แสงแรกแห่งทิวาสาดส่องไปทั่วหุบเขาหมื่นพิษ อากาศที่เย็นสบายของผืนป่าพาให้อยากทิ้งตัวลงนอนต่อ หลินเยว่ชิงตื่นขึ้นมาเพื่อโคจรลมปราณและจัดการความเรียบร้อยให้ตัวเองก่อนจะเริ่มเดินทางต่อ
เส้นทางในหุบเขานี้เป็เพียงทางที่พอให้ม้าตัวเดียววิ่งผ่านไปได้แค่นั้น ป่ารกชัฏเบื้องหน้ามีเถาวัลย์ขึ้นพันพัวกันไปหมด กลิ่นหอมสะอาดของต้นไม้ใบหญ้าที่ยังมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ให้ความรู้สึกเย็นสงบในใจ อาชาสีนิลยังคงก้าวย่างไปตามทางเบื้องหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง
อี้เหิงใช้กระบี่ปัดป้องกิ่งไม้ให้พ้นทางเดินของม้า ร่างเล็กหันซ้ายหันขวาเพื่อมองดูผืนป่ารอบด้าน ใน่กลางวันในหุบเขาหมื่นพิษช่างเงียบเหงา มีเพียงเสียงของเหล่าวิหคตัวน้อยที่บินไปมา สัตว์ร้ายใดๆ ที่นางได้พบพานเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาล้วนไม่มีให้เห็น จะมีก็เพียงกระรอกกระต่ายที่วิ่งไปมาตามพุ่มไม้ เป็โชคดีของนางนักที่ได้แผนที่มาจากท่านหมอจี้ เส้นทางนี้เป็ทางมีความปลอดภัยที่สุดในการเข้าหุบเขาหมื่นพิษ ด้วยเส้นทางนี้มิค่อยมีเถาวัลย์พิษมากเท่าใดนักและยังห่างจากเขตของสัตว์ร้ายอยู่มาก แต่จะลำบากในการเดินทางอยู่ซักหน่อยเพราะเป็เส้นทางที่ขรุขระมาก หากนางต้องเข้าหุบเขาเองโดยไม่มีแผนที่แล้ว นางคงได้ม้วยั้แ่เพิ่งย่างเท้าเข้าเขตหุบเขาเป็แน่
หนึ่งบุรุษกับสองดรุณีน้อยเดินทางต่อไปอย่างเงียบสงบไร้ซึ่งวาจาใดๆ สายตาขององครักษ์หนุ่มสอดส่องไปรอบกายเพื่อคอยระวังภัยให้ท่านหญิงน้อยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าตน
ผ่านไปสองชั่วยาม อี้เหิงจึงชักอาชาให้หยุดลงตรงข้างลำธารในป่าใหญ่ น้ำในลำธารใสจนเห็นมัจฉาตัวใหญ่ที่กำลังแหวกว่ายวนอยู่ในสายวารี หลินเยว่ชิงเดินเข้าไปใกล้ธารน้ำใสก่อนจะยิงหน้าไม้ใส่ปลาตัวใหญ่ที่กำลังแหวกว่ายอยู่นั้นเพื่อนำมาเป็มื้อกลางวัน ท้องน้อยๆ ของนางเริ่มประท้วงขออาหารอีกแล้ว
สามชีวิตนั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟที่มีปลาย่างสุกที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย อี้เหิงนำปลาย่างสุกตัวใหญ่ที่สุดวางบนใบไม้แล้วยื่นให้ท่านหญิงน้อย ร่างเล็กหยิบเนื้อปลาหวานฉ่ำเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“เหิงเหิง..อีกนานรึไม่กว่าจะถึงที่หมาย”
“หากเดินไปตามแผนที่เรื่อยๆ คิดว่าไม่น่าจะเกินสองชั่วยามขอรับ”
“เราคงต้องไปให้ถึงก่อนฟ้ามืดสิน่ะ..ในหุบเขาหมื่นพิษยามค่ำคืนช่างน่ากลัวนัก” ร่างเล็กเอ่ยพึมพำกับตัวเองเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
เมื่อพักเหนื่อยเติมพลังเรียบร้อยแล้วทั้งสามก็ออกเดินทางต่อทันที อี้เหิงส่งยาเม็ดเล็กให้ท่านหญิงและเสี่ยวอวี้ทานเพิ่มอีกคนล่ะเม็ด เพราะเขาไม่รู้ว่าทางเดินข้างหน้าจะมีสิ่งใดรออยู่ ท่านหมอจี้เตือนเขาว่าในหุบเขาหมื่นพิษนี้จะมีพืชพิษชนิดหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมออกมา หากสูดดมกลิ่นนี้เข้าไปมากๆ อาการจะคล้ายคนเมาสุราและจะทำให้หลับใหลไปอย่างไม่รู้ตัว จนอาจจะทำให้ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีกเลย เขาจึงต้องให้ทุกคนทานยาต้านพิษเอาไว้ก่อน
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางของหุบเขาเท่าใด ความงดงามของผืนป่ารอบข้างยิ่งมีมากขึ้น หมู่มวลบุปผาที่กำลังออกดอกชูช่อแข่งขันกันราวกับหญิงงามที่้าอวดโฉมให้บุรุษผู้พึงใจได้ชม ภาพเหล่านี้ทำให้เหมือนว่ากำลังได้นั่งชมบุปผาอยู่ในอุทยานหลวงก็มิป่าน แต่ต่างกันตรงที่บุปผาเหล่านี้ล้วนมีพิษหากไปจับต้องโดยไม่ระวัง
อาชาสีนิลยังคงวิ่งไปอย่างไม่เร็วนัก สองชั่วยามไม่ขาดไม่เกินหลินเยว่ชิงก็มาถึงที่หมายเสียที ตลอดทางมีพบเจอสัตว์มีพิษขนาดเล็กบางเป็ประปรายแต่อี้เหิงก็ใช้กระบี่ตัดพวกมันเป็สองท่อนทันที
เบื้องหน้านางเป็เรือนไม้หลังงามขนาดกลางที่สร้างขึ้นไปบนเนินเตี้ยขนาดกว้างที่เื้ัเป็ป่าใหญ่ และมีเรือนไม้หลังเล็กที่อยู่ห่างจากเรือนหลังแรกราวครึ่งลี้ ทางเดินขึ้นไปยังเรือนเป็บันไดหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีอยู่ราว 30 ขั้น สองข้างทางของบันไดมีแปลงดอกไม้หลากหลายพันธ์ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งแปลง เบื้องล่างก่อนถึงบันไดทางขึ้นเรือนจะมีแปลงผักและสมุนไพรอยู่ล้อมรอบลานกว้างตรงที่พวกนางยืนอยู่ ด้านข้างของเรือนจะมีธารน้ำไหลผ่านมีเก๋งเล็กๆ อยู่ข้างธารน้ำใกล้กับต้นไม้ใหญ่
หลินเยว่ชิงมองภาพงดงามเบื้องหน้าด้วยแววตาเปร่งประกาย ผู้ใดจะคิดว่าภายในหุบเขาที่แสนอันตรายจะยังมีความงดงามถึงเพียงนี้
ภายในเรือนไม้หลังงามกลางหุบเขาหมื่นพิษ หญิงงามรูปร่างยั่วยวนเดินนวยนาดไปที่หน้าต่างของเรือน นางหรี่ตาที่ถูกตบแต่งไว้อย่างดีเพ่งมองออกไปหน้าเรือน ลานกว้างหน้าเรือนของนางอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ราว 1 ลี้ นางจับััของผู้บุกรุกได้ั้แ่พวกเขาย่างเท้าเข้ามาในเขตเรือนของนางแล้ว แต่ที่ยังปล่อยให้เข้ามาถึงหน้าเรือนได้เพราะนางจับจิตมุ่งร้ายมิได้จากพวกเขา
นานแล้วที่เรือนหลังงามของนางไม่ได้มีผู้มาเยือน หญิงงามจึงอยากรู้ถึงจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ของพวกเขานางจึงไม่สังหารพวกเขาทิ้งั้แ่จับสัมผ้สได้
กลางลานสมุนไพรของนาง มีเพียงบุรุษหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งและดรุณีน้อยอีกสองนาง ถึงทั้งสองจะแต่งกายตัวชุดบุรุษก็มิอาจตบตา ‘เยี่ยเหม่ยจี’ ผู้นี้ได้ ฉายานามหมอปีศาจของนางมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย สายตาที่เฉียบคม ประสาทรับกลิ่นได้มากกว่าผู้อื่น ทำให้นางสามารถปรุงและแยกแยะพิษได้ดีกว่าหมอทั่วไป นางยังใช่พิษเป็อาวุธในการสังหารอีก เหล่าชาวยุทธต่างเรียกขานนางว่า ‘นางมารเหม่ยจี’ ที่งดงามยั่วยวนแต่อันตราย นางจะมิได้สมญานามนี้เลยหากเพราะมิใช่นางสังหารตระกูลจงอย่างโเี้ทั้งตระกูลโดยมิเหลือรอดซักคน
เดิมทีนางเป็เพียงบุตรสาวของอนุ ที่บิดาเป็เพียงคหบดีเล็กๆ ผู้หนึ่ง นางผู้เคยเป็คนหัวอ่อนว่าง่ายเชื่อฟังบิดาไปเสียทุกอย่าง ในวัย 12 หนาวที่ความงามฉายแววออกมาเกินหน้าเกินตาบุตรสาวทุกคนของตระกูล เกิดไปถูกใจบุตรชายคนเล็กของตระกูลจงเสียได้ ชายผู้นี้เป็พวกกักขฬะชอบทุบตีเหล่าอนุของตน ด้วยนางเป็เพียงบุตรอนุต่อยต่ำแต่ชายผู้นั้นเป็บุตรขุนนางเขามาบังคับให้บิดาของนางยกนางให้เป็อนุของเขา บิดานางก็ขัดขืนมิได้คนพวกนี้ขู่จะทำลายกิจการของตระกลูเยี่ย ด้วยความต้องเลี้ยงดูคนอีกหลายชีวิตบิดาของนางจึงส่งนางไปแต่งเป็อนุของคนผู้นั้นด้วยวัยเพียง 12 หนาว แต่คนตระกลูจงก็เลวกว่าที่นางคาดพวกเขาจ้างโจรป่าให้ไปปล้นบ้านของนางและทำร้ายบิดาของนางปางตายเพียงเพราะส่งนางไปแต่งเป็อนุของเขาล่าช้า ไม่นานบิดาของนางก็สิ้นใจตายเพราะพิษาแ ตระกูลเยี่ยที่ขาดเสาหลักไม่นานก็ล่มสลายไป นางในตอนนั้นที่เป็เพียงแม่นางน้อยผู้หนึ่งต้องหนีตายออกมาจากนรกขุมที่เรียกว่าตระกูลจง พวกมันให้คนออกตามล่านางกลับไป โชคดีที่นางได้เจอกับคุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลหนึ่ง คุณหนูผู้นั้นมิได้รังเกียจนางซ้ำยังช่วยเหลือนางไว้แล้วแอบพานางหนีออกจากเมืองหนานเกิงพร้อมกับมอบเงินให้นางจำนวนหนึ่ง นางต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ก่อนจะได้พบกับเฒ่าหมื่นพิษแห่งยุทธภพแล้วจึงฝากตัวเป็ศิษย์ อาจารย์ของนางให้นางรับปากว่าจะไม่แก้แค้น แต่นางไหนเลยจะปล่อยวางได้เพลิงแค้นที่สุมทรวงนางอยู่มันแผดเผาใจนางจนมอดไหม้ หากนางมิได้ระบายเพลิงโทสะนี้คงเป็ตัวนางเองที่ต้องอยู่เหมือนตกนรกเป็แน่ นางในวัย 18 หนาวได้กลับไปแก้แค้นคนตระกูลจงทั้งตระกลูไม่ว่าจะเป็ตระกูลสายหลักหรือสายรอง กว่าสามร้อยชีวิตนางสังหารพวกมันให้ตายตกไปในคืนเดียวด้วยยาพิษที่นางปรุงขึ้นเอง คดีจวนขุนนางถูกสังหารยกจวนในคืนเดียวเป็ที่โจษจันไปทั่วทั้งเมืองหลวง เมื่อชำระหนี้แค้นบัญชีเืนั้นเสร็จแล้วนางก็เร้นกายเข้าสู่หุบเขาหมื่นพิษ ที่แห่งนี้นอกจากศิษย์พี่ของนางแล้วก็ไม่เคยมีผู้ใดมาเยือน แต่วันนี้กลับมีแขกที่นางมิรู้จักได้มาเยือนเรือนนางเสียแล้ว
หลินเยว่ชิงยังคงยืนมองเรือนไม้หลังงามตาไม่กระพริบ ตอนนี้ฟ้าก็ใกล้มืดแล้วแต่ในเรือนยังคงเงียบสงัด ไม่มีแสงเทียนลอดออกมาจากตัวเรือนเลย หรือท่านหมอปีศาจจะไม่อยู่เรือนกัน? ร่างเล็กยังคงครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง
“เหิงเหิง..หากเราเข้าไปในเรือนตอนนี้จะเป็ไรรึไม่ ตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้วด้วย” หลินเยว่ชิงเอ่ยขอความเห็นจากองครักษ์หนุ่ม
“เช่นนั้นไปกันเถอะขอรับ..เราลองเรียกดูเผื่อจะมีใครอยู่ในเรือน” สิ้นคำอี้เหิงก็จับจูงร่างเล็กของหลินเยว่ชิงให้เดินอยู่ข้างหลังตนเพื่อเป็การปกป้อง
เสี่ยวอวี้ก็เดินตามท่านหญิงน้อยอยู่ไม่ห่าง นางสอดส่ายสายตาไปรอบๆ เพื่อระวังภัยให้ท่านหญิงเช่นกัน ทั้งสามชีวิตเดินมาหยุดอยู่ห่างจากเรือนไม้หลังงามราว 30 ก้าว ภายในเรือนยังไร้ความเคลื่อนไหวอยู่เช่นเดิม
อี้เหิงจับััพลังลมปราณที่ออกมาจากด้านในเรือนได้อย่างบางเบา ทันใดนั้นเองไม้แหลมห่าใหญ่ก็พุ่งออกมาจากหน้าเรือนตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
ทั้งสามยกอาวุธปัดป้องไม้เ่าั้ให้พ้นตัว ภายในเรือนพลันปรากฎแสงสว่างขึ้นทั่วเรือนพร้อมร่างเงาสายหนึ่งพุ่งตรงมาหาอี้เหิง
เสียงอาวุธปะทะกันระหว่างอี้เหิงและหญิงสาวชุดแดงดังขึ้นไม่ขาดสาย การออกอาวุธของคนทั้งคู่รวดเร็วและเฉียบขาด
หลินเยว่ชิงได้แต่ยืนมองคนทั้งคู่ปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือด แม้อี้เหิงจะดูได้เปรียบมากกว่าแต่ก็มิได้หมายเอาชีวิตของอีกฝ่าย หญิงสาวชุดแดงก็เช่นกันการออกอาวุธของนางดูอ่อนช้อยแต่ทรงพลังทุกกระบี่ที่เสือกแทงออกไปมิได้หมายเอาชีวิตเช่นกัน
ผ่านไปเกือบสองเค่อเสียงปะทะของคมกระบี่จึงหยุดลง อี้เหิงรีบกลับมายืนข้างท่านหญิงน้อยอย่างปกป้อง ส่วนร่างบางในชุดแดงก็กลับไปยืนอยู่หน้าเรือน
“ฝีมือของเ้าไม่เลวนี้..มาเรือนข้า้าสิ่งใด” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยถามแขกทั้งสาม นางถูกใจในฝีมือของชายหนุ่มผู้นี้ จากที่ประมือกันเมื่อครู่คนผู้นี้คงเป็ยอดฝีมือแน่นอน
“ข้าน้อย หลินเยว่ชิง คาราวะท่านหมอเยี่ยเ้าคะ” หลินเยว่ชิงกำหมัดไว้ตรงหน้าท้องแล้วค้อมกายเคารพผู้อาวุธโสกว่า
อี้เหิงเมื่อเห็นท่านหญิงน้อยทักทายสตรีเบื้องหน้าเขาทำเพียงแค่ผงกหัวทักทายอีกฝ่ายไปแค่นั้น
“บุกรุกเข้ามาในเขตแดนของข้า..เ้ามีธุระอันใดนางหนูแล้วพวกเ้าเข้ามาที่นี้ได้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร” หญิงสาวเอ่ยถามร่างเล็กที่เพิ่งทักทายนางไป
“ข้าน้อยเข้ามาที่นี้ได้เพราะแผนที่ที่ท่านหมอจี้มอบให้เ้าคะ..และข้าก็มาขอฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านด้วยเ้าคะ” ร่างเล็กตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แวตตามั่นคงไม่สั่นไหวเพราะแรงกดดันจากหญิงงามเบื้องหน้าตน
เยี่ยเหม่ยจีหรี่ตามองดวงหน้าแป้นแล้นที่มีดวงตากระจ่างใสเปร่งประกาย มีความใสซื่อในแววตาคู่นั้น ทำให้นางคล้ายกับได้พบใครบางคนอีกครั้ง แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่นางก็ยังจำดวงหน้านั้นได้ดี แต่คล้ายแล้วอย่างไรในใต้หล้านี้มีผู้คนมากมายการที่คนเราจะหน้าคล้ายกันบ้างก็คงไม่แปลก
“ข้าไม่คิดรับศิษย์กลับไปเสีย..พวกเ้าพักที่เรือนเล็กหลังนั้นได้ พรุ่งนี้ก็ออกจากหุบเขาไปซะ!”
สิ้นเสียงคนกล่าวก็ไม่อยู่แล้ว เสียงประตูเรือนปิดดังลั่น หลินเยว่ชิงได้แต่อ้าปากค้างคำพูดยังไม่ทันได้ออกจากปากแต่คนไม่อยู่ฟังเสียแล้ว
คืนนี้หลินเยว่ชิงได้นอนในเรือนอุ่น แม้จะหลังเล็กไปหน่อย ถึงจะอยู่กันสามคนแต่ก็มิได้อึดอัดเท่าใดนัก
เสี่ยวอวี้จัดเตรียมอาหารมื้อเย็นให้ท่านหญิงน้อย โชคดีที่เรือนไม้หลังนี้มีครัวเล็กๆ อยู่ นางจึงต้มน้ำแกงคลายหนาวให้ทุกคนได้กิน
เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน ร่างเล็กที่ยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืดนั้นก็ได้แต่จมอยู่กับความคิดของตน นางจะทำเช่นไรให้ท่านหมอรับนางเป็ศิษย์ พรุ่งนี้นางไม่มีทางออกจากหุบเขาแห่งนี้แน่นอน หลินเยว่ชิงยังคงคิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนสุดท้ายต้องผล็อยหลับไป
อากาศยามย่ำรุ่งในหุบเขาหมื่นพิษหนาวเย็นเกินกว่าร่างเล็กจะข่มตาหลับต่อได้ หลินเยว่ชิงลุกขึ้นมานั่งโคจรลมปราณเช่นทุกวัน เมื่อปรับพลังลมปราณในร่างกายให้สมดุลเสร็จแล้วนางก็ลุกออกจากเตียงไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่ปลุกเสี่ยวอวี้ สำหรับอี้เหิงนางก็ไม่อยากปลุกเขาเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาอี้เหิงหลับไม่เต็มตาซักคืน เขาต้องคอยเฝ้ายามให้นางทุกคืนจนนางอดเป็ห่วงมิได้กลัวเขาจะล้มป่วยไปเสียก่อน
ร่างเล็กเดินออกมาหน้าเรือนไม้หลังเล็ก ตอนนี้น่าจะต้นยามเหม่าแล้ว หยาดน้ำค้างที่เกาะยอดหญ้าเมื่อกระทบกับแสงของโคมไฟทำให้ดูเปร่งประกายระยิบนะยับคล้ายกับมีดวงดาวอยู่บนผืนหญ้า
หลินเยว่ชิงยังคงเดินไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงกลางลานสมุนไพร นางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมากิ่งหนึ่งใช้ต่างกระบี่ ก่อนจะเริ่มร่ายรำเพลงกระบี่ที่นางจำได้ขึ้นใจ
เยี่ยเหม่ยจียืนมองร่างเล็กที่กำลังร่ายรำกระบี่อยู่ในความมืดอย่างพิจารณา นางเหมือนมองเห็นตัวเองได้จากดรุณีน้อยผู้นี้ นัยตาที่ดูใสซื่อแต่มีประกายของเพลิงแค้นซ่อนอยู่ ไหล่เล็กที่ดูอ้างว้างเดียวดายนั้นยิ่งทำให้นางคิดถึงอดีตของตัวเอง หญิงสาวถอดถอนหายใจออกมากับความคิดที่สับสนของตัวเอง
“เหตุใดนางหนูนี้ถึงหน้าตาคล้ายท่านผู้นั้นนักน่ะ..มีความเกี่ยวข้องอันใดกันหรือเปล่า..นี้ก็ 9 ปีมาแล้วที่ข้าไม่ได้เจอท่านผู้นั้นอีกเลย ตอนนี้จะเป็เช่นไรบ้างน่ะ” เยี่ยเหม่ยจีได้แต่รำพึงกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเลิกสนใจร่างเล็กนั้นแล้วกลับไปยังห้องชั้นใน
หลินเยว่ชิงเมื่อฝึกกระบี่จนพอแล้วจึงเดินกลับไปยังเรือนไม้หลังเล็ก ตอนนี้ฟ้าเริ่มส่างแล้วความสว่างกำลังขับไล่ความมืดให้หมดไปจากฟากฟ้า หยาดน้ำค้างตามยอดหญ้าเริ่มเหือดแห้งเมื่อถูกแสงอาทิตย์ส่องลงมา
เสี่ยวอวี้ออกมายืนรอท่านหญิงน้อยของนางอยู่หน้าเรือน ยามลืมตาตื่นขึ้นมากลับไม่พบเ้านายน้อยของตนทำให้นางตระหนกยิ่งนัก
ร่างเล็กส่งยิ้มบางเบาให้กับนางกำนัลคนสนิทผู้นี้ ก่อนจะจับประคองกันเข้าเรือนไป
หลังจากทานมื้อเช้าที่เสี่ยวอวี้เป็ผู้ปรุงขึ้นมา หลินเยว่ชิงก็ขอคำปรึกษาจากอี้เหิงเพื่อหาวิธีให้ท่านหมอปีศาจรับนางเป็ศิษย์
ตัวอี้เหิงเองก็จนปัญญาที่จะช่วยท่านหญิงน้อยเช่นเดียวกัน ของแบบนี้หากเ้าตัวเขามิยินยอมต่อให้เอากระบี่ไปจ่อคอก็คงบังคับหมอปีศาจผู้นั้นมิได้
ร่างเล็กได้ถอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจนปัญญา แต่นางคงต้องลองดูซักตั้ง เมื่อตัดสินใจได้แล้วร่างเล็กจึงเดินไปที่เรือนไม้หลังงามที่อยู่ถัดไป
“เหิงเหิง..พี่เสี่ยวอวี้..ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดพวกท่านต้องอยู่เฉยๆ เข้าใจหรือไม่..นี้เป็คำสั่ง” ร่างเล็กเอ่ยสั่งความคนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
หลินเยว่ชิงคุกเข่าลงเบื้องหน้าเรือนไม้หลังงามที่ประตูเรือนยังคงปิดอยู่
“ท่านหมอเยี่ยเ้าคะ..โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถิดเ้าคะ..หากท่านไม่รับข้าไว้..ข้าจะคุกเข่าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนเ้าคะ” ท่านหญิงน้อยแห่งจวนฉีหวางเอ่ยบอกผู้ที่อยู่ในเรือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตามีความมุ่งมั่นแน่วแน่
อี้เหิงและเสี่ยวอวี้ได้ยินคำกล่าวของเ้านายน้อยถึงกับเบิกตากว้างอย่างใ นี้ท่านหญิงใช่จะทรมานตัวเองหรือไม่?
ภายในเรือนไม้หลังงามผู้เป็เ้าของเรือนล้วนได้ยินคำพูดของเด็กน้อยผู้นั้นชัดทุกประโยค
“เด็กก็คือเด็กแหละน่ะ เดี๋ยวเมื่อยก็คงเลิกไปเอง” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ นางคิดว่าอีกหน่อยเดี๋ยวเด็กน้อยผู้นั้นก็ล้มเลิกความตั้งใจไปเอง
จากแสงแดดที่อบอุ่นในยามเช้าบัดนี้ตะวันขึ้นเกือบจะตรงศรีษะอยู่แล้ว แต่ร่างเล็กยังคงนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน
เสี่ยวอวี้ได้แต่ร่ำไห้เบาๆ กับตัวเอง ท่านหญิงน้อยของนางต้องทรมานตัวเองถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางทำได้เพียงป้อนน้ำให้ท่านหญิงเป็ครั้งคราวเท่านั้น นางช่วยสิ่งใดท่านหญิงมิได้เลย นางช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
เวลาล่วงเลยจนผ่านวันร่างเล็กของหลินเยว่ชิงก็ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิมตรงนั้น แสงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้วความมืดของราตรีกาลได้เคลื่อนผ่านเข้ามา แต่ร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้
เยี่ยเหม่ยจียืนมองร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่หน้าเรือนด้วยสายตาวูบไหว เด็กน้อยผู้นั้นยังเยาว์นักเหตุใดจึงมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ ผู้ใหญ่บางคนนั่งคุกเข่าไม่กี่ชั่วยามก็โอดครวญแล้ว แต่เด็กน้อยผู้นี้กลับไม่มีเสียงใดๆ หลุดออกมาให้ได้ยิน ถึงร่างเล็กนั่นจะกัดริมฝีปากของตนเพื่อฝืนความเ็ปเพียงใดแต่ก็ไม่ยอมแพ้แล้วลุกจากไป
ภายนอกเรือนเริ่มมีเมฆฝนก่อตัว ฝนหลงฤดูที่มาใน่คิมหันต์ฤดูกำลังตั้งเค้า ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบกลับมีเสียงฟ้าร้องคำราม แต่ร่างเล็กก็ยังคงนิ่งงันอยู่เช่นนั้น
สายฝนเริ่มโปรยปราย สายลมก็เริ่มพัดกระหน่ำ ชายอาภรณ์ของร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่ถูกลมพัดเสียงดังพรึบพรับ
อี้เหิงเดินเข้ามาหาท่านหญิงน้อยของเข้าแล้วกางเสื้อคลุมต่างร่มเพื่อกันฝนให้ท่านหญิง เขายืนซ้อนข้างหลังร่างเล็กเพื่อช่วยบดบังสายลมที่กำลังพัดอย่างบ้าคลั่งนี้
“เหิงเหิง ..ถอยออกไป” หลินเยว่ชิงเอ่ยสั่งเสียงเย็น
“แต่ว่า..” อี้เหิงยังกล่าวไม่จบประโยคแต่ร่างเล็กก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ถอยออกไป..นี้เป็คำสั่ง! ..หาไม่ข้าจะลงโทษท่าน!!” ร่างเล็กเอ่ยไล่คนเสียงเย็นเยียบ ไหล่เล็กๆ นั้นเหยียดตรงใบหน้ามองเชิดไปด้านหน้า
อี้เหิงจำต้องถอยออกไปตามคำสั่ง ก่อนจะไปเขาทิ้งเสื้อคลุมตัวใหญ่ไว้ให้ท่านหญิง เพื่อช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวจากสายฝน
สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ หลินเยว่ชิงกัดปากแน่นเพื่อข่มกลั้นความเ็ปและความเหน็บหนาว นางโคจรลมปราณไปทั่วร่างกายเพื่อให้ไออุ่นแก่ตนเอง แค่ความโหดร้ายของธรรมชาติก็ยังคงชนะ ร่างบางตัวสั่นน้อยๆ ริมฝีปากบางเริ่มเป็สีม่วงคล้ำ มือเล็กกำชายอาภรณ์จนแน่นนั้นสั่นน้อยๆ เช่นกัน
เยี่ยเหม่ยจีที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน ร่างเล็กที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคนของตนเองแต่ยังฝืนนั่งคุกเข่าตากฝนอยู่เช่นนั้น เด็กน้อยผู้นี้เคยผ่านเื่เลวร้ายใดมากันน่ะจึงได้เด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ร่างบางถอดถอนใจออกมาก่อนจะเดินไปหยิบร่มแล้วเดินออกไปหน้าเรือน
หญิงสาวเดินกางร่มไปหยุดอยู่เบื้องหน้าร่างเล็กที่ยังคุกเข่าอยู่
“เด็กน้อย..หากเ้าอยากเป็ศิษย์ข้าก็ต้องผ่านการทดสอบจากข้าก่อน..ข้าจะให้เวลาเ้า 7 วัน หากเ้าผ่านบททดสอบข้าก็จะรับเ้าเป็ศิษย์..แต่ตอนนี้เ้าลุกขึ้นก่อนเถิด หากเ้าป่วยตายตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้เป็ศิษย์ของข้าแน่” เยี่ยเหม่ยจีกล่าวจบก็ทิ้งร่มไว้ให้ร่างเล็ก ก่อนที่นางจะเดินกลับเข้าเรือนไป
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ยินคำกล่าวของท่านหมอเยี่ยนางก็ยิ้มออกมาทันที่ แต่ร่างกายที่ฝืนทนมาทั้งวันซ้ำยังตากฝนทำให้ล้มลงไปในทันที
อี้เหิงที่มองท่านหญิงน้อยอยู่ก่อนแล้วก็เข้ามารับร่างเล็กไว้ก่อนจะล้มลงพื้น
ภายในเรือนไม้หลังน้อยเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เสี่ยวอวี้เมื่อเห็นอี้เหิงอุ้มท่านหญิงเข้ามาในเรือนนางถึงกับร่ำไห้ออกมา นางรีบเตรียมน้ำอุ่นและอาภรณ์ตัวใหม่ให้ท่านหญิงน้อย ส่วนอี้เหิงก็ออกไปต้มยาที่ท่านหมอเยี่ยเอามาให้ อาการของหลินเยว่ชิงค่อนข้างน่าเป็ห่วงนางตัวร้อนเพราะพิษไข้ ดวงหน้าขาวซีดเหมือนกระดาษ ริมฝีปากเขียวคล้ำสั่นน้อยๆ จากความหนาวเย็น กว่าอาการของหลินเยว่ชิงจะดีขึ้นก็ล่วงเข้ายามโฉ่ว [1] แล้ว เสี่ยวอวี้นั่งเฝ้าเ้านายน้อยอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน อี้เหิงก็ไปหากระถางไฟมาจุดเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ท่านหญิง
แสงแดดอ่อนสาดส่องไปทั่วฟากฟ้า หมู่นกกาเริ่มออกจากรัง หลังจากค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำร่างเล็กยังคงหลับใหลเพราะเหนื่อยอ่อน พิษไข้ที่ขึ้นสูงจนหน้าหวาดหวั่นจางหายไปเพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากนางกำนัลคนสนิทและองครักษ์เงารูปงาม
่สายของวันหลินเยว่ชิงเริ่มรู้สึกตัวร่างกายที่เคยปวดเมื่อยเริ่มทุเลา รอยช้ำที่เข่าได้รับการรักษาอย่างดี ร่างเล็กมองเสี่ยวอวี้อย่าง้าคำตอบ
“ท่านหมอเยี่ยเป็คนจัดยาเทียบนี้ให้ท่านหญิงเ้าคะ..ยาสำหรับทาแก้ฟกช้ำท่านหมอเยี่ยก็เป็คนนำมาให้เ้าคะ” เสี่ยวอวี้บอกล่าวร่างเล็กพร้อมพยุงให้ลุกนั่งพิงขอบเตียง
อี้เหิงเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาก่อนจะยื่นให้เสี่ยวอวี้เป็คนป้อนยาให้ท่านหญิงน้อย หลินเยว่ชิงรับยาถ้วยนั้นมาดื่มอย่างง่ายดาย ยาถ้วยนี้ขมมากจริงๆ แต่ร่างเล็กก็ดื่มจนหมดถ้วย
อี้เหิงยื่นตำราเล่มใหญ่มาให้กับหลินเยว่ชิง ร่างเล็กรับตำรานั้นมาไว้ในมือก่อนจะเปิดดูคร่าวๆ ตำราเล่มนี้เป็ตำราที่รวบรวมสมุนไพรที่มีพิษและไม่มีพิษมีอยู่ประมาณห้าพันชนิด
“หมอผู้นั้นบอกว่าให้ท่านหญิงจดจำสมุนไพรในตำราเล่มนี้ให้ได้ถายใน 7 วัน แล้วนางจะทดสอบท่านหญิงขอรับ” อี้เหิงบอกกล่าวนายของตน
หลินเยว่ชิงพยักรับคำบอกกล่าวจากอี้เหิง ก่อนจะเปิดตำราดูเนื้อหาภายในนั้น
“ท่านหญิงเ้าคะ..บ่าวว่าพักผ่อนก่อนเถิดเ้าคะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มศึกษาก็ได้เ้าคะ”
“ท่านหมอเยี่ยได้ถามถึงความเป็มาของพวกเรารึไม่?” ร่างเล็กเอ่ยถามทั้งที่ยังก้มหน้าอ่านตำราอยู่
“ไม่ได้ถามเ้าคะ”
“งั้นต่อไปก็เรียกข้าว่า ‘คุณหนู’ แทนท่านหญิงก็แล้วกัน.. ไว้หากท่านหมอถามเมื่อไหร่ข้าจะบอกเอง”
“เ้าคะ/ขอรับ”
เมื่ออาการป่วยของหลินเยว่ชิงดีขึ้น นางก็คร่ำเคร่งอยู่กับตำราเล่มหนาจนไม่ทำสิ่งใดอีก วันเวลาผันผ่านจนถึงวันที่นางต้องไปทดสอบกับเยี่ยเหม่ยจี ภายในห้องปรุงยาของหมอปีศาจ มีร่างเล็กนั่งหลังตรงอยู่ตรงหน้าเยี่ยเหม่ยจี
การทดสอบครั้งนี้เป็การให้หลินเยว่ชิงบอกชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรที่เยี่ยเหม่ยจีนำมา โดยนางนำสมุนไพรทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษมาใช้ในการทดสอบนี้ เมื่อเยี่ยเหม่ยจีหยิบสมุนไพรต้นใดขึ้นมา ร่างเล็กก็เจื่อยแจ้วบอกชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรนั้นทันที
หญิงสาวยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจในสติปัญญาของเด็กน้อยตรงหน้านาง การทดสอบผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อหมอสาวหยิบสมุนไพรต้นใดขึ้นมาหลินเยว่ชิงสามารถตอบได้ถูกต้องแม่นยำ เมื่อสิ้นการทดสอบเยี่ยเหม่ยจีก็ให้หลินเยว่ชิงยกน้ำชาคาราวะนางเป็อาจารย์ สำหรับเสี่ยวอวี้และอี้เหิงก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในหุบเขานี้ได้เช่นกัน
ร่างเล็กยืนอยู่หน้าแปลงสมุนไพรหน้าเรือนไม้หลังงาม มือเล็กกำจี้หยกที่ห้อยคอไว้มั่น สายตาของนางทอดมองออกไปไกลแววตาเปร่งประกายมีความมุ่งมั่นและเด็ดเดียว ในที่สุดนางก็ได้เป็ศิษย์ของหมอปีศาจแล้ว รอก่อนเถิดนางจะศึกษาพิษให้แตกฉานแล้วจะคืนสนองให้กับคนที่มันเคยให้ร้ายอาเตี่ยของนาง
***********
[1] ยามโฉ่ว คือ เวลา 01.00 น.- 02.59 น.