กู้เสี่ยวหรานกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ได้รู้ว่าท่านยายก็เป็อีกคนหนึ่งที่ย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน เพียงแต่นางรู้สึกว่าชีวิตที่แล้วของท่านยายช่างน่าสงสาร ในยุคหกศูนย์นั้นถือเป็ยุคที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ในหนังสือวิชาการหรือในตำราเรียนต่างก็เขียนเอาไว้ว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะความอดอยากในยุคนั้นรวมแล้วหลายสิบล้านคนเลยทีเดียว
“เอาล่ะ...ในเมื่อฉันได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้คุณยายต้องอดอยากเหมือนชาติที่แล้วอีกเด็ดขาด คุณยายจะต้องได้กินแต่ของอร่อย” กู้เสี่ยวหรานพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“เ้าจะไม่ยอมให้ท่านยายของเ้าอดอยาก แล้วย่าเล่า เ้าไม่ห่วงย่าบ้างหรือ” ท่านย่ากู้พูดขึ้นเหมือนน้อยใจ แต่ใบหน้าของนางกลับระบายยิ้มอยู่เต็มหน้า ความสุขที่ได้เห็นหลานสาวดูมีชีวิตชีวาไม่จมอยู่กับความทุกข์เหมือนเมื่อหลายเดือนก่อนมันไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูดได้จริงๆ
“ท่านย่า! หรานเอ๋อก็คิดถึงท่านย่าเ้าค่ะ” กู้เสี่ยวหรานวิ่งเข้าไปกอดหญิงชราไว้อย่างดีใจ
“เ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ” ท่านย่ากู้หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดแป้งที่เกาะอยู่บนหน้าหลานสาวอย่างเบามือ “พี่ฟ่านหลินบอกว่าเ้าทำขนมอยู่ในห้องครัว ย่าก็เลยตามมาดู”
“ข้ากำลังทำขนมบัวหิมะอยู่เ้าค่ะ” กู้เสี่ยวหรานชี้มือไล่ไปในแต่ละชาม “นี่คือไส้ขนมที่ข้ากวนเอาไว้แล้ว มีไส้ถั่วแดง ไส้ถั่วเหลือง ไส้งาดำ แล้วก็ไส้เผือกเ้าค่ะ ท่านย่าจะลองชิมไส้ขนมของข้าดูไหมเ้าคะ”
“หืม! ไส้ขนมของเ้าอร่อยมาก” ท่านย่ากู้ชมหลานสาวไม่ขาดปาก “ในเมื่อไส้ขนมเ้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว เ้าจะให้ย่าอยู่ช่วยเ้าห่อขนมด้วยไหม”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าเตรียมแป้งใกล้เสร็จแล้ว ที่เหลือก็แค่เอามาปั้นขึ้นรูปเท่านั้น” กู้เสี่ยวหรานส่งรอยยิ้มทะเล้น “ท่านย่าออกไปนั่งเล่นกับท่านยายก่อนดีไหมเ้าคะ รอข้าทำขนมเสร็จแล้วข้าจะยกออกไปให้ท่านย่าลองชิม รับรองว่าท่านย่าจะต้องชอบขนมชิ้นนี้แน่ๆ”
“ตกลง ย่าจะออกไปรอเ้าข้างนอกก่อนก็แล้วกัน”
ความจริงแล้วที่นางต้องให้ท่านย่ากู้ออกไปรอข้างนอกก็เพราะการทำขนมบัวหิมะจะต้องใช้แม่พิมพ์สำหรับขึ้นรูปขนม นางมีเพียงแม่พิมพ์พลาสติกที่ท่านยายหยิบออกมาจากมิติเท่านั้น หากให้ท่านย่าเห็นเข้ากลัวว่าความลับนี้จะปิดเอาไว้ไม่อยู่ รอให้ทุกคนได้ลองชิมขนมของนางเสียก่อน หากได้ผลตอบรับที่ดี จากนั้นค่อยไปหาช่างไม้ในหมู่บ้านให้ทำแม่พิมพ์ไม้ขึ้นมาให้สักหลายๆ ชุด
“มาแล้วเ้าค่ะท่านตา ท่านยาย ท่านย่า” กู้เสี่ยวหรานเดินถือถาดขนมบัวหิมะที่เพิ่งทำเสร็จเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส
“นี่หรือขนมบัวหิมะที่เ้าว่า แล้วทำไมถึงมีหลายสีอย่างนี้เล่า” ท่านตาเหอยิ้มถามหลานสาว ั้แ่ที่เขารู้ว่านางก็เหมือนภรรยาและแม่ยายที่ย้อนเวลากลับมาจากโลกอนาคต เขาก็ไม่ได้แปลกใจในทักษะและความสามารถของหลานสาวอีก มีก็แต่ความภาคภูมิใจเท่านั้นเพราะดูๆ ไปแล้วหลานสาวจะมีความสามารถมากกว่าภรรยาของเขาอยู่มากทีเดียว
อย่างเช่นเื่การเรียนในชั้นเรียนนางสามารถโต้ตอบบทกวีและตีความในหนังสือที่เขาสอนได้รวดเร็วและถูกต้องมากกว่าเด็กนักเรียนคนอื่นในชั้น หรือแม้แต่การคัดลายมือที่ตัวอักษรของนางแม้จะดูอ่อนช้อยแต่ก็มีพลังเหมือนผู้ที่ถูกฝึกฝนมาแล้วหลายปี เท่านี้ก็พิสูจน์ความสามารถของนางได้เพียงพอแล้ว ดังนั้นหากนางจะมีความสามารถด้านอื่นเพิ่มขึ้นมาอีกเขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจ
“ข้าทำขนมออกมาทั้งหมดสี่ไส้เ้าค่ะท่านตา เพื่อลดความสับสน ข้าก็เลยต้องทำแป้งออกมาคนละสี”
ผู้าุโทั้งสามต่างก็หันมาส่งยิ้มให้กัน และเมื่อพวกเขาเริ่มชิมขนมเข้าไปคำแรกก็ถึงกับตาลุกวาว แป้งขนมเนียนนุ่ม ส่วนไส้ขนมก็หอมอร่อย เมื่อได้ทานคู่กับน้ำชาอุ่นๆ ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยมากขึ้นไปอีก
กู้เสี่ยวหรานยิ้มอย่างพอใจ ความสุขของเชฟจะมีอะไรดีไปกว่าอาหารของตนเองได้รับคำชื่นชม “อร่อยหรือไม่เ้าคะ”
“อร่อยมาก ขนมของเ้าอร่อยที่สุดเท่าที่ย่าเคยกินมาเลย”
“ถ้าอร่อยพวกท่านก็กินเยอะๆ นะเ้าคะ ข้ายังทำขนมเผื่อให้ท่านย่าเอากลับไปฝากท่านปู่กับทุกคนที่บ้านอีกถาดใหญ่เลยเ้าค่ะ”
ท่านย่ากู้ลูบผมหลานสาว “ยังมีแก่ใจคิดถึงคนอื่น คราวหลังเ้าไม่ต้องทำให้ตัวเองลำบากหรอก ย่ากลัวเ้าจะเหนื่อยเกินไป”
“นี่เป็ขนมอย่างแรกที่ข้าทำ ข้าก็อยากให้ท่านปู่กับทุกคนได้ลองชิมด้วย ในอนาคตข้าอยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ สักร้านเ้าค่ะ”
“เ้าจะทำอาหารขายอย่างนั้นหรือ” ท่านตาเหอถามขึ้น ถึงแม้จะเสียดายความสามารถด้านการเรียนของหลานสาวอยู่บ้าง แต่ถ้านางอยากจะทำอาชีพตามที่ตัวเองรักเขาก็ไม่คิดที่จะขัดขวาง
“ข้าทำอาหารเก่งมากนะเ้าคะท่านปู่ ท่านลืมไปแล้วหรือ” กู้เสี่ยวหรานแอบกระพริบตาข้างหนึ่งให้ท่านตาอย่างน่ารัก
“ฮ่าๆๆ ตามใจเ้าเลยเ้าเด็กน้อย ในเมื่อเ้าชื่นชอบเส้นทางสายนี้เ้าก็ฝึกฝนให้มาก ภายหน้าจะได้ไม่มีใครมาสงสัยในฝีมือของเ้า” ท่านตาเหอพูดขึ้นอย่างมีความหมาย กู้เสี่ยวหรานกับท่านยายหันมาส่งยิ้มให้กันอย่างเข้าใจคำเตือนของชายชรา มีเพียงท่านย่ากู้คนเดียวเท่านั้นที่คิดว่าคำพูดของท่านตาเหอคงแค่อยากกระตุ้นให้หลานสาวขยันฝึกฝนและพัฒนาฝีมือเท่านั้น
“พวกเ้าเอาขนมไปกินแค่คนละชิ้นก็พอ ที่เหลือข้าจะเก็บไว้กินคนเดียว หรานเอ๋ออุตส่าห์ทำขนมมาฝากข้าทั้งที ข้ายอมแบ่งให้พวกเ้าไปคนละชิ้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ท่านปู่กู้กอดตะกร้าขนมไว้ไม่ยอมวาง
“ท่านปู่เคยสอนพวกเราว่ายังไงนะพี่ใหญ่ ครอบครัวเดียวกันต้องรู้จักแบ่งปัน แต่ดูที่ท่านปู่ทำสิขอรับ” กู้เผยปรายตามองไปที่ตะกร้าขนมอย่างจริงจัง “น่าละอายจริงๆ แล้วอย่างนี้ข้าจะยืดอกไปบอกใครได้ว่าแม้แต่ขนมเล็กน้อยแค่นี้ท่านปู่ยังไม่รู้จักคำว่าแบ่งปัน หรือความจริงแล้วท่านปู่ไม่รู้จักคำว่าคนในครอบครัวกันแน่”
“เ้าอย่าอายไปเลยลูกชาย” กู้เจิ้งตบบ่าลูกชาย ก่อนจะแสร้งพูดเสียงเบาอย่างเข้าใจ “ท่านปู่ของเ้าเป็ถึงอาจารย์าุโประจำสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอำเภอเราเชียวนะ คำสอนแค่นี้ท่านปู่จะไม่เข้าใจได้อย่างไร ท่านปู่ไม่ได้ ‘ตระหนี่’ อย่างนั้นเสียหน่อย”
“พวกเ้า...พวกเ้า...” ท่านปู่กู้ถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายกับหลานชายคนเล็กจะรวมหัวกันต่อว่าเขาขนาดนี้
“พอได้แล้วท่านพี่ หากท่านยังไม่ยอมแบ่งขนมให้คนอื่นกินอีก ไปเยี่ยมหรานเอ๋อคราวหน้า ข้าจะบอกนางให้หมดว่าขนมของนางได้สร้างความขัดแย้งขึ้นในครอบครัวแล้ว ท่านปู่ที่แสนดีของนางกลายเป็ตาเฒ่าขี้เหนียว แม้แต่ของกินเพียงเล็กน้อยก็ยังไม่ยอมแบ่งปันให้ลูกหลาน หรานเอ๋อจะต้องเสียใจว่านางเป็ต้นเหตุของความขัดแย้งและต้องไม่ทำขนมส่งมาให้อีกแน่ เพราะนางคงกลัวว่าท่านปู่ที่แสนดีของนางจะกลายเป็คนไม่มีน้ำใจ” ท่านย่ากู้ผสมโรงเข้าไปอีก คนในสกุลกู้ที่เหลือต่างก็พยักหน้ารับกันอย่างพร้อมเพรียง
ท่านปู่กู้วางตะกร้าและหันหลังให้ทุกคนอย่างโมโห“เอาไปเลย ใครอยากจะกินเท่าไหร่ก็หยิบไป ข้าแค่แบ่งขนมให้พวกเ้าน้อยไปหน่อยก็ทำให้พวกเ้ามารุมต่อว่าข้าเสียแล้วอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน...”
ผ่านไปสักพักจนชายชรารู้สึกว่าบรรยากาศด้านหลังมันช่างเงียบผิดปกติแต่เมื่อหันหลังกลับมาก็พบว่าทุกคนในบ้านต่างก็นั่งล้อมวงกินขนมบัวหิมะและจิบน้ำชากันอย่างสบายใจแต่พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะแบ่งขนมใส่จานไว้ให้ท่านปู่ตั้งสามชิ้นเชียวนะ