เช้าวันรุ่งขึ้นสัตตบุษย์ออกไปหาไป่เยี่ยหลานซึ่งเป็เพื่อนสนิทคนเดียวของเธอที่บ้านตามที่ได้นัดกันไว้ โดยมีหม่าลี่ตงติดตามไปดูแลอีกคนรถเบนซ์คันหรูจอดลงที่หน้าร้านอาหารชื่อดังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็ร้านอาหารของครอบครัวเยี่ยหลานหม่าลี่ตงที่นั่งอยู่คู่กับคนขับรีบลงจากรถมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวอย่างรู้หน้าที่เพียงแค่สัตตบุษย์ก้าวเท้าลงจากรถเท่านั้นเยี่ยหลานก็เปิดประตูร้านออกมาหาหน้าระรื่นพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“อ้าว มีพี่ตงไปด้วยเหรอบัว” เยี่ยหลานเอ่ยทักก่อนหันไปพูดทักทายหม่าลี่ตง ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำเพียงยิ้มให้นิดๆพร้อมกับก้มศีรษะทักทายเล็กน้อยเท่านั้น หญิงสาวเป็เพื่อนกับสัตตบุษย์มาหลายปีจึงรู้จักผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบตัวเพื่อนเป็อย่างดีจึงไม่แปลกใจมากนักถ้าจะพบว่ามีคนอื่นติดตามเพื่อนรักมาด้วยเสมอ
“จ้ะ แล้วนี่...” สัตตบุษย์มองไปทางชายหนุ่มที่ส่งยิ้มแจ่มใสให้เธอหญิงสาวค่อนข้างแปลกใจที่มีสมาชิกเพิ่ม เนื่องจากคิดว่าจะไปกันแค่สองคนเท่านั้น
“ผมขอไปด้วยนะครับบัว” ไป่ฟู่เฉินบอกด้วยน้ำเสียงเว้าวอนนิดๆ แววตายามมองสัตตบุษย์ดูอ่อนเชื่อมเหมือนคนตกอยู่ในห้วงแห่งความรักชายหนุ่มเป็ลูกพี่ลูกน้องของเยี่ยหลานจึงทำให้พลอยรู้จักกับสัตตบุษย์ไปด้วย และเหมือนกามเทพแผลงศรรักปักอกเขาเพราะเพียงแค่เห็นหน้าหญิงสาวเท่านั้น เขาก็ตกหลุมรักเธอเข้าเต็มเปาทันทีสองปีที่ผ่านมาชายหนุ่มทำได้เพียงแค่เป็เพื่อนกันเท่านั้น แต่นับจากนี้ไปเขาจะขอสู้เพื่อเลื่อนฐานะตัวเองให้เป็มากกว่าเพื่อนให้จงได้
การกระทำของฟู่เฉินสร้างความไม่พอใจให้กับหม่าลี่ตงเพราะบอดี้การ์ดหนุ่มดูออกว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไรกับคุณหนูของเขาแต่ถึงจะไม่พอใจสักเท่าไรเขาก็ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ เพราะเห็นแก่ที่เป็เพื่อนของคุณหนูนั่นเองสิ่งที่เขาทำได้ก็คงแค่คอยขัดขวางไม่ให้ชายหนุ่มผู้นี้ได้ใกล้ชิดสัตตบุษย์มากจนเกินไปนักเพราะเขารู้ดีว่าถ้าเ้านายรู้ว่าฟู่เฉินคิดเช่นไรกับคุณหนูก็ต้องสั่งให้เขาทำแบบนี้แน่เขามั่นใจ!
เมื่อเห็นสัตตบุษย์ยังคงนิ่ง เยี่ยหลานซึ่งเป็คนอนุญาตให้ญาติหนุ่มไปด้วยได้เพราะทนการอ้อนวอนของอีกฝ่ายไม่ไหวก็เอ่ยกับเพื่อนรักว่า
“ให้อาเฉินไปกับเราด้วยเถอะนะบัวอาเฉินอยากไปไหว้พระวัดที่เราจะไปกันพอดี ฉันเห็นว่าไหนๆเราก็ไปกันอยู่แล้วก็เลยชวนเขาไปด้วยกันน่ะ” เยี่ยหลานยิ้มฝืดๆให้เมื่อเอ่ยประโยคท้าย เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้ชวนฟู่เฉินเลยแม้แต่น้อยแต่เป็ชายหนุ่มเองมากกว่าที่พอรู้ว่าเธอจะไปเที่ยวกับสัตตบุษย์ในวันนี้ก็อ้อนวอนขอตามไปด้วยยกใหญ่เธอรู้ว่าฟู่เฉินรักสัตตบุษย์และความที่คิดว่าคนทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมกันดีเธอจึงใจอ่อนยอมช่วยเหลือญาติหนุ่ม
เธอรู้จักฟู่เฉินมาตลอดชีวิตรู้ว่าเขาเป็คนดีและรักจริง ฉะนั้นเธอจึงไว้วางใจที่จะยกเพื่อนรักของเธอให้เขาดูแลแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของสัตตบุษย์ด้วยเหมือนกันเธอทำได้แค่เปิดช่องทางให้เท่านั้น ที่เหลือก็อยู่ที่ความสามารถและความจริงใจของฟู่เฉินเองว่าจะคว้าหัวใจของสัตตบุษย์มาได้หรือเปล่า
“แต่เราไม่ได้ไปวัดกันที่เดียวนี่นาเยี่ยหลาน” สัตตบุษย์เตือน เพราะไม่อยากให้ฟู่เฉินต้องทนไปเดินชอปปิ้งกับพวกเธอ
“ฉันบอกเขาแล้วอาเฉินเต็มใจไปเที่ยวกับเรา เขาอาสาไปถือของให้ดีจะตายไปบัวเราจะได้ไม่ต้องถือเองให้เมื่อยไง” เยี่ยหลานบอกเสียงกลั้วหัวเราะสัตตบุษย์เห็นว่าเพื่อนรักเห็นดีที่มีฟู่เฉินไปด้วยก็ไม่เอ่ยขัดขวางอะไรอีก ทำให้คนขอตามไปด้วยยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจเมื่อตกลงกันได้แล้วทุกคนก็พากันขึ้นรถ แต่ระหว่างที่สัตตบุษย์กำลังจะเข้าไปนั่งในรถตามเยี่ยหลานที่เข้าไปนั่งอยู่ก่อนแล้วนั้นหม่าลี่ตงก็รั้งต้นแขนนุ่มเอาไว้เบาๆ พลางบอกเสียงเรียบ
“ผมว่าคุณหนูควรให้คุณเยี่ยหลานนั่งตรงกลางจะเหมาะกว่านะครับ”
“อ้อ...ดีค่ะดีฉันชอบนั่งตรงกลาง” เยี่ยหลานเข้าใจความหมายที่หม่าลี่ตงสื่อจึงรีบรับคำแล้วกระเถิบตัวมานั่งตรงกลางทันทีสัตตบุษย์พยักหน้ารับก่อนจะเดินอ้อมท้ายรถไปขึ้นนั่งยังอีกด้านหนึ่งแทน ในขณะที่ฟู่เฉินหน้าตึงพลางมองลี่ตงด้วยสายตาไม่พอใจที่ถูกอีกฝ่ายขัดโอกาสอันดีที่จะได้ใกล้ชิดสัตตบุษย์ บอดี้การ์ดหนุ่มเห็นสายตาของฟู่เฉินแต่ก็ทำเป็ไม่สนใจพอปิดประตูรถให้คุณหนูของเขาเสร็จก็เดินอ้อมหน้ารถมาเปิดประตูรถด้านหน้าคู่คนขับเข้าไปนั่งทันที
“เอ้า...มัวยืนเอ๋อทำไมอาเฉินไม่เข้ามานั่งสักทีล่ะ จะไปหรือไม่ไปฮะ เราเสียเวลากันมากแล้วนะ” เยี่ยหลานถามอย่างหงุดหงิด ฟู่เฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางบ่นงึมงำๆ ก่อนจะสอดตัวเข้าไปนั่งในรถด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว
สองวันถัดมาในตอนหัวค่ำ หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จชานอี้ฟงก็เข้าห้องทำงานเพื่อสะสางงานที่ทำค้างอยู่ทันที ่นี้งานที่บริษัทยุ่งมากเพราะเขามีแผนงานที่จะขยายธุรกิจไปในประเทศอื่นๆที่น่าสนใจ งานของเขาเลยเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า จึงมักจะหอบงานกลับมาทำที่บ้านอยู่เสมอ
ภายในห้องทำงาน อี้ฟงกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางกดปุ่มในกล้องดิจิตอลอันน้อยไปเรื่อยๆเพื่อดูภาพของสัตตบุษย์ที่ได้ถ่ายเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน วันนี้เขาจำเป็ต้องใช้กล้องถ่ายรูปแต่กล้องของเขาที่ใช้อยู่เป็ประจำกลับลืมไว้ที่บริษัทจึงได้ไปขอยืมกล้องของสัตตบุษย์มาใช้แทน ชายหนุ่มเปิดดูภาพที่ถ่ายไว้ในกล้องไปเรื่อยๆอย่างเพลิดเพลิน
รอยยิ้มกว้างขวางกับดวงตาเป็ประกายระยิบระยับสดใสของสัตตบุษย์เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากอี้ฟงได้ไม่ยากนักเสียงหัวเราะแ่ๆ ดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มกดไปเจอภาพถ่ายแนวตลกๆของเ้าของกล้องกับเพื่อนสาวคนสนิทเข้า แต่แล้วเสียงหัวเราะก็หยุดลงทันควันคิ้วเข้มดกดำขมวดมุ่น และดวงตาคมกริบฉายแววไม่พอใจออกมาเมื่อเห็นภาพต่อไป
มีบุคคลสามคนอยู่ในภาพนั้นคนกลางคือสัตตบุษย์ส่วนคนซ้ายมือคือไป่เยี่ยหลานเพื่อนสาวคนสนิทของเ้าบัวน้อยที่เขารู้จักดี แต่มีอีกคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักซึ่งก็คือผู้ชายคนซ้ายมือในรูป‘ผู้ชายคนนี้เป็ใครกัน?’ ความรู้สึกระแวงเข้าจู่โจมจิตใจของอี้ฟงใบหน้าคมสันที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อครู่บัดนี้บึ้งตึงกึ่งเคร่งเครียดขึ้น ก็พอดีกับเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นมาคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีจึงะโถามเสียงห้วน
“ใคร”
“บัวเองค่ะพี่ฟงให้บัวเข้าไปหน่อยได้ไหมคะ” เสียงหวานๆ ตอบกลับมาพาให้บรรยากาศตึงเครียดภายในห้องลดระดับลงเกินครึ่งทันที
“ได้จ้ะ” ชายหนุ่มะโตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง คนดวงหน้าพริ้มเพราจึงเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดใส่ถ้วยกาแฟและขนมคุกกี้เหมือนเช่นเคยสัตตบุษย์ปิดประตูห้องตามหลัง จากนั้นก็เดินมาที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่แล้ววางถาดที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะทำงาน
“วันนี้ทานกาแฟกับคุกกี้นะคะทานเค้กมาสองวันติดแล้วเบื่อแย่เลย เปลี่ยนบ้างดีกว่านะคะ”หญิงสาวบอกยิ้มๆ พลางยกถ้วยกาแฟและจานขนมวางลงยังมุมหนึ่งของโต๊ะทำงาน
“ขอบใจจ้ะ”
“งานมากหรือคะ่นี้” เธอถามด้วยความเป็ห่วง เพราะรู้สึกว่าหมู่นี้อี้ฟงนอนดึกเกือบทุกคืนเลยชายหนุ่มส่งยิ้มให้ก่อนตอบ
“ก็มากพอดูจ้ะพี่คิดจะลงทุนขยายสาขาโรงแรมของเราเพิ่มก็เลยต้องศึกษาข้อมูลของสถานที่หลายๆประเทศที่น่าสนใจเยอะหน่อย” ซึ่งหนึ่งในประเทศที่เขาสนใจก็มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วยเพราะเมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมายนั่นเอง
“อย่าหักโหมมากนักนะคะ”
“ดีใจจังที่บัวเป็ห่วง” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มแป้น
“ไม่เห็นต้องดีใจเลยค่ะบัวก็เป็ห่วงพี่ทุกวันอยู่แล้วนี่คะ” เธอก้มหน้าลงบอกอย่างขัดเขิน
“จริงสินะพี่ถึงได้มีความสุขทุกวันเลย” เขาบอกเสียงหวาน หัวใจพองโตขึ้นเมื่อเห็นจุดสีแดงบนพวงแก้มอิ่มของเธอสัตตบุษย์ใจเต้นแรงขึ้นผิดปกติเมื่อเห็นแววตาบางอย่างของพี่ชาย หญิงสาวกำขอบโต๊ะไว้แน่นด้วยรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียเฉยๆก่อนจะคลายมือออก แล้วบอกเขาเสียงเบาหวิวว่า
“บัวขอตัวก่อนนะคะ พี่จะได้ทำงานต่อ”
“เดี๋ยวสิจ๊ะบัว อย่าเพิ่งไปพี่มีเื่จะคุยด้วยนิดหน่อย”อี้ฟงเรียกไว้ได้ทันก่อนที่หญิงสาวจะเปิดประตูออกจากห้องไป
“มีเื่อะไรเหรอคะ”
“มานั่งก่อนสิ” ชายหนุ่มบอกเสียงขรึมขึ้นนิดๆ เมื่อสัตตบุษย์เดินมานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานแล้วเขาก็เริ่มพูดเื่ที่อยากรู้ทันที “เมื่อวานก่อนไปเที่ยวกับเยี่ยหลานมาสนุกไหมไม่เห็นเล่าให้พี่ฟังบ้างเลย”
“ก็สนุกดีค่ะพวกเราไปไหว้พระกันก่อนจะไปชอปปิ้งต่อค่ะ” แล้วหญิงสาวก็เริ่มเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรที่ไหนและซื้ออะไรมาบ้างรวมถึงเล่าเื่ที่มีไป่ฟู่เฉินไปด้วยอย่างไม่ปิดบัง ชานอี้ฟงรับฟังด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่ในใจกลับร้อนรุ่มเพราะสังหรณ์ใจได้ว่าเขาอาจกำลังจะมีคู่แข่งเสียแล้ว เขาไม่รู้ว่าไป่ฟู่เฉินคนนี้จะคิดเกินเพื่อนกับสัตตบุษย์หรือไม่และหญิงสาวแอบคิดอะไรเกินเลยกับเพื่อนคนนี้ด้วยหรือเปล่า เขาไม่แน่ใจ แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาไม่ควรนิ่งนอนใจอีกต่อไปเพราะยังไงเขาก็ไม่ยอมเสียเ้าบัวน้อยของเขาไปให้ผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น
“ไป่ฟู่เฉินใช่คนนี้หรือเปล่า” ชายหนุ่มยื่นกล้องถ่ายรูปให้เธอดู
“ใช่ค่ะ” สัตตบุษย์รับมาดูก่อนจะกดปุ่มเปิดภาพอื่นๆ ดูบ้าง เพราะั้แ่ถ่ายรูปมาในวันนั้นเธอก็ยังไม่ได้เปิดดูเลยอี้ฟงจ้องดวงหน้านวลใสนิ่งก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะคาดคั้นเล็กน้อย
“บัว...บัวคิดยังไงกับไป่ฟู่เฉิน”
“หมายความว่าไงคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ก็...บัวคิดกับเขาแค่เพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน”
สัตตบุษย์นิ่งอึ้งระคนไม่เข้าใจว่าเขาถามแบบนี้ทำไมแต่เธอก็ตอบไปตรงๆ ตามความรู้สึกในใจ
“แค่เพื่อนค่ะ แค่เพื่อนเท่านั้น” เธอลงน้ำเสียงของคำว่า ‘แค่เพื่อน’ อย่างหนักแน่น เพราะไม่้าให้คนถามเข้าใจผิด แล้วหญิงสาวก็ต้องใจเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างขวางกับดวงตาพราวระยับสดใสของชานอี้ฟง ‘พี่ฟงดีใจ...ทำไมต้องดีใจด้วยนะ’ เธอคิดอย่างสงสัยก่อนจะถาม“พี่ฟงถามบัวแบบนี้ทำไมเหรอคะ”
“พี่แค่อยากรู้น่ะจ้ะอืม...นี่ก็ดึกมากแล้วพี่ว่าบัวไปนอนเถอะนะ” เขาเปลี่ยนเื่ทันทีเพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยความในใจให้เธอรับรู้มากกว่านี้
“ค่ะพี่ฟงก็อย่านอนดึกมากเกินไปนะคะ”
“จ้ะ”ชายหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้มแห่งความเปรมปรีดิ์ในความห่วงใยของเธอที่มีให้เขาเมื่อสัตตบุษย์ออกจากห้องไปแล้ว อี้ฟงก็หยิบกล้องดิจิตอลขึ้นมากดดูภาพของไป่ฟู่เฉินอีกครั้งความกังวลใจทำให้เขากดโทรศัพท์หาหม่าลี่ตงบอดี้การ์ดคนสนิทที่เขาส่งไปดูแลเ้าบัวน้อยในวันนั้นทันทีโดยไม่สนใจว่าเวลานี้จะเป็เวลาดึกดื่นมากแค่ไหนแล้วก็ตามเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าเ้าหนุ่มน้อยคนนี้คิดยังไงกับเ้าบัวน้อยของเขาถ้าไม่รู้คืนนี้เขาคงนอนไม่หลับเป็แน่
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ชานอี้ฟงได้รับคำเตือนจากเลขาสาวในตอนบ่ายของวันถึงงานเลี้ยงวันเกิดของนายตำรวจใหญ่ที่รู้จักสนิทสนมกันเป็อย่างดี เพราะเป็เพื่อนสนิทของบิดาเขา
“คุณจัดเตรียมของขวัญที่ผมสั่งไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ขอบคุณ”
เมื่อไม่มีคำสั่งใดๆจากท่านประธานอีก เลขาสาวก็ขอตัวออกไปทำงานต่ออี้ฟงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นรูปของสัตตบุษย์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวช่วยให้เขาคลายความเครียดจากงานลงได้เยอะและยังช่วยเป็กำลังใจให้เขาได้เสมออีกด้วย ชายหนุ่มหัวเราะออกมากับอาการหลงรักอย่างหัวปักหัวปำของตัวเองเขาไม่คิดว่าตนเองจะเป็ไปได้มากถึงขนาดนี้ แค่เห็นรูปยังให้ความรู้สึกดีแบบนี้แล้วถ้าเขาได้ตัวจริงมาเป็กำลังใจให้และคอยอยู่เคียงข้างเขาจะมีความสุขมากแค่ไหนกันนะ
แต่แล้วอารมณ์แสนอ่อนหวานของอี้ฟงก็ต้องสะดุดลงเมื่อนึกถึงคำพูดของหม่าลี่ตงในคืนที่เขาโทรไปถามถึงอากัปกิริยาที่ไป่ฟู่เฉินมีต่อสัตตบุษย์ขึ้นมา
‘เ้าหนุ่มนั่นมันหลงรักคุณหนูแน่ๆครับเ้านาย ผมดูแววตามันออก เวลามันมองคุณหนูแววตามันหวานเยิ้มเชียวล่ะครับแถมยังคอยหาโอกาสใกล้ชิดคุณหนูอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย’
ได้ฟังแล้วก็รู้สึกใจไม่ดีเลย ถึงแม้สัตตบุษย์จะบอกว่าคิดแค่เพื่อนเท่านั้นแต่ถ้าทั้งสองคนยังได้ใกล้ชิดกันต่อไปเรื่อยๆ คงมีสักวันที่หญิงสาวอาจหวั่นไหวเพราะคนทั้งคู่อายุก็เท่ากัน อาจจะพูดคุยกันรู้เื่ รวมถึงเข้าใจในความ้าของคนวัยเดียวกันก็ได้
อี้ฟงสลัดความกังวลนี้ออกไป แล้วเตือนตัวเองว่าตราบใดที่สัตตบุษย์ยังไม่เลือกใครเป็แฟนเขาก็มีสิทธิ์และมีโอกาสที่จะได้หัวใจของเธอ จะกลัวไปทำไมในเมื่อเขาอยู่ใกล้ชิดเธอตลอดเวลามีโอกาสเหนือผู้ชายทุกคนขนาดนี้แล้วเขายังจะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ ถ้าเขาแสดงความรักและความจริงใจให้เธอเห็นเขาเชื่อว่าจะได้หัวใจของเธอมาครองในที่สุดแต่ก่อนอื่นสิ่งที่เขาควรทำเป็อันดับแรกก็คือ...ทำให้เธอเลิกคิดกับเขาในฐานะพี่ชายให้ได้เสียก่อน
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วจัดการกดโทรหาหญิงสาวหลังจากตัดสินใจที่จะลงมือทำนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป
“บัวจ๊ะ บัวไปอาบน้ำแต่งตัวไว้นะเดี๋ยวพี่จะให้อาเจี้ยนไปรับที่บ้าน”
“จะพาบัวไปไหนหรือคะพี่ฟง”
น้ำเสียงของคนปลายสายฟังดูก็รู้ว่าคงสงสัยเต็มแก่อี้ฟงยิ้มกริ่มก่อนตอบ
“เดี๋ยวบัวก็รู้จ้ะไม่ต้องแต่งตัวสวยหรอกนะเพราะเดี๋ยวก็ต้องแต่งใหม่อยู่ดี”
“พี่ฟงพูดแบบนี้ทำให้บัวอยากรู้มากขึ้นแล้วนะคะ”
ชายหนุ่มหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเสียงออดอ้อนของอีกฝ่าย
“ถ้าบัวอยากรู้ก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วมาหาพี่สิจ๊ะ”อี้ฟงบอกเสียงกลั้วหัวเราะ พอวางสายจากสัตตบุษย์แล้วชายหนุ่มก็กดอินเตอร์คอมสั่งเลขาให้ตามเหว่ยเจี้ยนมาพบทันทีและเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาพบเขาก็สั่งให้ไปรับสัตตบุษย์ที่บ้าน
“โอ้...เ้าบัวน้อยของพี่แต่งตัวสวยเชียวจะออกไปเที่ยวไหนหรือจ๊ะ” ชานอี้เฟยที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกเอ่ยทักเมื่อเห็นสัตตบุษย์นั่งหน้าแฉล้มนวลผ่องอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก
“ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอกค่ะพี่เฟยบัวจะไปหาพี่ฟงน่ะค่ะ”
“ไปหาตอนนี้เหรอ พี่ฟงจะพาบัวไปทานข้าวนอกบ้านหรือไง” ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะตอนนี้มันบ่ายสี่โมงกว่าเข้าไปแล้ว
“ไม่ทราบค่ะพี่ฟงไม่ได้บอกอะไรบัวเลย สั่งแค่ให้อาบน้ำแต่งตัวไว้เท่านั้นค่ะ” สิ้นคำตอบทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้น และอึดใจต่อมาก็มีร่างสูงใหญ่ของหม่าเหว่ยเจี้ยนเดินเข้ามาในบ้านบอดี้การ์ดหนุ่มโค้งคำนับอี้เฟยกับสัตตบุษย์ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบๆ เช่นเคย
“เ้านายให้ผมมารับคุณหนูครับ”
“ไปก่อนนะคะพี่เฟย” หญิงสาวเอ่ยลา จากนั้นก็ลุกเดินออกจากบ้านไป เหว่ยเจี้ยนเดินตามไปติดๆ ก่อนจะเปิดประตูรถด้านหลังให้สัตตบุษย์เข้าไปนั่ง
“พี่ฟงจะพาบัวไปไหนอาเจี้ยน” อี้เฟยที่เดินตามออกมาถามขึ้นเหว่ยเจี้ยนเห็นสัตตบุษย์นั่งอยู่ในรถแล้วคงไม่ได้ยินอะไร เพราะเ้านายสั่งมาว่าไม่ให้บอกหญิงสาวว่าจะพาไปไหนเขาจึงยอมตอบตามจริง
“เ้านายจะพาคุณหนูออกงานเลี้ยงด้วยคืนนี้ก็เลยให้ผมมารับคุณหนูไปแต่งตัวที่ร้านครับ”
“อ๋อ จริงสินะคืนนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดของคุณอาไท้นี่นา” อี้เฟยพูดถึงหวังอู่ไท้นายตำรวจใหญ่ระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวของเขาเพราะอีกฝ่ายเป็เพื่อนรักของหวังเฉินมานาน คืนนี้เขาก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงด้วย ซึ่งก็คงตามไปสมทบกับพี่ชายทีหลังเหมือนเช่นเคย
งานเลี้ยงวันเกิดปีนี้ของหวังอู่ไท้บิดาของเขาไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงได้ เนื่องจากว่าท่านได้รับอุบัติเหตุลื่นหกล้มในห้องน้ำเมื่อสามวันก่อนซึ่งเป็ผลทำให้กระดูกตรงสะโพกร้าว จึงจำต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแต่ถึงกระนั้นบิดาของเขาก็ได้โทรศัพท์ไปอวยพรวันเกิดให้เพื่อนรักเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
อี้เฟยยืนมองท้ายรถที่แล่นออกไปเขาล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาจัดการกดหมายเลขที่จำได้ขึ้นใจ จากนั้นรอสายเพียงครู่เดียวคนปลายสายก็ตอบรับ
“ว่าไงไอ้เสือฉันหวังว่านายคงไม่มัวกกผู้หญิงจนลืมนัดคืนนี้หรอกนะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่หรอกครับงานเลี้ยงวันเกิดคุณอาไท้ทั้งทีจะลืมได้ไงล่ะ แต่ไม่แน่ว่าคืนนี้ผมอาจไม่ได้ไปก็ได้” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริงยิ้มๆ
“ทำไมนายติดธุระอะไรงั้นเหรอ”
“เปล๊า...เพียงแต่ผมเซ็งที่ถูกพี่ตัดหน้าแย่งเ้าบัวน้อยไปควงออกงานก็เท่านั้น” เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “เป็แบบนี้แล้วผมจะพาใครไปงานด้วยล่ะทีนี้”
“คู่ขาของนายไงล่ะพวกดารานางแบบทั้งหลายน่ะ เลือกเอาสักคนสิ มีเยอะไม่ใช่เหรอ”คนปลายสายตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี
“งานของคนสำคัญก็ต้องพาคนสำคัญไปเปิดตัวสิครับจริงไหม” อี้เฟยเอ่ยหยอกเย้าเล่นพี่ชายของเขาเงียบไปอึดใจก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา เขาจึงพลอยหัวเราะตามไปด้วย
“แสนรู้ไม่เปลี่ยนเลยนะ”
“โธ่...พี่ฟง อย่าชมกันอย่างนี้สิคำนี้มันไม่น่าปลื้มใจเลยนะ” ชายหนุ่มโอดครวญ หน้ามุ่ยลงฉับพลัน
“เหมาะกับนายดีออกก็แสนรู้ไปหมดทุกเื่อย่างนี้นี่”
“เอาล่ะๆผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพี่แล้ว เอาเป็ว่าเจอกันที่งานเลยก็แล้วกันนะ” อี้เฟยตัดบทสนทนาแล้วกดวางสาย จากนั้นก็เดินผิวปากเป็เพลงเข้าไปในบ้านอย่างอารมณ์ดี