เสียงรองเท้าส้นเตี้ยของนางพยาบาลก้อยดังก้องไปทั่วทั้งวอร์ดในขณะที่เธอกำลังเดินกึ่งวิ่งตรงไปเพื่อเข้าเวร รอบข้างเคาน์เตอร์เงียบเชียบ ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นแม้แต่นางพยาบาลอีกคนที่จะเข้าเวรเป็เพื่อนกันในคืนนี้ หญิงสาววางกระเป๋าถือลงบนโต๊ะแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กว่าจะเดินทางมาถึงโรงพยาบาลได้แทบตาย โชคดีที่รถไม่ได้เป็อะไร ไม่อย่างนั้นคงต้องวิ่งวุ่นเรียกประกันอีก เวรกรรมของฉัน...วันซวยเสียจริง!
เพียงแค่นางพยาบาลก้อยหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ ไฟบริเวณเคาน์เตอร์หน้าวอร์ดสูติฯ ก็ดับพรึ่บลงทันที หญิงสาวใจหายวาบ คิดว่าเจอดีเข้าให้แล้ว!
“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู…”
เสียงร้องเพลงอวยพรวันเกิดดังขึ้นจากทางด้านหนึ่งของวอร์ด พร้อมกับการปรากฏตัวของเพื่อนพยาบาลร่วมวิชาชีพอีกสี่คนที่เดินถือเค้กก้อนเล็กจากร้านสะดวกซื้อใต้ตึกสาม นางพยาบาลก้อยปรับเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทันแต่สุดท้ายก็ยิ้มกว้างต้อนรับคำอวยพรวันเกิดจากเพื่อนๆ อย่างน้อยวันเกิดปีนี้ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกอย่างหรอกน่า
สิ้นเสียงประโยคสุดท้ายของเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ จบลง ‘นางพยาบาลพิมพ์’ เพื่อนสนิทที่ทำงานอยู่วอร์ดอายุรกรรมก็ยื่นเค้กมาตรงหน้าของเ้าของวันเกิด บนหน้าเค้กเป็รูปการ์ตูนหวานแหวว มีเทียนปักอยู่หนึ่งเล่ม ช่วยหลอกให้เบาใจลงไปได้มากว่ายังไม่แก่เท่าไหร่
“เป่าสิแก...เดี๋ยวหมอผ่านมาเห็นจะโดนดุกันหมด”
“ขอบใจนะ” นางพยาบาลก้อยกล่าวขอบใจก่อนจะเป่าเทียนเล่มนั้นจนดับ ก่อนที่นางพยาบาลอีกคนจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์เปิดไฟ ตรงบริเวณนั้นจึงสว่างจ้าขึ้นมาอย่างเดิม
“เซอร์ไพรส์ไหม นี่ฉันแอบไปซื้อเค้กมาจากเซเว่นใต้ตึกสาม ไม่มีเวลาไปซื้อก้อนใหญ่ๆ มาให้แก แต่แค่นี้ก็ดีแล้วเนอะ อย่ากินมากเลยเดี๋ยวอ้วน” คำว่า ‘อ้วน’ แสลงใจนางพยาบาลก้อยอย่างแรง เธอหันไปจิกตาใส่เพื่อนอย่างไม่ได้จริงจังนัก
“ย่ะ...ขอบใจพวกแกทุกคนมากนะ พวกแกทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็พี่มาช่าในหนังเื่แฝด1 เลย แกได้ดูหรือเปล่าที่เปิดมาก็มีฉากเซอร์ไพรซ์วันเกิดน่ะ” นางพยาบาลก้อยพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย เพื่อนสาวพากันหัวเราะคิกๆ
“แหม...เอาขนาดนั้นเลยนะ พี่มาช่าเค้าออกจะเลิศ แต่สำหรับแก...” อีกฝ่ายเว้นประโยคไปเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองเพื่อนั้แ่หัวจรดเท้า “...น่าจะเป็ป่าช้ามากกว่า”
“แรง!” สิ้นเสียงเอ่ยแซวทุกคนก็พากันหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่แล้วรอยยิ้มทั้งหมดก็ต้องหุบลงเมื่อมีนางพยาบาลรุ่นน้องคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา...บางอย่างที่ไม่น่าพูดออกมาเลยให้ตายสิ!
“หนูก็ดูเื่แฝดนะพี่ก้อย หลังจากงานเซอร์ไพรส์วันเกิดก็มีแต่เื่เลวร้ายเข้ามาในชีวิตนางเอก สุดท้ายนางเอกก็ตาย พี่ก้อยอยากเป็แบบนั้นเหรอ” คำถามที่ออกพาซื่อทำเอางานกร่อยสนิท นางพยาบาลพิมพ์ตีเข้าที่ไหล่ของรุ่นน้องเบาๆ แล้วพูดติดตลกแก้สถานการณ์ทันที
“แกนี่ก็เพ้อเจ้อ ยายก้อยหมายถึงความสวยต่างหาก ไปๆ แยกย้ายกันกลับวอร์ดได้แล้ว ไว้ค่อยนัดไปกินส้มตำกันวันหลัง ไปก่อนนะยายก้อย...สุขสันต์วันแก่จ้ะ”
ต่างฝ่ายต่างร่ำลาแล้วแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ทิ้งไว้แต่นางพยาบาลก้อยกับเพื่อนอีกคนที่ต้องเฝ้าอยู่บนวอร์ดสูติฯ คำพูดของรุ่นน้องยังทำให้เ้าของวันเกิดรู้สึกขนลุกวาบขึ้นมาอย่างไม่ทราบเหตุผล เธอสะบัดหัวเอาความคิดและคำพูดที่ไร้สาระออกไป วันนี้วันดี...ต้องคิดถึงแต่สิ่งดีๆเข้าไว้
เสียงโทรศัพท์จากเคาน์เตอร์ในวอร์ดดังขึ้นขัดจังหวะ เพื่อนอีกคนยกหูขึ้นรับแล้วสื่อสารกับปลายสายชั่วครู่ ก่อนจะหันมาคุยกับนางพยาบาลก้อยที่กำลังตักเค้กเข้าปาก
“ยายก้อย เพิ่งมีคนไข้ออกมาจากห้องER2 รู้สึกจะตกบันไดน่ะ ท้องด้วย เลยต้องเอาเด็กออกก่อนกำหนด ดีที่เด็กไม่เป็อะไร เอาเด็กออกไปวอร์ด Hight Risk3 แล้ว ตอนนี้อยู่ในตู้อบ4 หมอเลยให้แม่มานอนดูอาการอีกสองสามวัน เดี๋ยวฉันไปบอกแม่บ้านให้เตรียมห้องก่อนนะ ถ้าเขาส่งตัวคนไข้มา แกก็พาไปที่ห้องเลยแล้วกัน”
“ได้ๆ แกรีบไปเถอะ” นางพยาบาลก้อยรับคำก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ เสียงรองเท้าของเพื่อนที่ดังกระทบพื้นดังก้องจนหายเงียบไปในที่สุดทำให้นางพยาบาลก้อยรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว มันน่าแปลกตรงที่เธอน่าจะคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว แต่ทำไมคืนนี้เธอจึงรู้สึกเสียววาบที่แผ่นหลังอย่างไม่มีเหตุผล บ่อยครั้งที่ต้องแอบเหลือบไปมองดูข้างหลังบ่อยๆว่ามีใครยืนอยู่หรือไม่...แต่ก็ไม่มี
หญิงสาวด่าตัวเองในใจว่าฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันไปเปิดโทรทัศน์เครื่องเก่าให้มีเสียงเป็เพื่อน ละครกำลังเล่นอย่างออกรสออกชาติ แต่เธอไม่ได้สนใจดูมันนัก งานตรงหน้ายังมีให้ทำอีกมากมาย เสียงของตัวร้ายในละครดังแจ๋นๆ จนนางพยาบาลก้อยต้องกดลดเสียงลงเนื่องจากกลัวว่าจะรบกวนคนไข้ที่นอนอยู่ในห้องพัก ทุกอย่างน่าจะราบรื่น ถ้าไม่เกิดเสียงประหลาดดังขึ้น...
เสียงประหลาดที่ว่าคือเสียงของเครื่องดนตรีไทย!
นางพยาบาลก้อยละสายตาจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า หูยังได้ยินเสียงดนตรีไทยนั้นอยู่จะว่าเสียงมันออกมาจากโทรทัศน์ก็ไม่น่าใช่ เพราะในโทรทัศน์เวลานี้เป็โฆษณา แล้วเสียงที่ว่านั้นดังมากจากไหนกัน?
ความกลัวเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูความรู้สึก เสียงปี่พาทย์นางหงส์ที่ดังมากับสายลมนั้นช่างโหยหวนเสียจนรู้สึกหนาวสะท้าน หญิงสาวหันมองรอบตัวเพื่อหาที่มาของเสียงดังกล่าว แต่น่าแปลก...เสียงเสียงนั้นมันไม่มีทิศทางแน่นอน เสียงมันเหมือนดังก้องไปทั่วทั้งวอร์ด ในขณะที่นางพยาบาลก้อยกำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เงาสีดำของใครคนหนึ่งก็วิ่งผ่านวูบไปทางด้านหลังของเธออย่างรวดเร็ว แม้ไม่เห็นด้วยสองตาแต่สัญชาตญาณของมนุษย์บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเธอไม่ได้คิดไปเองเป็แน่ ครั้นเมื่อหันไปมอง จากที่หญิงสาวพยายามปลอบตัวเองว่าคงไม่มีอะไร แต่มันไม่ใช่แบบนั้น!
สิ่งที่นางพยาบาลก้อยเห็นนั่นคือเงาสีดำของนางรำสวมชฎาทรงสูงกำลังร่ายรำอย่างอ่อนหวานอยู่ที่ฝาผนังสีขาว ท่าร่ายรำอันอ่อนช่อยนั้นช่างดูงดงามแต่ทว่าพิศวง มือทั้งสองข้างสวมเล็บทองเหลืองยาวเฟื้อยกรีดกรายไปมา ทันใดนั้นร่างที่กำลังร่ายรำก็หยุดชะงักแล้วยืนนิ่ง ก่อนจะเดินตรงมาหานางพยาบาลก้อยที่ยืนแข็งทื่อเป็ท่อนไม้อยู่ตรงเคาน์เตอร์ มือทั้งสองข้างยื่นมาตรงหน้าราวกับกำลังจะบีบคออีกฝ่ายเสียให้ตายคามือ นางพยาบาลก้อยอ้าปากจะกรีดร้องแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายของเธอไร้ความรู้สึกเหมือนคนไร้ิญญา มีอย่างเดียวที่ยังคงเต้นตึกตักอยู่ในหน้าอกนั่นคือหัวใจที่ยังคงบ่งบอกได้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
“ขอโทษค่ะ”
เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น ร่างของนางพยาบาลก้อยคล้ายถูกสายลมลึกลับกระชากอย่างแรงจนสะดุ้งโหยง ใบหน้าของเธอยังตื่นตระหนกเสียจนบลัชออนสีโอลด์โรสปกปิดความซีดเผือดไว้ไม่มิด สติของเธอแตกกระเจิงจนแทบควบคุมไม่อยู่ นางพยาบาลสาวยังยืนนิ่งไม่ไหวติงจนคนเรียกต้องเอ่ยทักอีกครั้ง
“คุณพยาบาลคะ...ขอโทษค่ะ มาติดต่อเื่ห้องคนไข้ค่ะ” เมื่ออีกฝ่ายเรียกย้ำอีกครั้ง นางพยาบาลก้อยจึงได้สติขึ้นมา เธอหันมามองคนถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก พยายามถามตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่คืออะไร แล้วเหตุใดนางรำตนนั้นจึงมีทีท่าอาฆาตแค้นเธอเสียเหลือเกิน
“คะ ?”
“มาติดต่อเื่ห้องพักคนไข้น่ะค่ะ นี่ใบส่งตัวจากหมอค่ะ” หญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ ส่งเอกสารที่หมอให้นำมาที่วอร์ดสูติฯให้กับนางพยาบาลก้อย เธอรับมาดูแล้วพยักหน้ารับ คนไข้จากห้องฉุกเฉินที่เพื่อนของเธอบอกเมื่อสักครู่นี่เอง
“อ๋อ เตรียมห้องไว้แล้วค่ะ แล้วคนไข้ล่ะค่ะ”
“บุรุษพยาบาลกำลังเข็นเตียงตามมาค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นรบกวนญาติคนไข้เซ็นชื่อตรงนี้ด้วยนะคะ” นางพยาบาลก้อยเลื่อนเอกสารตรงหน้าให้กับอีกฝ่ายเซ็น หญิงสาวผู้มาติดต่อหยิบปากกาที่ผูกเชือกติดกับเคาน์เตอร์ของนางพยาบาลมาเซ็นอย่างบรรจง
นางสาวขวัญข้าว เจริญกิจไพศาลธรรม!
ั้แ่กันต์จากไป นิวกับฤทธิ์ก็ตัดสินใจออกมาเช่าคอนโดฯ เล็กๆ อยู่กันสองคนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แม้ห้องจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่สำหรับคนสองคนแล้วก็ถือว่าอยู่ได้สบายๆ
เสียงไขประตูห้องดังก็อกแก็กสักอึดใจก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกโดยพลอย หญิงสาวเอื้อมมือไปเปิดไฟให้ภายในห้องสว่างก่อนจะตรงดิ่งไปที่เตียงนอนของคนรัก จัดการหยิบผ้าห่มออกแล้วจับหมอนให้วางเข้าที่ เตรียมพร้อมสำหรับร่างที่เมามายไม่ได้สติของนิวที่ฤทธิ์กำลังประคองเดินตามเข้ามา ชายหนุ่มหอบหิ้วร่างของนิวที่เมาแอ๋เข้ามาในห้องแล้วทุ่มลงไปบนเตียงพลางหอบหายใจเหนื่อย
“ตัวหนักเป็บ้าเลยไอ้นิวเนี่ย” ฤทธิ์บ่นก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอนของตัวเอง พลอยจัดการห่มผ้าให้กับคนรักแล้วนั่งลงข้างๆ เพื่อน มองผ่านบานหน้าต่างห้องออกไปแล้วถอนหายใจยาวๆ
“เป็อะไรของเธอพลอย ถอนหายใจเป็คนแก่เชียว” อีกฝ่ายเอ่ยแซว
“คิดถึงกันต์” คำตอบที่ไม่อ้อมค้อมของหญิงสาวทำเอาฤทธิ์สะดุ้งโหยง แม้เขาจะรักกันต์และหมั่นทำบุญไปให้บ่อยๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากเจอเพื่อน...ที่ตายไปแล้ว
“มันไปสบายแล้ว” นี่คงเป็คำปลอบใจที่ดีที่สุดที่ฤทธิ์คิดได้ในเวลานี้ พลอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก แต่สีหน้าไม่ได้ดูมีความสุขแบบรอยยิ้มเลย
“ไม่รู้สิ ฉันกลับรู้สึกเหมือนว่ากันต์ยังไม่ไปไหนเลย เหมือนว่าเขาจากไปอย่างไม่สงบ ฉันเป็ห่วงกันต์อย่างบอกไม่ถูก ยังฝันถึงกันต์บ่อยๆ พยายามจะลืมแต่ก็ทำไม่ได้เสียที ยิ่งเวลาที่นิวทำอะไรเหมือนที่กันต์เคยทำ ฉันยิ่งนึกถึงกันต์ แทนที่จะนึกว่าคนที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆ คือนิว”
คำสารภาพของหญิงสาวทำเอาฤทธิ์ถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าไอ้นิวได้รู้ว่าที่พลอยอยู่กับมันทุกวันนี้เพราะคิดว่ามันคือตัวแทนของกันต์ ไอ้นิวจะทำอย่างไร มันคงเสียใจมากแน่ๆ
“คิดมากน่า...ถ้าไม่สบายใจก็หมั่นทำบุญไปให้มัน ไอ้กันต์มันคงทำบุญมาแค่นี้ ตอนนี้เธอก็มีไอ้นิวดูแลแล้ว รักมันให้มากๆ เหมือนที่มันรักเธอดีกว่า ไม่มีใครแทนใครได้หรอกนะ แล้วเธอก็ไม่ต้องลืมไอ้กันต์หรอก เก็บมันไว้ในใจ แต่อย่าลืมเห็นใจคนที่ยังอยู่ อย่าแสดงออกว่ายังรักไอ้กันต์อยู่มากแค่ไหน เพราะไอ้นิวมันคงเสียใจนะ” คำพูดของฤทธิ์ทำเอาพลอยหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย
“ฉันจะพยายามก็แล้วกัน นี่ก็ดึกแล้ว กลับบ้านดีกว่า ฝากนิวด้วยนะ อ้อ พรุ่งนี้มีเรียนสิบโมงเช้านะ อย่าลืมปลุกนิวด้วยล่ะ” หญิงสาวเอ่ยเตือน ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องของชายหนุ่มทั้งสอง
ฤทธิ์เดินตามไปกดล็อกประตูห้อง หลังจากนั้นก็เดินมาคว้าผ้าขนหนูที่แขวนไว้ที่ราวตากผ้าแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำ
บนเตียงนอนของนิว...
ชายหนุ่มเ้าของเตียงค่อยๆลืมตาขึ้น เขาตื่นั้แ่ตอนที่ฤทธิ์ทุ่มเขาลงบนเตียงแล้ว และได้รับฟังทุกอย่างที่พลอยพูดออกมา นี่ขนาดไอ้กันต์ตายไปแล้ว พลอยยังลืมมันไม่ได้ นี่พลอยยังรักมันอยู่ใช่ไหม แล้วเขาล่ะ...เขาเป็อะไร ? เขาเป็ตัวอะไร...เป็แค่ตัวแทนของไอ้กันต์อย่างนั้นหรือ?
ชายหนุ่มมองแหวนเงินที่สลักชื่อว่า‘นิว’บนนิ้วของตัวเองที่พลอยมอบให้เป็ของขวัญวันเกิด ก่อนจะกระแทกหมัดลงบนหมอนอย่างอัดอั้น น้ำตาแห่งความเสียใจและเคียดแค้นปรากฏบนใบหน้าอันคมเข้ม
ทำไมกูถึงชนะมึงไม่ได้วะ...ไอ้กันต์!
ร่างของผู้เป็แม่นั้นถูกนำไปพักในห้องพักผู้ป่วยแล้วโดยมีข้าวเป็คนดูแล ทางด้านภีมเองเดินพูดคุยกับแพทย์เ้าของไข้อย่างสนอกสนใจในอาการของลูกชายตัวเองที่ต้องนำเข้าตู้อบเพราะเกิดก่อนกำหนดถึงสองเดือน แพทย์เ้าของไข้มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย แต่ตามจรรยาบรรณแล้วต้องบอกความจริงเกี่ยวกับอาการของเด็กให้กับคนเป็พ่อเป็แม่รับรู้
“อาการลูกชายผมเป็ยังไงบ้างครับหมอ ?” ภีมถามอย่างร้อนใจไม่น้อย หมอหนุ่มหันมามองหน้าคนถาม ขยับแว่นกรอบทองเข้าเลื่อนขึ้นที่สันจมูกเล็กน้อยแล้วตอบ
“ในกรณีคลอดก่อนกำหนดของลูกชายคุณ ทางการแพทย์ของเราเรียกว่า Preterm ซึ่งหมายถึงทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า37 สัปดาห์นะครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม ยิ่งน้ำหนักน้อยก็ยิ่งมีโอกาสเสียชีวิตมาก ต้องรอดูว่ามีโรคแทรกซ้อนหรือไม่ใน่นี้ ลูกชายของคุณน้ำหนักแรกคลอดหนักแค่ 1,500 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยมาก อาจมีโอกาสเกิดความผิดปกติทางสมองได้มากขึ้นกว่าเด็กปกติ10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่คุณพ่อยังไม่ต้องกังวลนะครับ ตอนนี้ถ้าเราดูแลเด็กให้ดี ตรวจเืเป็ระยะๆ เพื่อดูความสมูบรณ์ของร่างกายแล้วรอดูอาการต่อไปอีกสักพัก อาการของเด็กอาจดีขึ้นเป็ปกติได้” หมอหนุ่มพยายามพูดให้ผู้เป็พ่อคลายความกังวล ภีมมีสีหน้าไม่สู้ดีนักแต่ก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“แล้วผมจะเอาลูกกลับบ้านได้เมื่อไหร่เหรอครับคุณหมอ”
“อืม...ต้องดูอะไรหลายๆ อย่างนะครับ ต้องดูความสมบูรณ์ของร่างกายเด็กเพื่อความปลอดภัยว่าเมื่อนำเด็กกลับไปแล้วเด็กจะแข็งแรงดี โดยหลักแล้วหมอจะให้นำตัวเด็กกลับไปบ้านได้ก็ต่อเมื่อเด็กสามารถดูดนมแม่ได้เองแล้ว น้ำหนักดีขึ้นประมาณ 10-30 กรัมต่อวัน อุณหภูมิทางร่างกายเป็ปกติแม้จะไม่ได้อยู่ในตู้อบ น้ำหนักน่าจะไม่ต่ำกว่า2,000 กรัม ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแทรกซ้อนก็กลับบ้านได้แล้วครับ” หมอหนุ่มอธิบายอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ปกครองของเด็ก
ภีมเริ่มใจชื้นขึ้น หวังว่าลูกชายของเขาจะยังมีชีวิตรอด กว่าจะได้ลูกชายคนนี้ เขารอมานานหลายปีจนแทบสิ้นหวัง หากอยู่ๆ พระเ้าจะเอาเด็กน้อยคืนไป เขาคงเสียใจไม่น้อย
“ตอนนี้จิตใจของผู้เป็แม่อาจจะยังไม่ปกตินักนะครับ คุณพ่อต้องดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยการพาคุณแม่ไปดูลูกบ่อยๆและเรียนรู้วิธีการเลี้ยงดูลูกเวลากลับไปบ้าน ส่วนใหญ่เด็กที่เกิดก่อนกำหนดแล้วต้องอยู่ในตู้อบหากขาดการดูแลจากพ่อแม่อาจจะเกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมและบุคลิกภาพได้ อย่างเช่น พ่อแม่จะเกิดการวิตกกังวลมากไปหรือปกป้องลูกมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ของเด็ก หรือบางรายพ่อแม่อาจไม่สนใจลูกเลยก็ได้ เสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้ายร่างกายและมีอาการขาดความรัก ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณพ่อต้องพาคุณแม่ไปใกล้ชิดลูกบ่อยๆ แต่อย่าทำให้เกิดการวิตกจริตว่าลูกไม่ปกติ จะทำให้ผู้เป็แม่เครียดและกังวลจนเกินไปได้ ยังไงถ้ามีอะไรสงสัยก็ติดต่อหมอได้โดยตรงเลยนะครับ หมออยู่ที่วอร์ดสูติฯ นี่แหละ”
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ ยังไงฝากลูกผมด้วยนะครับ” ภีมยกมือไหว้หมอหนุ่ม แม้จะเห็นว่าหมอเ้าของไข้น่าจะอายุน้อยกว่าเขาร่วมสิบปี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะไม่ศรัธาในตัวหมอ...อายุไม่ใช่ตัวแปรในการนับถือและเคารพคนบางคน
หมอหนุ่มพยักหน้ารับแล้วยิ้มตอบก่อนจะขอตัวเดินหายออกไปอีกทางหนึ่งบนวอร์ดสูติฯ ภีมนั่งลงตรงเก้าอี้รอตรวจคนไข้ พยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อให้ตัวเองพร้อมต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนอื่นเขาต้องยิ้มแล้วต่อสู้กับมัน เพราะรู้ว่าหากเขาท้อแท้ต่อหน้าขิงคงไม่มีอะไรดีขึ้น ในเวลานี้ภรรยาของเขาคงจิตใจแย่มากกว่าเขาหลายเท่านัก อาจจะโทษตัวเองว่าเป็คนที่ทำให้ลูกเป็อย่างนี้ก็ได้
เมื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้แล้ว ภีมจึงลุกขึ้นเดินไปยังห้องพักคนป่วยบนวอร์ดสูติฯ อย่างช้าๆ นึกภาพตัวเองตอนเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอขิง เขาจะทักเธออย่างไรดี...จะบอกว่าลูกของเราเป็ยังไงดี
ให้ถึงเวลานั้นก่อนแล้วกัน...
เชิงอรรถ
(1) แฝด ภาพยนตร์ไทยที่นำแสดงโดย มาช่า วัฒนพานิช, วิทยา วสุไกรไพศาล กำกับภาพยนตร์โดย บรรจง ปิสัญธนะกูล, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผลิต/จัดจำหน่ายโดย GTH ฉายครั้งแรกปี: 2550
(2) ER ย่อมาจาก Emergency room หรือห้องฉุกเฉินนั่นเอง
(3) Hight Risk คือเด็กแรกเกิดที่มีปัญหา อาการไม่ปกติ
(4) ตู้อบ เด็กที่เกิดก่อนกำหนดจะต้องเข้าไปอยู่ในตู้อบเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิและความชื้นให้กับเด็ก ในขณะเดียวกันจะช่วยให้อ็อกซิเจนแก่เด็ก นอกจากนี้ในตู้อบยังมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาดเพราะต้องเช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้ออยู่เสมอ เด็กจะมีโอกาสรอดได้มากกว่าถ้าเด็กอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมคือประมาณ30.5-37.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่แพทย์จะตั้งให้เด็กขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของเด็ก การให้ออกซิเจนก็ต้องปรับให้พอเหมาะ เพราะถ้าให้มากไปก็จะมีอันตรายต่อตาเด็ก ทำให้ตาเสียได้ แต่ถ้าให้น้อยไปเด็กจะขาดออกซิเจน เด็กที่หายใจไม่ดีอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แพทย์ที่ดูแลเด็กจะต้องเจาะเืเด็กบ่อยๆ เพื่อดูว่าออกซิเจนในเืของเด็กเพียงพอหรือไม่