"นายน้อยขอรับ ข้ากลับมาแล้วขอรับ"
เสี่ยวเว่ยที่กลับมาจากร้านตำราของเถ้าแก่ฟู่เอ่ยบอกนายของตัวเองที่กำลังนอนเอนหลังพักผ่อนอยู่บนตั่ง ดวงตาของเกอหนุ่มเป็ประกายแวววาว เขาหยิบถุงเงินหนักอึ้งที่เก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างดีเพื่อมอบให้นายน้อยของตัวเอง
หรงเยว่ซีขยับกายลุกขึ้นรับถุงเงินจากบ่าวคนสนิท โยนขึ้นลงสองสามครั้งเพื่อคาดเดาเงินข้างในคร่าวๆ เมื่อดูเหมือนจะหนักกว่าที่เขาคาดไว้ จึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย มือหนาเปิดถุงออกก่อนจะเทเงินออกมาวางแล้วนับก้อนสีทองตรงหน้า
สิบตำลึงทอง?
ดูเหมือนจะขายดีมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้นะเนี่ย
มุมปากของหรงเยว่ซีผุดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง
เขาส่งถุงเงินให้เสี่ยวเว่ยเอาไปเก็บจากนั้นจึงตัดสินใจเอนกายลงนอนอย่างี้เีอีกครั้ง
เสี่ยวเว่ยที่กำลังตื่นเต้นดีใจมองนายน้อยกับถุงเงินเงินในมืออย่างมึนงง
นายน้อยขอรับ ช่วยตื่นเต้นกว่านี้ได้ไหมขอรับ นี่มันสิบตำลึงทองเลยนะขอรับ!
เสี่ยวเว่ยกรีดร้องอยู่ในใจ แต่เห็นท่าทีเฉื่อยชาของนายน้อยแล้ว เขาก็ได้แต่ก้มหน้าเดินเอาถุงเงินไปเก็บในหีบเงินของนายน้อย ก่อนจะกลับมาคุกเข่าลงข้างร่างสูงของผู้เป็นาย เพื่อบอกคำพูดที่เถ้าแก่ฟู่ฟากเอาไว้
"นายน้อยขอรับ เถ้าแก่ฟู่ฝากข้ามาเอ่ยถามท่านว่า มีบัณฑิตหลายคนอยากทราบว่าตำราเล่มต่อไปของท่านจะนำมาวางขายเมื่อไหร่ขอรับ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเฝ้ารอจนยอมจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อที่จะได้รับตำราเล่มต่อไปของท่านทันที"
ในขณะที่พูดบ่าวตัวเล็กอดไม่ได้ที่จะยืดอกไปด้วยอย่างภาคภูมิใจ เขาเดินทางไปร้านตำราฟู่ฉือในครั้งนี้ ได้รับการดูแลแตกต่างกับครั้งก่อนราวพลิกฝ่ามือ เถ้าแก่ฟู่และหลงจู๊หม่าต่างใช้คำพูดนอบน้อมกับเขาทุกประโยค และยังเอ่ยชื่นชมนายน้อยของเขาด้วยการเรียกว่า'ปรมาจารย์เยว่หลัน'ทุกคำ
แน่นอนว่านายน้อยของเขาย่อมเก่งกาจที่สุด!
"เอาไว้เดือนหน้าค่อยออกเล่มที่สอง ข้าจะออกแค่เดือนละเล่มพอ"
หรงเยว่ซีพูดขึ้น ตอนนี้เขาได้เขียนตุนเอาไว้ถึงเล่มที่ห้าแล้ว แต่ละเล่มก็มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน
หมายถึงสถานที่ในการร่วมรักน่ะนะ อย่างเล่มแรกก็อ่างอาบน้ำ เพราะเป็เล่มลองเชิง เขายังไม่ได้ใส่ความเข้มข้นของฉากxxเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็การปูพื้นตัวละครไปก่อน ไม่อย่างนั้นคนในยุคนี้ที่ค่อนข้างเก็บตัวในเื่นี้อาจจะหัวใจวายตาย ไม่ก็เืหมดตัวไปเสียก่อน
เราจะต้องค่อยๆ บ่มเพาะอารมณ์ของทุกคนให้ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ
การแก้แค้นของเขายังพึ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง จะว่าไปแล้ว เขาที่กำลังหาสถานที่แปลกๆ เพื่อแก้แค้นฮ่องเต้โดยเอาไปลงกับตัวละครในนิยายของเขาอยู่
อืม งั้นเล่มที่หกเอาเป็ถูกxxบนหลังม้าเลยดีไหม คงสนุกและน่าหวาดเสียวไม่หยอกน่าดู ฮ่าๆๆๆ
"หากข้าเป็เหล่าบัณฑิตพวกนั้นคงขาดใจตายเป็แน่ขอรับ ความรู้สึกของการถูกปล่อยทิ้งให้ค้างเอาไว้ช่างทรมานเหลือเกิน"
เสี่ยวเว่ยกล่าวเสียงอ่อย นับเป็โชคดีของเขาที่นายน้อยใจดีช่วยชี้แนะวิธีอ่านตำราที่อีกฝ่ายนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนขึ้น จนกระดาษไม่พอต้องส่งคนไปเบิกกับท่านพ่อบ้านอู๋อยู่หลายรอบ
หลังจากที่เขาได้อ่านงานเขียนของนายน้อย เขาก็รู้สึกว่าได้เปิดตาที่สามของตัวเองขึ้น ความรู้สึกที่ว่าหัวใจกำลังพองโตและหลอมละลายไปกับความรักของท่านแม่ทัพกับฮ่องเต้
ทำให้เขาถึงกับอ่านไปดึงทึ้งชายเสื้อของตัวเองไปด้วย เขาต้องกัดปากกลั้นเสียงกรีดร้องของตัวเอง ยามอ่านถึงฉากที่แม่ทัพกับฮ่องเต้เสพสังวาสกันในถังอาบน้ำ
คิดไปแล้วก็ช่างน่าละอายเหลือเกินที่ยามเขาอ่านก็ต้องบิดตัวไปมา เนื่องจากเขารู้สึกถูกกระตุ้นมากเกินไปจนทำให้ส่วนนั้นของเขาตื่นตัวด้วยเช่นกัน ยิ่งฉากที่ท่านแม่ทัพกกกอดร่างงามของฮ่องเต้เพื่อเคลื่อนกายจนพาถึงฝั่งฝัน...
ผิวกายของเขาก็แดงระเรื่อไปด้วย ใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงราวกับเห็นภาพของฮ่องเต้กับท่านแม่ทัพในวันงานเลี้ยงของวังหลวงออกมาเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าของเขา! และยังติดตาเขาไปจนถึงในความฝันจนตื่นมาพร้อมกับกางเกงนอนที่เปียกชื้น!
ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน เพียงอ่านและจินตนาการตามตัวอักษรที่นายน้อยบรรจงเขียนขึ้นก็ทำให้เขาเข้าถึงอารมณ์ได้ถึงเพียงนี้
หลังจากอ่านตำราเล่มหนึ่งที่นายน้อยเขียนเป็ต้นฉบับเสร็จ เขาก็ขออนุญาตคัดลอกมันทันที บ่าวเกอและบ่าวหญิงในเรือนก็ด้วย พวกเขาต่างติดอยู่ในตำราของนายน้อยอย่างเพลิดเพลิน
เมื่อนายน้อยบอกว่าพวกเขาสามารถพักได้ ทุกคนก็จะหยิบตำราที่อยู่ในแขนเสื้อออกมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอถึงฉากวาบหวิวก็ต้องอุดปากแล้วตีไหล่สหายที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างอดใจไม่อยู่
และคอยเฝ้ารอนายน้อยเขียนตำราเล่มต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
แต่นายน้อยช่างใจร้ายเหลือเกิน ท่านเขียนตำราถึงเล่มที่ห้าแล้วแต่ไม่ยอมให้พวกข้าได้อ่านมันเลยสักนิด แถมยังนำไปเก็บในหีบที่มีกุญแจปิดอย่างดีและมีนายน้อยเพียงคนเดียวที่มีกุญแจนั้น
นายน้อยขอรับ การเห็นหนังสืออยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถอ่านได้มันช่างโหดร้ายต่อหัวใจดวงน้อยๆ ของข้าจริงๆ ราวกับคนที่อดอาหารมานานแต่มีแก้วน้ำวางอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถเอื้อมหยิบมันมาดื่มดับกระหายได้
บ่าวในเรือนได้แต่คร่ำครวญในใจ พลางแอบน้ำตาไหลริน ข้าอยากอ่านตอนต่อไปใจจะขาดแล้วขอรับ ฮือๆ
สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามเกาะแข้งเกาะขานายน้อยและคอยเลียบๆ เคียงๆ อ้อนวอนเท่านั้น แต่นายน้อยก็ช่างใจแข็งเหลือเกิน
พวกเขาคงได้แต่รอเดือนหน้าที่นายน้อยจะให้เขาได้คัดลอกมัน ก่อนจะนำไปฝากวางขายยังร้านตำราฟู่ฉือ
"พวกเ้าอย่ามาเกลี้ยกล่อมข้าเลย ข้าพูดคำไหนก็คำนั้น อีกไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรพวกเ้าก็ได้อ่านก่อนคนอื่นอยู่แล้ว"
หรงเยว่ซีที่รู้ทันความคิดของคนรับใช้เหล่านี้ปฏิเสธอย่างใจแข็ง ก่อนเขาจะเอ่ยถามเื่ที่ติดใจต่อ
"ว่าแต่เ้าบอกว่ามีบัณฑิตหลายคนมาถามหาตำราของข้าอย่างนั้นหรือ"
"ใช่ขอรับ ตอนข้าไปที่ร้านก็เห็นว่ามีบัณฑิตหลายคนกำลังรอรับหนังสือของนายน้อยอยู่ขอรับ"
หรงเยว่ซีค่อนข้างแปลกใจในกลุ่มลูกค้าของตัวเองที่เป็ถึงบัณฑิต ตอนแรกเขาคิดว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดาเสียอีกที่เป็ลูกค้ารายแรกๆ ของเขา
ก่อนที่เขาจะนึกขึ้นมาได้ว่าร้านตำราฟู่ฉือที่เขาเลือกนั้น นอกจากจะเป็ร้านตำราที่ใหญ่ที่สุดแล้วยังเป็ร้านตำราที่ขายตำราเกี่ยวกับการศึกษาและสอบราชการเป็ส่วนใหญ่
งั้นก็คงไม่แปลกที่จะมีบัณฑิตมาหยิบจับมันและหาวิธีอ่านได้อย่างรวดเร็ว
แต่เป็ที่นิยมในกลุ่มบัณฑิตก่อนก็ถือว่าเป็เื่ที่ดี เื่ราวความรักของบุรุษกับบุรุษนั้น หากได้รับความนิยมในกลุ่มชนชั้นบัณฑิตก็สามารถแพร่กระจายออกมาอย่างเป็ที่ยอมรับให้กับคนกลุ่มอื่นอย่างพ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านทั่วไปและรวมถึงเหล่าขุนนางก็ด้วย
บัณฑิตถือได้ว่าเป็กลุ่มคนที่รวมความแตกต่างของคนฐานะร่ำรวยชนชั้นสูงกับฐานะปานกลางลงไปได้อย่างกลมเกลียวมากที่สุด
เหล่าขุนนางและพ่อค้าที่ร่ำรวยล้วนส่งเสริมให้ลูกเป็บัณฑิตสอบเข้าราชการเพื่อชื่อเสียงและหน้าตาของตระกูล
เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไปที่อยากให้ลูกเป็บัณฑิตเพื่อชื่อเสียงและหน้าตาของตระกูลเช่นกันและที่สำคัญอีกอย่างก็คือเื่ของรายได้จากค่าตำแหน่งของราชการ
ถึงจะดูว่ายังมีการแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจนอยู่ดี แต่ในสถานศึกษาซึ่งเป็แหล่งรวมบัณฑิตทุกคนในแคว้นนั้นไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นด้านใน ทุกอย่างทุกจัดสรรอย่างเท่าเทียมมากที่สุด จากนโยบายของฮ่องเต้พระองค์ใหม่
หรงเยว่ซีคิดว่าเป้าหมายของเขาที่อยากให้คนในยุคนี้ได้เปิดใจกับการมีคนรักเป็เพศเดียวกันไม่ใช่เื่ที่ผิดนั้น กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดีเลยทีเดียว
จากการที่บัณฑิตต่างรอคอยตำราเล่มต่อไปของเขา ทั้งที่รู้ว่าเป็เนื้อหาความรักระหว่างเพศเดียวกัน โดยที่ไม่รู้สึกขัดแย้งหรือต่อต้าน ทั้งที่ตัวละครยังเป็ถึงแม่ทัพใหญ่กับฮ่องเต้อีกด้วย ไม่ใช่เพียงชาวบ้านตาสีตาสาธรรมดา
ในความคิดของหรงเยว่ซี หากเขาเริ่มเขียนความรักของบุรุษกับบุรุษจากชนชั้นชาวบ้าน
สิ่งนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกดูถูกผุดขึ้นมาในใจของผู้อ่านอย่างไม่รู้ตัวสำหรับคนในยุคนี้ ว่าคงเป็ชาวบ้านเท่านั้นที่จะมีความรักแบบตัดแขนเสื้อ และมันจะเกิดความแบ่งแยกว่าคนที่มีฐานะสูงไม่ควรมีความรักกับเพศเดียวกัน เพราะเป็เื่น่าอับอายและเป็สิ่งที่ชาวบ้านที่มีศักดิ์ต่ำกว่าเท่านั้นที่สามารถมีความรักแบบนี้ได้
การเปิดด้วยความรักของคนสูงศักดิ์ในระดับแม่ทัพของแคว้นกับฮ่องเต้ที่ถือเป็ยอดสูงสุดของระบบชนชั้น จะสามารถช่วยทลายกำแพงที่ว่า ใครก็สามารถมีความรักแบบเพศเดียวกันได้ หากว่าเขาสามารถปลูกฝังความรู้สึกและอารมณ์ร่วมให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจว่าไม่ว่าจะคนเพศไหน ทุกคนต่างก็มีหัวใจและมีความเป็มนุษย์เท่าเทียมกัน
และควรมีอิสระที่จะรักใครก็ได้ที่พวกเขาตกหลุมรักโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอุปสรรคในเื่เพศ ชนชั้น หรือฐานะเข้ามาบั่นทอนชีวิตคู่ของพวกเขา โดยชักจูงทุกคนผ่านทางความรักที่ต้องคอยหลบซ่อนอย่างยากลำบากของตัวละครเอกทั้งคู่ในตำรา
เพราะอุปสรรคจากหน้าที่อันสูงส่งที่แบกรับไว้บนบ่าของพวกเขาและอีกหลายปัจจัยจากรอบตัว ซึ่งจะครอบคลุมกับสิ่งที่คนมีความรักเพศเดียวกันในทุกชนชั้นต้องเจอ อีกทั้งยังดูมีความเป็ไปได้ที่ยากกว่าด้วย เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและร่วมลุ้นไปกับความรักของทั้งคู่ว่าจะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ และจบลงอย่างมีความสุขได้อย่างไร
เขา้าลดกระแสสังคมที่จะเข้าโจมตีคู่รักเพศเดียวกันในสังคมเวลานี้ที่ยังอยู่แบบหลบซ่อน หรือต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเอง รวมถึงคู่รักเพศเดียวกันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้ได้มีความเป็อยู่อย่างกล้าหาญและภาคภูมิใจในการตัดสินใจของตัวเองที่จะเลือกรักใครสักคนแม้จะเป็เพศเดียวกัน
โดยไม่ต้องมีความละอายใจต่อครอบครัวและคนอื่น ไม่รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็คนประหลาดหรือผิดเพศ อย่างที่สังคมชอบตราหน้า
โอ้ นอกจากเหตุผลที่มีสาระเ่าั้ แน่นอนว่าการหยิบท่านแม่ทัพกับฮ่องเต้มาเป็ตัวดำเนินเื่ก็คือการระบายความแค้นของเขาล้วนๆ!
หรงเยว่ซีกัดเคี้ยวชิ้นลูกท้อในปากทำราวกับกำลังได้ฉีกกระชากฮ่องเต้ผู้เลอโฉมอย่างสะใจ
ก่อนที่เขาจะจิ้มผลไม้ชิ้นต่อไปเข้าปาก ก็มีเสียงขอเข้าพบจากหัวหน้าพ่อบ้านดังขึ้นด้านหน้าเรือน หรงเยว่ซีเอ่ยอนุญาต เขามองพ่อบ้านชราที่เหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดพรายตามใบหน้าด้วยสีหน้างงงวยว่ามีเื่สำคัญอะไร
"นายน้อยสามขอรับ นายท่านให้มาตามนายน้อยสามให้ไปเจอที่เรือนรับรองขอรับ"
"เกิดอะไรขึ้น เ้ารู้หรือไม่ว่าท่านพ่อเรียกข้าไปด้วยเื่ใด"
"นายท่านกล่าวว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาเยี่ยมที่จวนหรงขอรับ เลยให้นายน้อยทุกท่านไปเตรียมต้อนรับฮ่องเต้ที่เรือนรับรองขอรับ"
ตุบ!
หรงเยว่ซีเกิดอาการมือไม้อ่อนแรงจนผลไม้ร่วงลงในจานทันที
ฮ่องเต้มา!?
คงไม่ใช่ว่าตำราการแก้แค้นของเขาหลุดไปถึงมือของฮ่องเต้แล้วหรอกนะ!
แล้วที่อีกฝ่ายมาในวันนี้ก็เพื่อมาจับตัวเขาไปปะาโทษฐานที่กล้าเอาความรักที่เป็ความลับของอีกฝ่ายกับท่านแม่ทัพมาเปิดเผย แต่เขาไม่ได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองเลย แถมยังให้เสี่ยวเว่ยปิดบังตัวตนตอนออกไปหาเถ้าแก่ฟู่ทุกครั้ง วันนี้ที่ไปรับเงินก็เช่นกัน...
เดี๋ยวนะ! หรืออีกฝ่ายจะตามรอยจากเสี่ยวเว่ยตอนขากลับมาที่จวน ต้องเป็อย่างนี้แน่นอน
ตาย ตายแน่ๆ วันนี้ต้องเป็วันตายของเขาแล้วแน่ๆ!
ช่วยด้วย ์ช่วยข้าด้วย! ข้ายังไม่อยากตาย ข้ายังไม่เคยโดนxxเลยนะ!!
ข้าจะมาตายทั้งแบบนี้ไม่ได้ ข้าไม่ยอมมม!
Talk: กลับมาแล้วค่ะ