"ทำไมเมื่อกี้เล่าปี่ชวนพวกเราไปพักที่เรือนรับรองคเ้าถึงให้ข้าปฏิเสธล่ะ"
"ข้ามีนิสัยสันโดษ ไม่ชอบสถานที่อันมีคนมาก อีกอย่างข้าวของพวกนี้ถึงคนของท่านเล่าปี่จะช่วยเก็บกวาดให้บ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องจัดใหม่อีก คืนนี้ข้าจะวางไว้ให้เป็ระเบียบ ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว ไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
เย่อิงรักความสะอาด เป็แม่บ้านแม่เรือน ที่สำคัญยังมีวรยุทธ์อีก แถมไม่ใช่ย่อยๆ เก่งมากเสียด้วย ถ้าเมื่อกี้ผมไม่เห็นกับตาคงคิดว่าเป็ฉากหนังจีนกำลังภายในของกิมย้ง ไม่ก็โกวเล้ง
"ท่านคงง่วงแล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดที่นอนให้ท่าน"
"เดี๋ยวๆ เย่อิง ยังไม่ต้องหรอก พึ่งเจอเื่แบบนี้มา คิดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับหรอก เอาเป็ว่าเดี๋ยวข้าช่วยเ้าจัดข้าวของเอง จะให้ยกอะไรวางตรงไหนก็บอกแล้วกัน"
อันที่จริงไม่ได้กะจะมีน้ำใจอะไรหรอกครับ ก็แหมนะ
พึ่งมีคนตายในบ้าน
แถมเืก็พึ่งถูกล้างไปเมื่อตะกี้นี้เอง ดมๆ ดู ยังสาปคาวอยู่เลยนึกว่าอยู่โรงฆ่าสัตว์ แล้วจะให้ผมปลีกตัวไปนอนคนเดียวในสถานที่เกิดเหตุงี้หรอ ไม่มีทาง
บรื๋อ!!
ขนาดเมื่อกี้มาตอนเป็คน เป็เป็ตัวๆ ยังฉี่แทบแตก ถ้าเกิดว่ามาแบบไม่ใช่คนล่ะก็มีหวัง อุจจาระเล็ดออกมาเต็มกางเกงสิครับงานนี้ แถมพวกนี้ตายไม่ดีซ่ะอีก แถวบ้านเรียกตายโหงเลยนะ พระก็ไม่มีมาสวด มีแต่เตียวหุยลากขาศพออกไปทิ้งดื้อๆ ยังกะลากขาหมู
เกิดพี่แกนึกอาฆาตหรือมาตามเก็บรอยเท้าจะว่ายังไง ใช่ไหมครับ
เพราะงั้นทางเดียวที่จะปลอดภัยคือ...อย่าอยู่คนเดียว ฮ่าๆ
อย่างน้อยก็มีเย่อิงอยู่ด้วยคนหนึ่งล่ะเป็ดีที่สุด
ส่วนพวกเฝ้ายามนอกบ้านคงช่วยอะไรไม่ได้ หน้าตาก็ไม่คุ้น หนวดเครายังกะโจรป่า ไม่รู้จะไว้ใจได้แค่ไหน
"ท่านคิดว่านักฆ่าสองคนนั้น จะถูกแม่เลี้ยงของท่านเล่ากี๋จ้างมาจริงหรือไม่"
"ทำไมล่ะ เ้าคิดว่าเป็คนอื่นงั้นหรอ" เย่อิงมีความสงสัยอยู่ในตัว คงเป็เื่ปกติของเหล่าผู้หญิงที่เกิดมาพร้อมกับความสงสัย
"ข้ามิแน่ใจนัก"
"นอกจากบอกวิธีเอาตัวรอดให้เล่ากี๋แล้ว ที่ผ่านมาข้าก็ไม่เคยไปขัดผลประโยชน์กับใครนะ"
"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงมิส่งคนไปฆ่าท่านเล่าปี่ด้วยเล่า จึงเจาะจงมาที่ท่านกับข้า"
"อาจเพราะว่าข้าเป็คนต้นคิด อีกอย่างบ้านของเล่าปี่มีคนอยู่กันเยอะ คงลงมือไม่สะดวกก็เลยเลือกพวกเราก่อนก็ได้ แล้วค่อยหาโอกาสจัดการเล่าปี่ทีหลัง"
"เมื่อท่านเล่าปี่ไม่มีขงเบ้ง ก็เสมือนพยัคไร้เขี้ยวเล็บ พยาอินทรีไร้ปีก เช่นนั้นที่ท่านกล่าวมาก็น่าเชื่ออยู่"
"ช่างมันเถอะนะ ยังไงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่ตาย"
"ท่านไม่ห่วงตัวท่านเองบ้างหรือ" เย่อิงมีน้ำเสียงรุนแรงขึ้นเล็กน้อย ในม่านตาแฝงน้ำครอเครือ ไม่รู้ว่าตัวท่านเองที่นางพูดถึง หมายถึงตัวผมหรือหมายถึงร่างกายของขงเบ้งกันแน่
"คุณไม่ต้องห่วง ผมไม่ทำให้ร่างกายของสามีคุณบอบช้ำหรอกครับ" ผมเดาว่าเธอคงห่วงร่างนี้มากกว่า
"ท่านมันโง่เขลานัก" เย่อิงหันหน้าหลบออกไป ผมไม่รู้ความในใจของผู้หญิงเลยจริงๆ ห่วงหรือไม่ห่วงกันแน่ ชอบเก็บไว้คนเดียวไม่ยอมพูดให้ชัดเจน บางครั้งเธออยากให้ผมทำอะไรให้แต่พอถามก็ปฎิเสธกลับมา พอผมไม่ทำก็งอนหน้าบูดใส่ผมอีก
ข้าวของถูกวางกองไว้ ถึงจะดูเป็ระเบียบแต่ก็ยังไม่ถูกที่ถูกทาง ด้วยคนจัดเป็คนนอกไม่ใช่คนอาศัยอยู่ในบ้าน เบาะนั่ง แจกัน กระถางธูป รวมถึงของประดับตกแต่งห้องอย่างอื่น ก็พอจะเรียบร้อยอยู่ ส่วนพิณ ถาดหมึก เครื่องเขียน และตำรา ยังกองไว้อย่างขัดใจเ้าบ้านอย่างยิ่ง
"เย่อิง เราจะเริ่มจัดตรงไหนกันก่อน"
"โต๊ะทำงานของท่านก่อน เผื่อพรุ่งนี้ท่าน้าใช้ จะได้ไม่เสียเวลาท่าน"
"โอเค จัดไป"
"สิ่งใดคือ โอเค?"
"โอเคก็แปลว่าตกลง แบบว่าได้เลย อะไรทำนองนี้แหละ"
"อ๋อ งั้นโอเคเ้าค่ะ" เย่อิงยิ้มตอบกลับมา เธอเริ่มคิดคำพูดของผมไปบ้างแล้วเหมือนกัน อย่างว่า คนอยู่ด้วยกันทุกวัน คุยกันตลอด มันก็ต้องมีการซึมซับกันบ้าง
"ท่านเริ่มชินกับการอยู่ที่นี่แล้วหรือ? " เย่อิงถาม
"ก็ดีขึ้นมาก ทำไมหรือ?"
"คำพูดของท่านคล้ายข้ามากขึ้น" เธอยิ้มอ่อนอย่างโยนมาที่ผม
"คำพูดของเ้าก็คล้ายข้ามากขึ้นเหมือนกัน" ผมเองก็ยิ้ม แต่แอบเก็บยิ้มเอาไว้คนเดียว
เย่อิงให้ผมยกโต๊ะวางไว้ข้างบนฐานที่นั่ง ส่วนเธอจัดแจงหนังสือ แท่นหมึก พู่กัน วางเอาไว้บนโต๊ะ ความเป็ระเบียบของเธอเล่นเอาผมนึกอายขึ้นมา เพราะสภาพห้องเช่าของผมที่กรุงเทพรกอย่างกับรังหนู บนเตียงเต็มไปด้วยหนังสือเป็สิบๆ เล่ม ที่สำคัญไม่ใช่หนังสือเรียนแม้แต่เล่มเดียว ถ้าไม่ใช่นิยายก็วรรณกรรม ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็การ์ตูน คอมมิค ส่วน FHM นั้นขาประจำอยู่แล้วไม่เคยห่าง
เย่อิงหันกลับมาใช้ผ้าเช็ดม้วนกระดาษ ไล่ฝุ่นออกจนสะอาด แล้วยื่นให้ผมเป็คนวางไว้บนโต๊ะ ไออุ่นจากกายเธอผสมกับละอองหอมที่ลอยออกมา จนคนที่นั่งอยู่ชิดติดกันอย่างผมระงับรอยยิ้มเอาไว้ไม่ได้ มีแวบหนึ่งในหัวใจมันเผลอคิดว่า ได้อยู่ใกล้ๆ เย่อิงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
สายตาแววหวานมองมาที่ผม เวลาเธอยิ้มแก้มเธอจะบุ๋มเข้าไปนิดหน่อย ผมชอบมองเธอแบบนี้เหมือนกัน
"ท่านจ้องหน้าข้าทำไม" เยอิงฉงนในหัวใจ
"เปล่าๆ คือ...ข้าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ" ผมรีบหันหลบสายตาเธอ หน้าผมมันแดงร้อนขึ้นมา เย่อิงขยับตัวเข้ามาชิดผมอีก เธอเอาหลังมือขึ้นแนบบนหน้าผากผม เนื้อกายของเราสองอยู่ใกล้กันเกินกว่าจะัั
"ท่านเป็ไข้?" เย่อิงขยับใบหน้าเข้ามาหาจนหัวใจของผมสั่นไหว ไออุ่นๆ จากลมหายใจของเธอััริมฝีปากผมอย่างแ่เบา ละมุนและอ่อนนุ่ม
แค่นิดเดียว
ใกล้แค่เอื้อม
แต่ไกลสุดคว้าถึง
...
..
.
"ผมง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะ" ผมรีบอ้าปากหาว ทั้งที่ไม่มีความง่วงอยู่เลยซักนิดเดียว แต่ต้องจำใจหลบฉากออกมาเพื่อไม่ให้ทุกอย่างมันเกินเลยไปไกล
ศีลธรรมมันค้ำคอ โถ่เอ้ยยยยย เกิดอยากเป็คนดีอะไรตอนนี้!!!!
เย่อิงยิ้มเล็กน้อยแล้วมองเหม่อ ปล่อยใจลอยออกไปนอกหน้าต่างของม่านราตรี
หัวใจเต้นส่ายไม่เป็จังหวะ ตอนนี้ผมลืมเื่เฉียดตายเมื่อซักครู่ไปจนหมดสิ้น ในหัวสับสนไปหมด ในอกก็ร้อนรนอย่างกับไฟเผา ผมเอาผ้าห่มคลุมโปงขึ้นจนสุดหัว ปล่อยปลายเท้าเขินโผล่ออกมาโดนอากาศเย็นของตีสอง
หนาวแต่ร้อนรุ่ม
แสงไฟข้างนอกดับหรี่ลง เย่อิงคงจัดทุกอย่างเสร็จแล้ว เวลาดึกสงัดอย่างนี้ความคิดของตัวเองชอบออกมาหลอกหลอน ความเหงาและความอ้างว้างมักเข้าเล่นงาน
ความคิดถึงถิ่นที่อยู่ประดังเข้าหาหัวใจผม ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม โลกที่ไม่มีความทันสมัยแบบนี้ ทำอย่างไรก็ไม่เคยชินกับมันสักที
ร้านขายของเก่าย่านสีลม ใครจะเชื่อว่ากลางนครหลวงอย่างกรุงเทพจะมีแหล่งรวมวัตถุโบราณตั้งอยู่ มันเป็่สายของวันแดดแรง ผมหลบเข้าไปเพียงเพราะอยากหนีแดด แดดที่รู้ๆ กันอยู่ว่าฤทธิ์ของมันเผาผิวให้แสบไหม้ได้ภายในไม่กี่นาที
มันเหมือนร้านวัตถุโบราณทั่วไป มีั้แ่ซากปรักหักพังของสากเบือ จนถึงเศษชิ้นส่วนของเรือรบ แล้วแต่ว่าคนที่มาเยือนจะตาดีได้ชิ้นไหนกลับมาหรือตาร้ายได้ของชั้นเลวกลับไป
ตึกแถวขนาดสองห้องทำให้มันดูไม่เล็กไม่ใหญ่ ถึงจะไม่ดูสะอาดเท่าไหร่แต่หยักไย่ตามมุมผนังสีขาวซีดก็เข้ากันกับความโบราณ ทำให้คิดเอาเองว่าเป็คอนเส็ปร้านมากกว่าจะคิดว่าเป็ความี้เีของคนดูแล
ด้านหน้าเป็เค้าเตอร์คิดเงิน มีตาลุงแก่คนหนึ่งนั่งเก้าอี้พิงเอนนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ไม่น่าเชื่อว่ายุคสมัยนี้จะยังมีคนโบราณคร่ำครึกลางเมืองเทคโนโลยีเช่นนี้อาศัยอยู่ สายตาเขายังเคลื่อนไปตามแถวของตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ ไม่แลมาดูลูกค้าที่ย่างเข้ามาเลยแม้แต่น้อย เสมือนผู้เข้ามาเป็เพียงธาตุอากาศ
พัดลมเพดานหมุนวนไล่อากาศร้อนให้เคลื่อนออกไป ผมกวาดตามองดูตามชั้นวาง มีข้าวของหน้าตาประหลาดวางอยู่เรียงรายอย่างไร้ระเบียบ แจกันสีเหลืองหม่นมีคราบสีส้มๆ ติดอยู่ไม่แน่ใจว่าเป็ขี้สนิทหรือเศษดิน ผมเดินผ่านไปดูยังโซนด้านในของร้าน มีั้แ่เครื่องเล่น หุ่นกระบอก ไห เครื่องดนตรี พอสุดทางก็เลี้ยวขวาไปยังอีกห้องหนึ่ง มันระเกะระกะไปหมด อย่างกับยังไม่ได้จัดเอามาวางขาย เครื่องครัว เครื่องเสียง แผ่นเสียง ตลับเทป วางกองสุมกันอยู่รอวันดีคืนดีมีคนขยันช่วยรื้อมันออกมาแสดงตัว เดินเลยมาอีกนิดหน่อยมีตำราและปฏิทินจีนวางอยู่บนชั้น แต่ผมกลับสะดุดตากับพัดขนนกด้ามยาว พอหยิบขึ้นมาพลิกดูก็มีอักษรจีนสลักไว้ แน่นอนว่าผมอ่านไม่ออก
ดูไปดูมาอย่างกับพัดขงเบ้ง
ผมมองหาป้ายราคาก็หาไม่เจอ แต่คิดว่าคงจะไม่ถูกแน่ๆ เพราะที่เห็นขายกันในมาเก็ตเพลสก็หลักพันบาทขึ้น
"ขอโทษครับ พัดอันนี้ราคาเท่าไหร่ครับ" ผมเดินมาถามที่เค้าเตอร์ ตาลุงวางหนังสือพิมลง ค่อยๆ พับเก็บอย่างใจเย็นผิดกับอากาศข้างนอก
"อืมมม นานแล้วนะเนี้ย สองร้อยเอามั้ยล่ะ" ผมสะดุ้งใจ ไม่คิดว่าเขาจะให้ราคามาแค่นี้ แต่มันก็เก่าพอตัวถ้าดูจากสีที่ทั้งซีดและหม่นของมัน
"สองร้อยนะครับ" แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ถูกมากอย่างกับได้ฟรี ผมรีบควักตังจ่ายตามจำนวนเป๊ะ ไม่มีขาดไม่มีเกิน
"จะใส่ถุงมั้ยล่ะ"
"ไม่ล่ะครับ ถือไปเลยจะได้บังแดดด้วย"
"ดีแล้วๆ"
ผมก้าวออกไปจากร้านแล้วรีบกลับห้อง แต่ไม่กล้าเอาพัดยกขึ้นบังแดดอย่างที่บอกลุงคนขายไป ไม่ใช่เพราะกลัวมันจะซีดกว่าเดิม หรือกลัวว่ามันจะชำรุดหรอกครับ เอาตามความจริงคือผมไม่กล้าพอจะยกมันขึ้นมาด้วยซ้ำ อายคนอื่นเขา
ระหว่างที่เดินยังคิดอยู่เลยว่า ตัวพัดรูปร่างอย่างกับในหนังสามก๊กที่ขงเบ้งชอบถือ ถ้าเกิดเอาไปลงขายในกลุ่มหรือในมาเก็ตเพลสคงจะได้ราคาดี เขียนโม้ไปซักหน่อยว่าของโบราณ มาจากจีน ถ่ายรูปซักสามสี่รูปให้เห็นตัวอักษร คงจะได้ราคาหลายพัน ฟันกำไรไปแบบเนื้อๆ
ความคิดพาโลดแล่นไปไกลราวม้าพยศ ความเย็นโอบอุ้มราตรีทำหน้าที่คลี่คลายสติให้หล่นร่วงลงสู่ห้วงนิทรา ยังเหลืออีกหนึ่งที่ยังนอนหลับตาแต่ว่ามิอาจจะหลับลง
เย่อิง