หมิงเป่าจูตื่นขึ้นมายามรุ่งอรุณก็รู้สึกได้ว่าอากาศวันนี้ช่างแตกต่างไปจากทุกวัน เหมือนจะสดใสเป็นพิเศษ
นางสูดลมหายใจสดชื่นเข้าออกลึกๆจนชุ่มปอด ตั้งแต่หัวจรดเท้าแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย
หยิบกระบวยตักน้ำจากโอ่งดินใส่ถังทีละกระบวยจนเต็มจากนั้นก็นำไปรดสมุนไพรที่ปลูกไว้ในลานบ้าน
“พี่หญิงวันนี้อากาศช่างดีเสียจริง” หมิงเป่าอวี้เดินออกมาจากห้อง ยืดเอวบิดขี้เกียจพลางอ้าปากหาววอด
“ก็ดีจริงๆนั่นแหละ” หมิงเป่าจูเห็นท่าทางงัวเงียยังไม่จางหายของน้องชายก็ยิ้มออกมา “มานี่สิพี่จะตักน้ำล้างหน้าให้”
“ขอรับ!”หมิงเป่าอวี้รับคำเสียงใส เดินย่อตัวลงข้างโอ่งดิน ยื่นใบหน้าออก เอียงข้างเล็กน้อยพร้อมกับหลับตาลง
หมิงเป่าจูตักน้ำขึ้นมาหนึ่งกระบวยลดข้อมือลงต่ำ ให้น้ำไหลผ่านใบหน้าของหมิงเป่าอวี้ลงไป ส่วนมืออีกข้างก็ช่วยล้างให้น้องชายจนสะอาด
“มิใช่เพราะหมดหนี้หมดสินแล้วก็เลยเบาสบายไปทั้งตัวหรอกหรือ” หลี่ไหวฺอวี้เดินออกมาพิงกรอบประตูมองภาพอันอบอุ่นในลานบ้านพลางเอ่ยปาก
หมิงเป่าจูถลึงตาใส่เขาผู้อื่นไม่รู้ แต่เขาย่อมรู้ดีว่าหวังซื่อไม่เคยมีกำไลหยกแล้วจะติดหนี้อะไรได้เล่า
ที่ตนเองตกปากรับคำไปก็แค่อยากจะหลุดพ้นจากคนพวกนั้น เขารู้ทั้งรู้ก็ยังจะมาพูดจาเช่นนี้อีก
หลี่ไหวฺอวี้ย่อมตระหนักได้ว่าเพราะเหตุใดทั้งสองถึงอารมณ์ดีแต่พอเห็นนางเขาก็อดใจเย้าแหย่เล่นไม่ได้ ได้เห็นสีหน้าโมโหโทโสของนางถึงรู้สึกสบายใจ
“แค่ก!”หมิงเป่าอวี้สำลักน้ำเข้าจมูก จึงถอยหลบไปข้างหลัง
หลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาจนแห้งแล้วเงยหน้าขึ้นอีกที ก็เห็นพี่สาวกับพี่ไหวฺอวี้ต่างกลั้นหัวเราะมองมาที่ตนเอง
“ขอโทษนะพี่ไม่ทันระวัง...”
หมิงเป่าจูกลั้นขำแทบแย่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หัวเราะออกมา น้ำเสียงที่กล่าวขอขมาจึงฟังดูไม่จริงใจแม้แต่น้อย
“โชคดีที่ข้าล้างหน้าเสร็จแล้วพี่หญิงไปล้างหน้าให้พี่ไหวฺอวี้ต่อเถอะ!” หมิงเป่าอวี้ฉวยโอกาสที่หมิงเป่าจูพลั้งเผลอขยิบตาให้หลี่ไหวฺอวี้ทีหนึ่ง
หลี่ไหวฺอวี้อึ้งผงะก่อนจะหัวเราะออกมา เจ้าเด็กบ้านี่!
“พี่ไหวฺอวี้ของเจ้ามีมือมีเท้าไม่ต้องถึงมือข้าหรอก เจ้ารีบไปซาวข้าวในครัวเอาไว้ เดี๋ยวพี่จะทำโจ๊กผักโขมหมูสับไม่ติดมันให้กิน”
หมิงเป่าจูดันน้องชายเข้าไปในครัวตั้งใจจะตักน้ำต่อ แต่ไม่รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้ขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร ยังยืนจ้องนางอีกต่างหาก
“จะทำอะไร”หมิงเป่าจูรู้สึกขนลุกซู่ รีบขยับตัวหลบไปด้านข้างอย่างแนบเนียน
“ข้าก็อยาก...”หลี่ไหวฺอวี้ขยับตามมาติดๆ
“อยากอะไร”หมิงเป่าจูตักน้ำใส่ถังอีกหนึ่งกระบวย
หลี่ไหวฺอวี้มองกระบวยในมือนางพลางเลิกคิ้ว
หมิงเป่าจูรู้ทันทีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร“ไม่ได้ ต้องล้างเอง”
“ไยไม่ได้เล่าไหนๆ ก็ล้างให้เป่าอวี้แล้ว ล้างให้ข้าอีกคนไปด้วยเลยสิ” หลี่ไหวฺอวี้ถาม
อย่างนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
หมิงเป่าจูแสดงความคลางแคลงแต่เหมือนนางจะหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลในการปฏิเสธได้แล้ว จึงส่ายหน้า “ท่านมิใช่น้องชายข้า!”
“ใครๆต่างก็รู้ว่าข้าเป็นบุรุษที่เจ้าเลี้ยงไว้ในบ้าน แค่ล้างหน้าให้บุรุษของตนเอง จะเหนียมอายอันใดนักหนา”หลี่ไหวฺอวี้จงใจขยับเข้ามาใกล้ กักหมิงเป่าจูไว้ระหว่างตัวเขาเองกับโอ่งน้ำ แล้วค่อยๆก้มศีรษะลง
“นั่นมันชาวบ้านเล่าลือส่งเดชกันไปเองทั้งนั้น!”นางผลักเขาออก ใบหน้าอาบย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อ “เอ้า! ล้างก็ล้าง! มานี่สิ!”
ตอนช่วยเขาลงมาจากเขาครั้งแรกดันไปเจอหมิงเถี่ยจู้ที่กำลังเผาบ้านของนางเข้าพอดีชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นนางเข้าป่าไปกับบุรุษผู้หนึ่ง
ผลปรากฏว่าตอนนางลงจากเขาก็มีบุรุษเดินตามหลังมาจริงๆก็เลยยิ่งแก้ตัวไม่ขึ้น
หวังซื่อมาหาเรื่องที่บ้านหลายครั้งหลายหนก็มักใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเสมอ
ผู้อื่นจะใส่ร้ายป้ายสีอย่างไรก็ช่างแต่เขาพูดมาได้อย่างไรว่าเป็นบุรุษที่นางเลี้ยงไว้ในบ้าน!
แต่คนผู้นี้เป็นตัวร้ายหมิงเป่าจูกลัวว่าถ้าตนเองไม่ยินยอม เขาจะต้องเอ่ยวาจาระคายหูบางอย่างออกมาแน่ๆ
หลี่ไหวฺอวี้แอบยิ้มย่อตัวลงอย่างว่าง่าย พลางยื่นหน้าออกมา
ตอนพบหมิงเป่าจูครั้งแรกเขาไม่รู้สึกเลยว่านางจะมีความโดดเด่นตรงไหน ตั้งแต่หัวจรดเท้าบรรยายได้ด้วยคำเดียวคือ“ธรรมดา”
แต่บัดนี้ดูเหมือนว่าจะสะสวยขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าภาพลักษณ์ของหลี่ไหวฺอวี้ในสายตาของหมิงเป่าจูเวลานี้กลับไม่มีดีสักนิดยื่นคอยาวออกมา ราวกับเต่าอายุยืนก็ไม่ปาน
แต่ถ้านางเอ่ยเช่นนั้นออกมาคงได้ตายอย่างไร้ที่กลบฝังเป็นแน่จึงได้แต่เก็บความคิดนั้นไว้ขบขันเองคนเดียว
“หลับตาสิ!”หมิงเป่าจูพูดอย่างไม่สบอารมณ์ คนผู้นี้จะจ้องนางทำไมนักหนา
อืม น้ำเสียงก็ไพเราะหลี่ไหวฺอวี้คิดเช่นนี้
หลังจากปรนนิบัติทั้งสองราวกับหญิงรับใช้เสร็จสิ้นนางถึงกลับไปตักน้ำต่อ
“พี่หญิงข้าซาวข้าวไว้แล้ว หมูกับผักโขมก็หั่นเสร็จเรียบร้อย พี่ไปทำกับข้าวเถอะเดี๋ยวข้าตักน้ำเอง”
ไม่รู้ว่าหมิงเป่าอวี้แอบดูอยู่เงียบๆในครัวนานเพียงใด จึงออกมาช่วยงานได้ถูกจังหวะเช่นนี้
ทั้งสองสับเปลี่ยนกันงานหนักเช่นนี้ปล่อยให้บุรุษทำย่อมเร็วกว่าแน่นอน แม้หมิงเป่าอวี้จะตัวเล็ก แต่การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงกว่าหมิงเป่าจูมากนักตักแค่สองสามครั้งน้ำก็เต็มถัง
“พี่ไหวฺอวี้ท่านคิดอะไรอยู่หรือขอรับ”
หมิงเป่าอวี้ยกถังน้ำไปวางไว้ข้างแปลงสมุนไพรตักน้ำหนึ่งกระบวย รดลงไปบนใบของต้นลฺวี่ซวี ให้น้ำไหลไปตามแนวเส้นใบทีละน้อย
เขามักจะช่วยพี่สาวรดน้ำอยู่เสมอสมุนไพรหลายชนิดเขาจำชื่อได้แล้ว
เห็นหลี่ไหวฺอวี้ยืนอยู่ข้างๆหยาดน้ำค้างเติ่งบนใบหน้าก็ยังไม่ได้เช็ด ไม่รู้ว่าครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
“ข้ากำลังคิดว่า...”หลี่ไหวฺอวี้แกล้งเว้นวรรค ทำให้หมิงเป่าอวี้หันมามองด้วยความสงสัยใคร่รู้จึงพูดต่อว่า “ข้ากำลังคิดว่าจะช่วยเจ้า หรือไปช่วยพี่สาวของเจ้าดี”
“ท่านไปช่วยพี่สาวข้าเถอะขอรับ”หมิงเป่าอวี้ทำตัวน่าเอ็นดู
“เพราะเหตุใดเล่า”หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้ว
“เพราะว่า...”
หมิงเป่าอวี้ลากหางเสียงเลียนแบบหลี่ไหวฺอวี้ทำเอาเจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เด็กคนนี้ช่างฉลาดหลักแหลม
“พี่ไหวฺอวี้ต้องคิดเช่นนี้อยู่ในใจแน่นอน!”
“อ้อ อย่างนี้ข้าอยู่ช่วยเป่าอวี้ก็ได้”
หลี่ไหวฺอวี้เดินมาถึงใต้ชายคาหยิบกระบวยน้ำอีกอันที่แขวนอยู่บนกำแพง พับแขนเสื้อขึ้น แล้วเดินไปข้างหมิงเป่าอวี้
“อ้าว เพราะเหตุใดล่ะขอรับ”หมิงเป่าอวี้ถามด้วยสีหน้างุนงง
“เพราะเป่าอวี้เป็นน้องชายที่ดีของข้าอย่างไรเล่า”หลี่ไหวฺอวี้ย่อตัวลงข้างๆ ตักน้ำขึ้นมาหนึ่งกระบวย
“มิใช่เพราะพี่ไหวฺอวี้ทำกับข้าวไม่เป็นจึงไม่กล้าแสดงฝีมือต่อหน้าพี่สาว เพราะเกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะเอาหรือขอรับ”
ทุกครั้งที่พี่สาวไม่อยู่บ้านพี่ไหวฺอวี้จะพาเขาออกไปล่ากระต่ายป่า เขามองเรื่องนี้ออกทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว!
“เฮ่อ... ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย”
หลี่ไหวฺอวี้ไม่รดน้ำไปตามเส้นใบเหมือนกับหมิงเป่าอวี้แต่กลับยกข้อมือขึ้น สาดน้ำออกไปส่งๆ สาดไปได้ไกลเท่าใดก็เท่านั้น
“ฮิฮิๆขอบคุณพี่ไหวฺอวี้ขอรับ!” หมิงเป่าอวี้ยิ้มอย่างซื่อๆ
“ชิ ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าเหมือนถูกเจ้าพาเสียคน”หลี่ไหวฺอวี้มองหมิงเป่าอวี้ด้วยสายตาหยอกเย้า เด็กคนนี้จงใจพูดแบบนั้นชัดๆ
“ชู่! ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย”
หมิงเป่าอวี้สีหน้ามีลับลมคมในยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปาก ทั้งสองสบตากัน เสียงหัวเราะสดใสดังกังวานไปทั่วลานบ้าน
หมิงเป่าจูทำอาหารเช้าเสร็จพอดีเดินออกมาจากครัว เห็นทั้งสองกำลังรดน้ำสมุนไพรด้วยกันอย่างมีความสุขสีหน้าก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “เบิกบานใจเรื่องอะไรกัน มากินข้าวได้แล้ว!”
ทั้งสองสบตาพลางยิ้มอย่างรู้กัน ไม่มีใครตอบคำถาม เดินตามกันเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหาร
ทิ้งหมิงเป่าจูให้ยืนงงอยู่เพียงลำพัง