ่มมากเกินไปด้วยซ้ำ”


    “ต้องขอบคุณลูกสาวแล้ว” 


    เซียวหย่งฝูนึกถึงหลักการเรื่องต้นกล้าและกระซิบเรื่องนี้ข้างหูภรรยา “ลูกสาวของเราไม่ใช่คนธรรมดา”


    หลินซื่อโกรธเล็กน้อย “นางไม่ใช่คนธรรมดาแล้วอย่างไร ตอนนี้นางยังเด็ก ให้นางเติบโตขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอ”


    หากใครต้องการเอาเปรียบครอบครัวหรือใช้ประโยชน์จากหน่วนเป่า นาง หลินตงเหมยจะทำให้คนผู้นั้นได้รู้ว่าคนเป็นแม่แข็งแกร่งเพียงใด!


    หลินซื่อไม่ได้บอกเซียวหย่งฝูว่าตนวางแผนที่จะสร้างปัญหาให้กับแม่เฒ่าเหยา


    เอาให้ไม่กล้าออกมาสร้างปัญหาอีกเลย


    หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน พวกเขาทั้งสองคนคุยกันอีกสองสามคำก็เข้านอน 


    ในค่ำคืนที่มืดมิดจนแม้แต่สุนัขในหมู่บ้านก็ยังหลับใหล แสงสีทองก็ลอยออกมาจากร่างของหน่วนเป่า


    ดูเหมือนนางจะยังงุนงง บินเป๋ไปเป๋มา แต่ยังคงมีเส้นทางที่แน่นอน


    ก่อนอื่นนางบินไปที่ห้องครัว เติมน้ำทิพย์ลงในถังน้ำ เติมข้าวทิพย์ลงในถังข้าว จากนั้นบินไปที่ห้องของฉีสือเยี่ยน


    แม้ว่าเด็กชายจะมีองครักษ์ติดตามมาหลายคน แต่ถ้าเทพมังกรน้อยไม่อยากให้พวกเขาพบเห็น มีหรือพวกเขาจะได้เห็น?


    มังกรทองตัวน้อยแตะอุ้งเท้าเล็ก ๆ กับมือของเด็กชาย พบว่ามีบาดแผลอยู่ที่นิ้วของเขา แต่ไม่มีเลือดไหลออกมา  


    แสงสีทองดวงหนึ่งถูกปล่อยออกมาปกคลุมฉีสือเยี่ยน ผ่านไปประมาณหนึ่งในสี่เค่อ มังกรทองตัวน้อยก็ดึงดวงแสงออก แต่นั่นกลับทำให้รูปร่างของนางผอมลงไปกว่าเดิมมาก


    ไม่กี่อึดใจต่อมา เลือดสีเขียวจำนวนมากก็ไหลออกมาจากบาดแผลบนมือของฉีสือเยี่ยน ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วห้อง


    มังกรทองตัวน้อยโบกมือเรียกเปลวไฟ เผาเลือดพิษจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว


    หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ นางก็บินกลับมาช้า ๆ โดยที่ปากยังคงพร่ำพูดไม่หยุด “ผู้คนไม่สามารถเอาใจใส่มากเกินไปได้ ไม่เช่นนั้นคงจะต้องฝืนใจทำเพื่อพวกเขาอยู่ตลอด”


    หลังจากนี้นางจะถอนพิษให้ฉีสือเยี่ยนทุก ๆ สามวัน


    “นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์สินะ”


    โครกคราก


    ครั้งนี้เหนื่อยและใช้พลังงานมากเกินไป อาหารเมื่อตอนเย็นท่านแม่ก็มอบให้เพื่อนบ้านไปหมดแล้ว


    ถ้านางแอบไปกินมัน พรุ่งนี้เช้าทั้งหมู่บ้านจะตามจับโจรหรือเปล่านะ


    “หิวจัง” มังกรทองตัวน้อยเดินเตร่จากท้ายหมู่บ้านไปยังห้องโถงบรรพบุรุษที่หน้าหมู่บ้าน


    นางเดาะลิ้นหนึ่งที “วันนี้เหมือนหลี่เจิ้งจะเอาไก่ป่าไปหนึ่งตัวนี่นา”


    หลังจากผ่านประตูเข้าไป ท่านเจ้าที่สองตนคุกเข่าแทบไม่ทัน


    ทันทีที่มังกรทองตัวน้อยเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ นางก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อ นางจ้องมองไปที่ไก่และน้ำลายไหล “มีใครอยู่หรือไม่”


    แน่นอนว่ากลางดึกเช่นนี้ไม่มีใครอยู่ที่นั่น แต่สุดท้ายนี่ก็เป็นของเซ่นไหว้ของผู้อื่น นางเขินอายเกินกว่าจะกินมันโดยไม่ถามเจ้าของ

    บรรพบุรุษส่วนใหญ่บนแผ่นจารึกออกมา เมื่อเทพผู้ชอบธรรมมาถึง พวกเขาก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันได้


    “คารวะซ่างเสิน*[1]”


    มังกรทองตัวน้อยหน้าบาน เมื่อเห็นความเอิกเกริกนี้ นางรีบนั่งลง “ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ” 


    แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ดวงตากลับจับจ้องไปที่ไก่ตุ๋นตัวนั้น ไม่สามารถถอนสายตากลับมาได้เลยสักนิด ถึงจะพยายามมากเพียงใด ก็ไม่อาจทำได้


    “ซ่างเสิน วันนี้ลูกหลานของข้าถวายไก่ย่างหนึ่งตัว พวกเราอยากจะเชิญท่านมาร่วมรับประทานด้วยกัน” บรรพบุรุษที่เห็นความแน่วแน่ในสายตาของเทพมังกรน้อยจึงเอ่ยเชื้อเชิญ 


    นางอยากจะปฏิเสธแต่… มันยากจริง ๆ


    “ถ้าอย่างนั้นเปิ่นเสินไม่เกรงใจแล้ว พรุ่งนี้ให้หลี่เจิ้งส่งให้พวกเจ้าอีกแล้วกัน” หลังจากที่มังกรทองตัวน้อยพูดจบ นางก็เริ่มลงมือ


    บรรพบุรุษปรนนิบัตินางเป็นอย่างดี บางคนยื่นขาไก่ให้ บางคนรินชาให้ และบางคนก็คอยเช็ดปากให้นาง


    พวกเขาล้วนไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นจะไม่ดูแลเด็กคนนี้อย่างดีได้อย่างไร


    อย่างน้อยตอนนี้เทพมังกรน้อยก็พอใจเป็นอย่างมาก


    “เอิ๊ก!” นางยังจำคำพูดของท่านแม่ได้ว่า ข้าวเย็นต้องกินให้น้อยหน่อย


    ดังนั้นนางจึงกินเพียงเจ็ดในสิบส่วนของกระเพาะเท่านั้น


    “เชิญซ่างเสินโปรดมาบ่อย ๆ”


    “การที่ท่านมาเยือนเป็นเกียรติกับพวกเรานัก”


    มังกรทองตัวน้อยโบกอุ้งเท้า “ลาก่อน ลาก่อน ไว้จะมาเยี่ยมบ่อย ๆ”


    นางเดินย่องกลับอย่างกับพวกโจร ถ้าไม่พูดถึงว่าระหว่างทางที่นางกระโดดโลดเต้นบนเนินหลุมศพและแย่งกระดาษเงินของผีสองตัวที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกกัน นางก็นับว่าเป็นเด็กดีจริง ๆ


    วันรุ่งขึ้น


    เป็นเวลารุ่งสาง ประตูหน้าบ้านสกุลเซียวก็ถูกเคาะ


    “ใคร ทำไมถึงรีบร้อนมาเช้าขนาดนี้” เซียวหย่งฝูสวมเสื้อผ้าของเขาและเดินออกไปด้วยความงุนงง


    เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบชายชราคนหนึ่งที่ไม่รู้จักและมีห่อผ้าวางอยู่แทบเท้า 


    “เจ้ามาหาใคร”


    “ข้าน้อย ฟางเยี่ยนซู มีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้าง”


    เซียวหย่งฝูที่ยังไม่ตื่นเต็มตาก็ตกใจกับคำพูดมีมารยาท จ้องมองชายชราตาโต


    จนกระทั่งหลินซื่อรีบเข้าไปกระซิบข้างหู “พี่เยี่ยน พี่เยี่ยน”


    จากนั้นเซียวหย่งฝูก็ถึงรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอที่เจี่ยงอี๋โม่พูดถึงเมื่อครั้งที่แล้ว


    “ท่านหมอฟาง ต้องขอโทษจริง ๆ ข้ายังไม่ตื่นดี ข้าจะพาท่านไปพบหลี่เจิ้งทางโน้นก่อน” เซียวหย่งฝูลูบหน้าผากตนเองด้วยสีหน้าอับอาย


    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” หมอฟางไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้าอะไร


    หลี่เจิ้งดีใจมากที่รู้ว่ามีหมอมาอยู่ในหมู่บ้าน และแสดงการต้อนรับทันที


    “ข้าขอถามท่าน ไม่ทราบว่าท่านเก่งในด้านใดหรือ”


    “ข้าสามารถรักษาอาการปวดหัวตัวร้อน บาดแผลรอยฟกช้ำสามารถรักษาได้หมด มีความรู้เรื่องแม่และเด็กอีกเล็กน้อย ถึงตอนนั้นย่อมสามารถตอบแทนพวกชาวบ้านได้บ้าง”


    คำพูดที่ดูเรียบง่ายของฟางเยี่ยนซู กลับทำให้หลี่เจิ้งแอบประหลาดใจ พวกเขาพบสมบัติเข้าให้แล้ว ด้วยนี่คือหมอรักษาคน!


    แต่จากสิ่งที่คนผู้นี้พูด ดูเหมือนเขาจะเป็นเพียงหมอพเนจรเท่านั้น


    ไหนจะท่าทางที่ดูสงบของฟางเยี่ยนซู ที่แสดงให้เห็นว่าเขาได้ผ่านโลกมามากมายแล้ว


    หลี่เจิ้งนึกถึงเด็กที่มาอยู่บ้านของเซียวหย่งฝูทันที ซึ่งดูแล้วไม่น่าใช่คนธรรมดาเช่นกัน


    ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาคิดว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องกัน


    ในเวลานั้นเขาจึงจัดเตรียมที่พักให้ชายชราอยู่ใกล้บ้านของเซียวหย่งฝู


    หลังจากกลับไป หานเหนียงและเหล่าองครักษ์ก็ไปทำความสะอาดบ้านให้ท่านหมอฟาง


    ส่วนฟางเยี่ยนซูก็กำลังจับชีพจรของฉีสือเยี่ยนภายในห้อง


    “ฝ่าบาท เมื่อเร็ว ๆ มานี้ท่านได้ไปพบแพทย์คนอื่นมาบ้างหรือไม่”


    ฟานเยี่ยนซูมองฉีสือเยี่ยนด้วยแววตาตื่นเต้น


    ฉีสือเยี่ยนส่ายหัว “ไม่เลย แต่ช่วงนี้ร่างกายของข้ารู้สึกดีขึ้นมาก”


    เมื่อก่อนเขามักจะเจ็บปวดทุก ๆ เที่ยงคืน อวัยวะภายในบีบรัดจนแทบทนไม่ไหว


    แต่ช่วงนี้เขานอนหลับสนิทจนถึงเช้า


    “มีอะไรผิดปกติหรือ”


    ฟางเยี่ยนซูสงบนิ่ง แต่เขารู้สึกประหลาดใจ “ไม่มีอะไรผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่พิษในร่างกายของฝ่าบาทดูเหมือนจะจางกว่าทุกครั้ง”


    ฉีสือเยี่ยนหายใจเข้า “จางอย่างนั้นหรือ” 


    เจ้าก้อนแป้งที่กำลังเล่นโคลนอยู่ในสนามหญ้า : จะไม่จางได้อย่างไร ข้าทุ่มพลังขจัดพิษขนาดนั้น เป็นเปิ่นเสินนี่เหนื่อยจริง ๆ


    นางคงเป็นคนแรกที่ทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่อไว้!


    เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุ ฟางเยี่ยนซูจึงไม่คิดถึงมันอีกต่อไป อย่างไรก็ตามเขาได้มาอยู่ที่นี่แล้ว หากมีใครมารักษาฝ่าบาทเขาจะต้องได้พบแน่


    ถ้าเจ้าก้อนแป้งรู้ความคิดของเขา คงจะต้องพูดว่า ท่านคิดเยอะเกินไปแล้ว


    เมื่อหมอฟางเดินออกไป ชายชราก็เหลือบไปเห็นโสมและใบปี่แป่ในสวน


    โสมถูกเอามาล้างอย่างระมัดระวัง ขนที่อยู่บนใบและสิ่งสกปรกบนใบปี่แป่ถูกทำความสะอาดเกลี้ยง


    หรือว่ามีคนใช้โสมนี้ถอนพิษให้ฝ่าบาท?


    ฟางเยี่ยนชูเห็นเด็กชายที่กำลังเล่นโคลนกับเด็กหญิงอายุเพียงขวบกว่าในสวน


    เขาก้าวไปข้างหน้าและสอบถาม “นายน้อย อยากจะถามหน่อยว่าคนปรุงยาอยู่ที่ไหนหรือ”



    [1] ซ่างเสิน (上神) คือ เทพชั้นสูง หนึ่งในลำดับขั้นของเทพเซียน