“ฮาจา นั่นเจ้ารึเปล่า” เขาลองร้องเรียกชื่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็ถามกลับมาแทนการตอบรับ
“นี่ๆ เอ็ดวาน ท่านว่ารีสเลย์กับจีดัสสองคนนี้เขามีอะไรเป็นพิเศษต่อกันรึเปล่า ข้าว่าคู่นี้ดูยังไงๆ อยู่น้า” ฮาจาเริ่มจินตนาการพิลึกพิลั่นของเธอไม่พอ เธอยังพยายามจะชักชวนเอ็ดวานอีกด้วย
“อะไรของเจ้าเนี่ย ข้าไม่เห็นจะเข้าใจ” เขาชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าฮาจาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์หรือหนังสืออะไรกันแน่ เอ็ดวานหยิบเล่มหนึ่งในนั้นมาอ่านทบทวนอีกรอบเผื่อว่าจะพบกับอะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์และแตกต่างจากที่เขาเคยรู้มา
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์เคยเกิดสงครามกับเทพปีศาจมาแล้วถึงสามครั้ง ครั้งแรกคือสงครามซีนครั้งที่สอง ในครั้งนั้นชาวเอลเลนนอส ผู้เปรียบดั่งเทพเจ้าของโลกนี้ได้ทำสงครามกับมนุษย์ที่นับวันยิ่งยากแก่การควบคุม
[เอลเลนนอส (Ellennos) เผ่าพันธุ์ที่อ้างว่าตนเป็นเทพเจ้าของโลกนี้ มีสติปัญญา กำลังกาย เวทมนตร์สูงล้ำกว่ามนุษย์ และมีร่างกายที่เกือบเป็นอมตะ]
เทพปีศาจถูกลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกดึงมาจากโลกปีศาจอันไกลโพ้น พวกมันเป็นกลุ่มตะกอนแห่งความชั่วร้ายที่ไม่มีความคิดอื่นนอกจากการทำลายล้าง
[โลกปีศาจ (Netherworld) โลกที่เป็นแหล่งกำเนิดของเผ่าพันธุ์ปีศาจ บ้างก็เรียกว่า ‘นรก’]
ซิลเวอร์ ลูซารัส นาร์ดาส เซเวียรา เอนดรา จูลซาร์ด คาร์เบลลา และเดวานอส คือทวยเทพระดับสูงที่ย้ายข้างมาเข้ากับฝ่ายมนุษย์จนสามารถกักขังเอลเลนนอสที่เหลือทั้งหมดในต่างมิติ นอกจากนี้พวกเขายังเป็นกลุ่มแรกที่ปิดผนึกเทพปีศาจทั้งแปดโดยแลกกับพลังทั้งหมดที่มี
แต่เทพปีศาจก็ถูกผนึกเอาไว้ได้เพียงไม่นานนัก หนึ่งร้อยสี่สิบแปดปีต่อมาพวกมันก็หลุดออกจากผนึกเป็นครั้งแรก เคราะห์ดีที่โชคชะตาชักนำเหล่าลูกหลานของเทพทั้งแปดให้กลับมารวมตัวกันหยุดพวกมันอีกครั้ง
และอีกหนึ่งร้อยสี่สิบแปดปีต่อมามันก็เกิดขึ้นอีก ในครั้งนี้วีรบุรุษเรย์ ลีออนและพรรคพวกช่วยกันหยุดหายนะไว้ได้โดยต้องเสียลูกแก้วทั้งหมดไป
“แต่พวกเขาสามารถผนึกเทพปีศาจไว้ได้ร่วมห้าพันปี” เอ็ดวานรำพึงหลังจากทบทวนบทสรุปทั้งหมดของเรื่องราวที่ยาวนาน เรื่องราวที่ดูราวกับนิทานหลอกเด็กที่เขาไม่มีวันจะเชื่อเลยหากไม่ใช่เพราะเขาเกิดและเติบโตในทวีปบริซาเนียที่ซึ่งร่างของเทพปีศาจทั้งหมดหลับใหลอยู่
ก๊อกๆ
ลูนาร์ในร่างชายหนุ่มเคาะประตูที่เปิดแง้มเอาไว้เพื่อบอกทั้งคู่ให้รู้ถึงการมาเยือน เธอเห็นรายชื่อหนังสือหลายๆ เล่มก็พอจะเดาได้ว่าพวกเอ็ดวานกำลังค้นคว้าอะไรอยู่
“ไงล่ะ ไม่เจออะไรที่มีประโยชน์ล่ะสิ บอกแล้วว่าวิธีของข้าน่ะเยี่ยมที่สุดแล้ว” ลูนาร์คุยโอ้อวดอย่างทุกที ซึ่งเอ็ดวานและฮาจาชินเสียแล้ว
“ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่เชื่อวิธีของเจ้า แต่ว่าหนังสือเหล่านี้มีข้อมูลที่ครบถ้วนกว่าที่พวกข้าเคยรับรู้มาก”ลูนาร์พยักหน้าเข้าใจ เรื่องราวเหล่านี้มันนานนมเสียจนกลายเป็นแค่ตำนานไปแล้ว ในหลายๆ ดินแดนที่ดีสักหน่อยก็มีตำนานที่เล่าอย่างบิดเบือน แต่ในบางพื้นที่ถึงขั้นที่ผู้คนไม่รู้ถึงการมีตัวตนของเทพปีศาจเสียด้วยซ้ำ
“จริงสิ เจ้ายังไม่ได้เล่าเรื่องภารกิจอีกอย่างที่เคยพูดถึงเลย” เอ็ดวานนึกขึ้นได้
“พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องประตูนรกไหม” ลูนาร์ยิงคำถามกลับแทนที่จะตอบตรงไปตรงมา เธอลากเก้าอี้เข้ามาเพื่อที่จะคุยกับพวกเขาใกล้ๆ
หญิงสาวในร่างชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่องของประตูที่เชื่อมต่อระหว่างโลกนี้กับโลกปีศาจ เธอเล่าว่าประตูเหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกทวีป และมันเป็นปัญหาของโลกมาช้านานก่อนที่จะมีเทพปีศาจเสียอีก
“ประตูที่ว่าเนี่ยมีแต่มนุษย์และปีศาจระดับสูงถึงจะเข้าออกได้ แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งๆ ได้แล้ว อย่างในสงครามซีนครั้งที่สามถ้าไม่มีราชาปีศาจมาสอดมือล่ะก็ ผู้คนคงจะไม่ล้มตายมากมายขนาดนั้นหรอก”
เอ็ดวานและฮาจานั่งฟังลูนาร์อธิบายเกี่ยวกับประตูนรกโดยไม่ได้ขัดขึ้นมาเลย เรื่องราวเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์มาตลอดทุกยุคทุกสมัย มันเป็นภัยอีกอย่างของมนุษยชาติที่สมควรจะถูกจัดการเช่นเดียวกับปัญหาการมีอยู่ของเทพปีศาจ
“จริงๆ แล้วที่บริซาเนียก็มีอยู่นะคะ” ฮาจาโพล่งขึ้นมาเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้
“ประตูนั่นอันตรายมากจึงถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยนักบวชระดับสูงของนิกายเรา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อสองปีก่อนอยู่ๆ ประตูก็ใช้การไม่ได้อีก” นักบวชสาวอธิบายต่อ
“นั่นฝีมือข้าเองแหละ” ลูนาร์เสยผมอย่างน่าหมั่นไส้
“ว่าแล้ว” ฮาจาและเอ็ดวานพูดขึ้นพร้อมกันแต่ไม่ได้มีน้ำเสียงตื่นเต้นใดๆ ซึ่งสร้างผิดหวังให้กับลูนาร์เล็กน้อย
“เอาเป็นว่าทุกดินแดนที่เราเดินทางไป นอกจากจะต้องรวบรวมวัตถุดิบแล้ว ข้ายังต้องหาตำแหน่งประตูที่ว่าและปิดตายมันซะ”
เอ็ดวานหลับตากอดอกพยักหน้าหงึกๆ เรื่องภารกิจของลูนาร์เขาไม่ติดใจสงสัยอะไรอีกแล้ว อันที่จริงถ้าเขารู้มาก่อนว่ามีสิ่งอันตรายแบบนี้อยู่ และเขาสามารถจัดการกับมันได้ เขาก็อาจจะเป็นคนลงมือทำเองไปแล้ว
“ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง” เอ็ดวานเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังยิ่งกว่าที่เคย “พวกเราจะต้องฝากชีวิตไว้กับกันและกัน ถึงเวลาที่เจ้าควรจะบอกได้แล้วว่าเจ้าคือใคร” คำสุดท้ายเอ็ดวานเน้นเสียงดังขึ้น บ่งบอกว่าเขาจริงจังกับคำถามนี้
“ข้าก็คือข้า” ลูนาร์ยังคงบ่ายเบี่ยง แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อหันไปเห็นสายตาดุที่จ้องกลับมาของฮาจา เธอไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้จากสาวหัวอ่อนอย่างฮาจามาก่อน
“ข้ารู้ว่าท่านยังไม่อยากเปิดเผย แต่อย่างที่เอ็ดวานว่ามาก็ถูก พวกเราต้องเสี่ยงชีวิตด้วยกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คนหัวดีอย่างท่านน่าจะเข้าใจความหมายนะคะ” ฮาจาท่าทางเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเจอเรื่องที่เธอคิดว่าไม่ถูกต้อง ลูนาร์ที่ตั้งใจว่าจะปิดบังต่อไปอีกสักนิดจึงต้องจำใจเปิดเผย
“ชื่อของข้าคือลูนาร์ โรสเซท”
ชื่อที่ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็เหมือนชื่อของผู้หญิง แต่เอ็ดวานไม่ได้เอะใจเลย นั่นเพราะเขาถูกชื่อสกุลของเธอดึงความสนใจไปจนหมด
“โรสเซท...แบบนี้นี่เอง ทายาทของเทพแห่งช่าง” เอ็ดวานใช้กำปั้นทุบมือ ไม่ว่าใครในบริซาเนียก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของตระกูลนี้มาบ้าง ตระกูลช่างที่เล่าลือกันว่าสืบสายเลือดจากเทพแห่งช่างโดยตรง
“ครอบครัวเราย้ายจากทวีปกิงคารอนมาบริซาเนียเมื่อสิบกว่าปีก่อน” ลูนาร์ชี้แจงต่อไป “ทักษะความรู้ทั้งหมดของข้าก็ได้มาจากตำราทั้งหลายที่ท่านปู่เฟอร์โรเหลือทิ้งเอาไว้ให้”
เอ็ดวานไม่ได้รู้สึกสงสัยในสิ่งที่ลูนาร์เล่าเลย ยิ่งเมื่อคิดถึงทั้งทักษะในการต่อสู้และฝีมือในงานช่างที่เหนือมนุษย์แล้ว ทุกอย่างก็ยิ่งดูลงตัว ลูนาร์ผู้นี้เป็นสายเลือดเอลเลนนอสที่หลงเหลืออยู่นี่เอง
“เข้าใจแล้ว...ตกลงว่าเจ้าชื่อลูนาร์ โรสเซทซินะ”
“งั้นต่อไปพวกเราก็เรียกท่านว่าลูนาร์ได้สินะ” ฮาจาดีใจจนออกนอกหน้าที่ทั้งสองไม่มีเรื่องอะไรคาใจต่อกันอีกแล้ว
“อื้อ เรียกข้าลูนาร์ได้เลย” เจ้าของชื่อเกาหัวแก้เขิน
ลูนาร์ลุ้นว่าเอ็ดวานจะถามอะไรต่อไหม หรือว่าฮาจาจะนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้บอกว่าแท้จริงตนเป็นหญิง แต่แล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมอีกจนถึงเวลาที่สมควร ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับห้องพักส่วนตัว
“ตกลงเจ้าพวกนี้ซื่อบื้อจริงๆ สินะ” ลูนาร์ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอเข้าร่วมผิดกลุ่มรึเปล่า