ตอนที่ 42
เริ่มตั้งตัว (8)
“ อร่อย!!!! ” จูเฟยบรรลุถึงรสชาติอันเลิศรสของอาหารที่มันแพร่กระจายอยู่ทั่วทั้งปากของนาง อาหารที่อวี้หลินได้ทำมาให้นางได้กินมันอร่อยเสียจนทำให้นางนั้นต้องหลั่งน้ำตาออกมาจากดวงตา
จานนี้เป็นเพียงอาหารธรรมดาเท่านั้นแต่เหตุใดรสชาติมันถึงลึกล้ำขนาดที่ เมื่อนางกินข้าวไปให้ความรู้สึกเหมือนได้รับเครื่องปรุงชั้นยอดภายในยุคสมัยของนาง
ภายในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีเครื่องปรุงที่ทันสมัยเทียบเท่ากับยุคสมัยที่นางจากมาแต่ว่าอาหารจานนี้มันราวกับว่าได้รับการปรุงจากเครื่องปรุงภายในยุคสมัยที่ตัวของนางนั้นจากมา รสชาติที่มันได้ออกมาจากอาหารธรรมดาธรรมดามันกลับล้ำเลิศและลึกลับ
เพียงแค่กินไปแค่คำแรกเท่านั้นความอร่อยมันก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายส่งผ่านขึ้นไปถึงสมอง ประสาทสัมผัสทั้งหมดของนางมันราวกับถูกเปิดออก
รสชาติอาหารจานนี้มันล้ำเลิศกว่ารสชาติอาหารที่ถูกเสิร์ฟอยู่ภายในร้านอาหารใจกลางเมืองเสียอีก
จูเฟยตกตะลึงในรสชาติที่นางพึ่งได้ลิ้มลองไปดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกร่างกายเล็กๆแข็งค้างไปในทันที
จูเฟยใช้เวลาอยู่สักพักกว่าที่นางจะดึงสติของตัวเองกลับมาได้ตะเกียบภายในมือยกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับยื่นไปคีบอาหารจานถัดไปขึ้นมาเข้าปาก
เมื่ออาหารชามนี้เข้าปากมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้ว่ารสชาติจะแตกต่าง แต่ความอร่อยและรสชาติที่ล้ำเลิศมันก็แผ่ซ่านกระจายไปทั่วทั้งปากส่งผ่านขึ้นไปถึงสมอง
จูเฟยได้เริ่มคีบอาหารอีกร้านนึงที่เป็นการสุดท้ายขึ้นมาเข้าปาก ความรู้สึกเหมือนโดนกระทำซ้ำซ้อนอาหารชามนี้ก็เป็นอาหารที่มีรสชาติล้ำเลิศเมื่อนางได้ลองกินเข้าไปภายในปากความอร่อยนั้นมันเกินจะบรรยาย
ถ้าเป็นรสชาติอาหารเช่นนี้ต้องมีผู้คนมากมายอยากลิ้มลองแล้วติดใจอย่างแน่นอน จูเฟยดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่อวี้หลินที่ยืนอยู่ข้างกายของนาง
อวี้หลินกระพริบตามองคุณหนูตัวน้อยของตนเองอย่างฉงน ดวงตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน?
“ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะคุณหนู ” อวี้หลินถามออกไป
จูเฟยรีบพยักหน้าน้อยๆตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ใบหน้านั้นเจ้าฉายความพึงพอใจออกมาปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน “ อร่อยมากเลยอวี้หลิน นี่ท่านสามารถกระทำเช่นนี้ได้ด้วยงั้นรึ ”
เมื่อได้รับคำชมจากปากของคุณหนูตัวน้อยนางก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจ
ในขณะเดียวกันจูเฟยเองก็ได้รู้แล้วว่าเมื่อกลับไปนางจะกระทําธุรกิจอันใดดี นางจะเปิดร้านอาหารร้านอาหารที่อร่อยที่สุดภายในเมืองอู่หนาน ธุรกิจร้านอาหารกำไลดีแถมยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ฝีมือการทำอาหารของอวี้หลินก็ล้ำเลิศแถมรสชาติที่ออกมาก็ไม่ต่างจากอาหารภายในยุคของนางเลย
ดูเหมือนว่าเงิน 30 ตำลึงทีจูเฟยเสียไปมันจะกลายเป็นลาภก้อนโตลอยกลับมาให้นาง การได้แม่ครัวที่มีฝีมือดีอย่างนี้มาเปิดร้านอาหาร ร้านอาหารของนางจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่ว่าเมื่อกลับไปก็คงจะต้องทำงานอีกสักพักนึงกว่าจะลงมือลงแรงเปิดธุรกิจร้านอาหารได้ เพราะว่าธุรกิจร้านอาหารนั้นมันต้องใช้ที่ดิน แถมยังต้องใช้งบประมาณในการสร้างร้านนี้ไม่รวมคนงานที่ยังต้องใช้อีก
ถ้าสามารถทำได้มันก็จะทำกำไรก้อนโตให้กับนาง กระนั้นถึงแม้ว่ารู้แล้วว่าตัวเองนั้นจะทำธุรกิจร้านอาหารแต่ว่าตัวของจูเฟยยังไม่ลดละสิ่งที่นางอยากจะกระทำมันคือการเดินออกไปสำรวจภายในเมือง
เด็กน้อยที่นั่งอยู่เริ่มทานอาหารที่อยู่ด้านหน้าอย่างเอร็ดอร่อยก่อนที่ตัวของนางจะเริ่มเตรียมตัวทุกอย่างเพื่อที่จะออกไปเดินสำรวจเมืองด้านหน้า
“ คุณหนูจะไปดีหรือเจ้าคะ~ ท่านอาจารย์บอกให้ท่านอยู่แต่ในโรงเตี๊ยมไม่ใช่หรือ ” เสียงของอวี้หลินดังขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
ท่านอาจารย์สั่งกำชับแล้วว่าอย่าออกไปแต่คุณหนูของนางดื้อยิ่งนัก ยืนยันเด็ดขาดว่าตนเองอยากจะออกไปในขณะที่ท่านอาจารย์ไม่อยู่
“ ดีแล้ว~ ดีแล้ว~ เชื่อข้าเถอะน่าอวี้หลิน ” จูเฟยหันไปกล่าวกับอวี้หลินรอยยิ้ม
ท่าทางคำพูดคำจาและทุกอย่างของคุณหนูตัวน้อยของนางมันยิ่งทำให้ตัวของอวี้หลินยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก คุณหนูของนางเป็นเด็กวัยเพียง 6 ปีจริงๆงั้นหรือความคิดความอ่านแถมท่าทางที่แสดงออกมามันดูไม่เหมือนเด็กวัย 6 ปีเลยสักนิด
กระนั้นนางก็ไม่สามารถทำอันใดได้นอกจากเก็บความประหลาดใจของนางเอาไว้ภายในใจแล้วได้แต่ก้มหน้าทำตามคำสั่งของคุณหนูตัวน้อยไปเท่านั้น
ทั้งสองจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จก็เดินออกมาด้านนอก จูเฟยพาอวี้หลินเดินไปยังถนนเส้นหลักด้านหน้าของเมือง นางเดินมาที่ถนนเส้นนี้เพราะว่าอยากจะศึกษาและดูรายละเอียดอย่างเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อที่จะให้มาเป็นลู่ทางในการขยับขยายธุรกิจหลายอย่าง
ภายในยุคสมัยนี้ธุรกิจนางยังไม่ได้เคยลองเดินสำรวจธุรกิจต่างๆภายในเมืองอื่นเลยนี่ก็จะเป็นโอกาสดี เมื่อวานที่มาที่เมืองนี้ก็ได้เดินชมไปเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ก็เลยถือโอกาสออกมาเดินชมทั้งหมด
จูเฟยเดินไปทางนู้นทีทางนี้ทีศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจต่างๆที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนน ในภายในยุคนี้ธุรกิจก็ไม่ได้หลากหลายอันใดมากนัก ส่วนใหญ่มันก็จะเป็นอาหารเครื่องประดับแล้วก็ของใช้จำเป็น
รอตัวของนางอีกสิบปีก่อนเถอะถ้านางสามารถเชื่อมโยงพลังกับวัตถุอย่างที่ท่านอาจารย์บอกได้ นางจะขยับขยายธุรกิจได้ใหญ่โต ธุรกิจของนางก็จะก้าวล้ำไปกว่านี้ไม่รู้จะกี่เท่า
เพราะว่าหลังจากเดินสำรวจดูแล้วทั่วทุกมุมมันก็เต็มไปด้วยก็ไม่ได้มีความหลากหลายมากนัก ในยุคนี้เขากระทำการค้าขายกันเพียงแค่ของที่ตนเองเพาะปลุกหรือว่าไปหามาได้ ส่วนที่มีอีกก็คือพวกเครื่องประดับและก็เสื้อผ้า
เครื่องประดับที่นางพบเห็นแน่นอนว่ามันต้องเป็นที่ดึงดูดสายตาของเหล่าสตรีอย่างแน่นอนแต่ว่าด้วยความรู้ทางด้านเครื่องประดับหรือว่าชุดสวมใส่ที่นางได้มาจากการเป็นแม่ค้าหลายปี มันทำให้ตัวของนางนั้นพอจะรู้วิธีการออกแบบพวกมันให้ดูล้ำสมัยและน่าสนใจมากกว่านี้
อีกหน่อยถ้านางมีทุนมากๆเข้าการเปิดโรงงานเครื่องประดับหรือโรงงานทอผ้ามันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นางคิดว่าน่าจะสามารถทำให้นางสร้างกำไรได้
เดินชมเมืองไปสักพักก็ยังไม่ได้พบเจออันใดที่น่าสนใจมากนักทั้งสองเลยไปนั่งพักกันที่โรงน้ำชาเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเมือง
นางเดินบนด้านหน้าอ้อมมาสู่ด้านหลังตอนนี้ก็เป็นยามเที่ยงวันแล้ว โต๊ะน้ำชาเล็กๆที่ถูกจัดเอาไว้พอให้เด็กทั้งสองได้นั่งพัก อวี้หลินรับเงินจากคุณหนูตัวน้อยแล้วไปสั่งชุดน้ำชาและขนมเพื่อออกมาให้คุณหนูของนาง
แต่ในขณะนั้นเองที่นางเดินเข้าไปในร้านโต๊ะน้ำชาด้านหน้าร้านที่จูเฟยนั่งอยู่เพียงผู้เดียวนางก็แกว่งขาไปมาแล้วมองไปทางโน้นทีทางนี้ที แต่แล้วเมื่อดวงตากลมโตนั้นกวาดสายตามองไปรอบบริเวณอยู่ๆนางก็ไปพบเห็นบ้างอย่าง
จูเฟยที่นั่งอยู่ถึงกับสะดุ้งขึ้นมาแล้วรีบกระโดดลงจากโต๊ะพร้อมกับพาร่างของนางแอบไปหลังเก้าอี้ที่นางเคยนั่งอยู่ การทำท่าทำทางราวกับพบเจออันใดสักอย่าง...
ดวงตากลมโตของเด็กน้อยจ้องมองไปด้านหน้าที่ถนนด้านหน้านางพบเจอกับท่านอาจารย์ของนางกำลังเดินออกไปทางประตูด้านนอกเมืองพร้อมกับผู้ใดสักคน
มองตรงไปแล้วผู้ที่เดินอยู่ข้างกายของท่านอาจารย์ของนางเป็นชายชราวัยน่าจะเทียบเท่ากับท่านอาจารย์ของนางที่มีร่างกายออกจะไปในทางอ้วนท้วนสวมใส่อาภรณ์สีดำอันเรียบง่ายเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ของนาง แม้ร่างกายอ้วนท้วนแต่ว่าดูรวมๆแล้วก็ถือว่ามีภูมิฐานและสง่างามไปคนละทางกับท่านอาจารย์ของนาง
ใบหน้าเองก็ไม่ได้ดูโหดร้ายอันใดแต่ว่าจะดูอบอุ่นน้อยกว่าท่านอาจารย์ของนางประมาณ 5 ใน 10 ส่วน และชายผู้นี้ก็มีความดุดันที่แสดงออกมาทางใบหน้ามากกว่าท่านอาจารย์ของนาง เขามีหนวดเล็กๆที่ประดับอยู่ใต้จมูกเรือนผมของเขามีสีดำสลับขาวสลับกันไปอย่างลงตัวมันถูกรวบมัดเอาไว้อย่างดีด้านหลัง
จูเฟยแอบลอบมองทั้ง 2 ที่กำลังพากันเดินออกไปนอกเมืองอย่างตาไม่กระพริบ เมื่อเห็นแล้วสัญชาตญาณภายในตัวของนางก็บอกได้ทันทีแล้วว่าคงจะมีบางอย่างอย่างแน่นอน
จูเฟยเปิดความนึกคิดว่าอยากจะแอบตามทั้งสองไปเพื่อไปดูว่าพวกเขากระทำอันใด เมื่อได้เช่นนั้นแล้วมีเรื่องที่น่าสนใจมาอยู่ตรงหน้านางก็ลืมอวี้หลินไปเสียสนิทเลยแล้วแอบวิ่งตรงตามหลังของอาจารย์ไป
จูเฟยตอบตามท่านอาจารย์และชายชราผู้หนึ่งไปอย่างเงียบๆนางพยายามเดินตามไปอย่างห่างๆแต่ว่าไม่ให้อีกฝ่ายนั้นสัมผัสถึงตัวตนของนางได้
นางเดินตามไปก็เห็นว่าทั้งสองพากันเข้าไปภายในป่าแห่งหนึ่ง จูเฟยด้วยความที่ไม่ได้คิดอันใดมากนักพบเห็นทั้งสองเดินผ่านเข้าไปภายในนั้นก็คิดว่ามันจะไม่มีอันตรายอันใดบ้างเลยตามเข้าไป
นางเดินตรงเข้าไปสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าลึกทึบ ต้นไม้สูงใหญ่รายล้อมรอบร่างกายพุ่มไม้สีเขียวขจีก็ประดับอยู่รอบบริเวณ ตอนนี้นางทำได้เพียงการเดินตรงไปข้างหน้าไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ของนางจะเดินไปในทิศทางใดแล้ว
ระยะห่างถูกทิ้งออกไปมากขึ้นเรื่อยๆถ้าเป็นในบริเวณที่โล่งก็ยังสามารถมองเห็นด้วยสายตาได้แต่ภายในป่าลึกเช่นนี้ ร่างกายเล็กๆของนางไม่สามารถมองเห็นผ่านพุ่มหญ้าเขียวขจีได้
เดินเข้าไปอยู่สักพักปรากฏพบเห็นว่าแสงสว่างนั้นเริ่มส่งผ่านลงมาไม่ถึง เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนกิ่งก้านใบปกคลุมเลื้อยพันต่อกันราวกับเป็นหลังคาขนาดใหญ่ ที่ปล่อยให้แสงแดดนั้นส่องผ่านลงมาได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
จูเฟยเดินไปด้านหน้าอยู่สักพักมันยิ่งเงียบงันและน่าหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเล็กๆของนางเริ่มสั่นกลัวภายในนี้แม้จะเป็นในยามกลางวันแต่กลับมีแสงสว่างส่องลอดลงมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
ในตอนนั้นหูของนางก็ได้ยินบางอย่างมันเป็นเสียงของพุ่มหญ้าสีเขียวขยับไปมา ตากลมโตจ้องมองอย่างไม่กระพริบตาก่อนที่นางจะพบเห็นร่างของหมาป่าตัวสีดำที่มีขนาดใหญ่กว่านางพุ่งกระโจนออกมาจากทุ่งหญ้าสีเขียวพร้อมจะเข้าทำร้ายนาง
ฟิ้ว!!!
“ อ๊าย!!! ”
จบตอน