กลิ่นขมปร่าของยาต้มสมุนไพรลอยอวลอยู่เหนือเตาถ่านทองเหลืองภายในเรือนทิศเหนือควันสีขาวขุ่นบางเบาม้วนตัวลอยขึ้นสู่อากาศก่อนจะสลายหายไปกับความเย็นเยียบที่แทรกซึมผ่านร่องหน้าต่างกระดาษสาบรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกังวานและรอยเท้าที่วิ่งวนบนลานหิมะเมื่อไม่กี่วันก่อนบัดนี้ถูกสับเปลี่ยนด้วยความเงียบสงบที่หนักอึ้งและเชื่องช้า
บนเตียงเตาที่ถูกปูลาดด้วยฟูกหนานุ่มเถาอิ่งในวัยแปดหนาวนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาที่ถูกดึงขึ้นมาคลุมจนถึงปลายคางใบหน้าเล็กๆที่เคยมักจะแดงปลั่งจากการวิ่งเล่นบัดนี้ซีดเซียวและชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อริมฝีปากที่มักจะเจื้อยแจ้วตั้งคำถามแห้งผาก ลมหายใจที่พ่นเข้าออกเป็จังหวะสั้นและถี่บ่งบอกถึงอาการไข้ที่กำลังรุมเร้าอยู่ภายในร่างกาย
นายหญิงเสิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวมข้างเตียงสวมเสื้อคลุมยาวผ่าหน้าสีกลีบบัวหม่นเรียบง่ายท่วงท่าของนางยังคงรักษากิริยาที่สง่างามทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังมือเรียวบางที่สวมปลอกนิ้วหยกขยับเช็ดใบหน้าของบุตรสาวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นอย่างแ่เบาและพิถีพิถันนางไม่ได้เอ่ยคำปลอบประโลมที่ฟูมฟาย ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกจนเสียจริตทว่าดวงตาที่ทอดมองร่างเล็กบนเตียงนั้นแฝงไปด้วยความกังวลที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด
ข่าวการเจ็บป่วยของคุณหนูเพียงคนเดียวแห่งจวนตระกูลเสิ่นแพร่กระจายไปทั่วทุกเรือนอย่างเงียบเชียบสาวใช้เดินสับเท้าไปมาตามระเบียงทางเดินด้วยความระมัดระวังเป็พิเศษเสียงฝีเท้าทุกคู่ถูกควบคุมไม่ให้เกิดเสียงกระแทกกระทั้นอ่างน้ำอุ่นและเทียบยาถูกผลัดเปลี่ยนเข้าออกห้องพักอย่างเป็ระบบระเบียบ
…
่สายของวัน
แสงแดดสีทองซีดจางพยายามสาดส่องทะลุชั้นเมฆสีเทาหม่นลงมาปะทะบานประตูไม้
ติง... ติง...
เสียงป้ายหยกมันแพะกระทบกับพู่ไหมกังวานใสลอยแว่วมาแต่ไกลมันเป็จังหวะเสียงที่คุ้นเคยซึ่งมักจะมาพร้อมกับพลังงานอันล้นเหลือ ทว่าในวันนี้เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินตามระเบียงทางเดินกลับช้าลงกว่าปกติเล็กน้อย
บานประตูห้องถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆจ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างปักลวดลายเมฆามงคลก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้องเขาสูดกลิ่นยาต้มที่ลอยคละคลุ้งก่อนจะระบายยิ้มบางเบาบนใบหน้าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของเด็กหญิงบนเตียง
"ฮูหยินเสิ่น"จ้าวเหยียนโจวประสานมือค้อมศีรษะทำความเคารพมารดาของเถาอิ่งอย่างนอบน้อมและถูกธรรมเนียม
นายหญิงเสิ่นพยักหน้ารับรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก
"องค์รัชทายาทเสด็จมาถึงที่นี่อากาศด้านนอกคงหนาวนัก"
"ข้าได้ยินว่าแม่ทัพจิ้งจอกอ้วนพ่ายแพ้ต่อลมหนาวเสียแล้วจึงต้องมาดูให้เห็นกับตา"จ้าวเหยียนโจวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้แจ่มใสเขาก้าวเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงก้มมองดวงตาที่ปรือขึ้นเพียงครึ่งเดียวของเถาอิ่ง
เด็กหญิงขยับริมฝีปากที่แห้งผากพยายามจะส่งเสียงตอบโต้ ทว่ามีเพียงเสียงแหบเบาที่เล็ดลอดออกมา
"ข้าไม่ได้พ่ายแพ้...ข้าเพียงแต่พักรบชั่วคราว"
จ้าวเหยียนโจวหลุดเสียงหัวเราะแ่เบาในลำคอเขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กที่บ่าวไพร่เลื่อนมาจัดเตรียมไว้ให้ข้างเตียงไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจกลิ่นยาหรือความอับชื้นภายในห้องผู้ป่วย
"ได้ข้าจะถือว่าเ้าพักรบ"
เขากล่าวพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
"วันนี้ลานกว้างข้างตำหนักของข้าเงียบเหงาพิกลขันทีน้อยใหญ่ต่างพากันกวาดหิมะจนพื้นกระดานแทบจะถลอกข้าเลยต้องหนีมาดูต้นท้อที่จวนของเ้าแทนว่ามันแอบผลิใบตอนที่เ้ามัวแต่นอนหลับอยู่หรือไม่"
เขาเริ่มต้นเล่าเื่ราวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าน่าฟังเื่ราวของเขาไม่ได้สลักสำคัญ มันเป็เพียงภาพสะท้อนของโลกใบเล็กๆภายนอกที่ดำเนินไปในแต่ละวัน เถาอิ่งนอนฟังเสียงนั้นอย่างเงียบเชียบดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นบ้างในจังหวะที่เขาเล่าถึงเื่ตลกขบขันและปรือหลับลงเมื่อความเหนื่อยล้าจากความร้อนในกายจู่โจม
เสียงของเขาทำให้ห้องสี่เหลี่ยมที่อบอวลด้วยกลิ่นยาไม่เงียบจนเกินไป จ้าวเหยียนโจวไม่ได้เรียกร้องให้เธอตอบโต้เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่เป็สะพานเชื่อมต่อระหว่างความเจ็บป่วยกับโลกกว้างภายนอก
…
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบชั่วยาม
เถาอิ่งเริ่มหายใจเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอดวงตาที่เคยฝืนลืมขึ้นบัดนี้หลับสนิทไปพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
นายหญิงเสิ่นที่นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆลุกขึ้นยืน นางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
"คุณหนูคง้าการพักผ่อนแล้วรบกวนเวลาขององค์รัชทายาทมามากพอสมควร"
จ้าวเหยียนโจวหยุดเื่เล่าของเขาลงกลางคันเขามองใบหน้าที่หลับสนิทของเด็กหญิง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาไม่ได้ดื้อดึงที่จะอยู่ต่อไม่ได้ยืนกรานว่าตนเองต้องนั่งเฝ้าจนกว่าเธอจะฟื้นไข้
"เช่นนั้นข้าจะกลับก่อนพรุ่งนี้ข้าจะมาเล่าเื่นกนางแอ่นให้ฟังต่อ"
เขาลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อคลุมสีงาช้างให้เรียบร้อยก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเป็ธรรมชาติ บานประตูถูกเลื่อนปิดลงเสียงป้ายหยกกังวานใสค่อยๆ ห่างออกไปจนกลืนหายไปกับความเงียบของลานกว้าง
เขาไม่ได้ทิ้งเธอไว้เขาเพียงแค่ถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมปล่อยให้การรักษาเยียวยาเป็หน้าที่ของเวลาและความสงบ
…
เมื่อแสงตะวันถูกกลืนหายไปเื้ัแนวกำแพงอิฐสูงตระหง่านความมืดมิดของยามราตรีก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมจวนตระกูลเสิ่นลมเหนือที่เคยสงบนิ่งใน่กลางวันกลับมากรรโชกแรงอีกครั้งหอบเอาละอองหิมะที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ให้ปลิวว่อนไปทั่วลานกว้าง
ภายในห้องของเถาอิ่งแสงจากโคมไฟกระดาษดวงสุดท้ายถูกดับลงเมื่อนายหญิงเสิ่นแน่ใจว่าบุตรสาวหลับสนิทและอุณหภูมิร่างกายเริ่มทรงตัวบานประตูไม้บานใหญ่ถูกเลื่อนปิดสนิท ไร้ซึ่งช่องว่างให้ลมหนาวแทรกซึมเข้าไปได้
ความเงียบสงัดเข้าพื้นที่ทั้งหมด
ภายนอกบานประตูไม้นั้นบนระเบียงทางเดินที่ถูกความมืดและไอเย็นกลืนกินเสิ่นเยี่ยนฉือในวัยเก้าหนาวสวมชุดคลุมสีเข้มตัวเดิมนั่งอยู่บนพื้นกระดานไม้อย่างเงียบเชียบ
เขาไม่ได้เคาะประตูไม่ได้เอ่ยเรียกชื่อของคนที่อยู่ด้านในไม่ได้ตั้งคำถามกับสาวใช้ว่าอาการของเธอเป็เช่นไร เขาไม่ได้สร้างเสียงรบกวนใดๆที่จะทะลุผ่านเนื้อไม้เข้าไปถึงโสตประสาทของคนที่กำลังหลับใหล
แผ่นหลังของเด็กชายพิงแนบสนิทกับเสาไม้แกะสลักต้นใหญ่ที่รองรับชายคาระเบียงขาทั้งสองข้างชันขึ้นมาตั้งฉากกับพื้น สองแขนกอดรัดท่อนขาของตนเองไว้หลวมๆซ่อนมือที่มักจะเย็นเฉียบไว้ภายใต้เนื้อผ้าร่างกายของเขาขดตัวเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อรักษาอุณหภูมิ ท่วงท่าการนั่งนั้นนิ่งเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันควรจะนิ่งได้
ธรณีประตูบานนั้นอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าวแต่เขาไม่ได้ก้าวข้ามไป เขาเพียงนั่งอยู่ด้านนอกปล่อยให้ลมหายใจของตนเองทาบทับอยู่กับความเงียบของบานไม้
ลมหนาวกรรโชกพัดผ่านระเบียงนำพาเอาเกล็ดน้ำแข็งมาปะทะผิวหน้า เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ขยับตัวหลบหนีเขาเพียงแค่หลุบตาลงมองดูละอองหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเกาะบนปลายรองเท้าผ้าฝ้ายของตนเอง
ทุกครั้งที่เขาสูดอากาศเข้าปอดลมหายใจอุ่นๆ จะปะทะกับความเย็นจัดภายนอกแปรเปลี่ยนเป็กลุ่มควันสีขาวขุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศในความมืดมันพ่นออกและจางหายไป เป็จังหวะสม่ำเสมอและเชื่องช้า
ไม่มีใครสั่งให้เขามานั่งอยู่ตรงนี้ไม่มีใครขอร้องให้เขาเฝ้ายามร่างกายของเขาเพียงแค่พาตนเองมาก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบานประตูบานนี้ก่อนที่สมองจะทันได้ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องมา
เขาทำได้เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนี้ทิ้งน้ำหนักของการมีอยู่ของตนเองไว้บนพื้นกระดานไม้ ราวกับเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนี้ก็พอจะทำให้บานประตูด้านหลังเขาปลอดภัยขึ้นอีกนิด
…
ดึกสงัด
เงาของดวงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านกิ่งท้อในสวนทิศใต้ทอดตัวยาวเปลี่ยนทิศทางไปตามกาลเวลา
เกล็ดหิมะเริ่มตกลงมาหนักขึ้นมันไร้เสียง ทับถมกันบนหลังคาและลานกว้างจนทุกอย่างกลายเป็สีขาวโพลนอุณหภูมิลดต่ำลงจนหยดน้ำที่ค้างอยู่ตามชายคาจับตัวเป็แท่งน้ำแข็ง
เสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ก้อนหิมะบางส่วนถูกลมพัดปลิวเข้ามาตกกระทบไหล่เสื้อคลุมสีเข้มของเขาทว่าเขาไม่ได้ปัดมันออก ปล่อยให้มันเกาะตัวและละลายซึมซาบลงสู่เนื้อผ้าร่างกายของเขานิ่งสนิท เปลือกตาของเขาปรือลงเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าทว่าทุกครั้งที่มีเสียงไม้ลั่นจากโครงสร้างของหลังคา ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นและจับจ้องไปที่บานประตูอย่างจดจ่อ
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าความหนาวซึมลึกลงในเนื้อผ้า แต่เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น
เขาไม่ได้รอคอยให้รุ่งเช้ามาเยือนไม่ได้รอคอยให้ใครมาพบเห็นเพื่อกล่าวคำชื่นชม เขาเพียงแค่ปล่อยให้เวลาดำเนินไปปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่ในพื้นที่ที่เขาสามารถอยู่เคียงข้างเธอได้ในวิถีทางของตนเอง
แสงสีเทาหม่นของยามเช้าตรู่เริ่มขับไล่ความมืดมิดของราตรีออกไปทีละน้อยเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกปรากฏรอยแยกของแสงตะวันที่ยังคงถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆ
พายุหิมะสงบลงแล้วทิ้งไว้เพียงลานกว้างที่ถูกห่มคลุมด้วยความขาวบริสุทธิ์และเงียบงัน
ภายในห้องพักของเรือนทิศเหนือเถาอิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาความร้อนที่เคยรุมเร้าเผาผลาญร่างกายตลอดทั้งคืนได้ทุเลาลงจนเกือบหมดสิ้นเหลือเพียงความอ่อนเพลียที่ทำให้แขนขาหนักอึ้งเด็กหญิงขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า เส้นผมสีดำขลับยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงใบหน้าเล็กๆ ยังคงซีดเซียวไร้สีเืฝาด
เธอรู้สึกกระหายน้ำทว่าเมื่อหันไปมองเหยือกน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยมันกลับถูกเทจนเกลี้ยงไปั้แ่เมื่อคืน
เถาอิ่งเลิกผ้าห่มออกสอดเท้าลงในรองเท้าผ้าฝ้ายแล้วก้าวเดินไปที่บานประตูไม้ด้วยฝีเท้าที่ยังไม่มั่นคงนัก เด็กหญิงยื่นมือออกไปทาบฝ่ามือลงบนเนื้อไม้ที่เย็นเยียบก่อนจะออกแรงเลื่อนบานประตูให้เปิดออกเพียงช่องแคบๆพอที่ตัวเธอจะแทรกผ่านหรือมองออกไปด้านนอกได้
เสียงบานพับไม้เสียดสีกันดังกึกแ่เบาลมหนาวระลอกแรกของเช้าวันใหม่พัดกรูเข้ามาปะทะใบหน้าทว่าสิ่งที่ทำให้เถาอิ่งต้องหยุดชะงักการเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ใช่ความเย็นเยียบของอากาศ
เบื้องหน้าของเธอห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวตรงมุมเสาระเบียง
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ตรงนั้น
ร่างของเด็กชายในชุดสีเข้มขดตัวเข้าหากันแผ่นหลังยังคงพิงแนบกับเสาไม้แกะสลักทว่าศีรษะของเขาเอียงพับตกลงมาซบกับหัวเข่าที่ชันขึ้น เปลือกตาของเขาปิดสนิทลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอและลึกซึ้ง
เสื้อคลุมของเขาเปียกชื้นไปด้วยละอองหิมะที่ละลายเกล็ดน้ำแข็งบางส่วนยังคงจับตัวเกาะอยู่ตามรอยพับของเนื้อผ้าและปลายเส้นผมสีดำขลับรอยหมึกสีดำจางๆบนปลายแขนเสื้อด้านซ้ายปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในยามที่เขากอดรัดตัวเองไว้
แม้จะหลับสนิททว่าทุกครั้งที่เขาระบายลมหายใจไอความร้อนสีขาวขุ่นยังคงลอยกรุ่นออกมาปะทะกับอากาศเย็นเยียบเป็วงจรที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและไม่รู้จบ
เถาอิ่งยืนนิ่งงันอยู่หลังบานประตูที่เปิดแง้มมือที่จับขอบไม้กระดานค่อยๆ คลายออกช้าๆ
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงจับจ้องมองร่างที่หลับใหลอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บเธอไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูออกไป ไม่ได้ส่งเสียงเรียกคำว่า 'พี่ใหญ่'เพื่อปลุกให้เขาตื่นจากห้วงนิทราไม่ได้ทำให้การเฝ้ารอของเขากลายเป็เื่ราวใหญ่โต
เธอไม่รู้ว่าเขามานั่งอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อใด
เด็กหญิงยืนมองไอความร้อนที่ลอยกรุ่นออกมาจากริมฝีปากของเขาอยู่นานหลายอึดใจ
เธอไม่ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นออกไปเด็กหญิงเพียงแค่หลุบตาลง ค่อยๆก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
มือเล็กๆของเธอยื่นออกไปจับขอบบานประตูไม้ ออกแรงดึงให้มันเลื่อนกลับมาประกบกันอย่างช้าๆระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงกระแทกใดๆที่จะทำลายความสงบของการพักผ่อนที่เขาสมควรได้รับ
กริ๊ก...
เสียงสลักประตูไม้กระทบกันดังแ่เบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลม
ภายนอกระเบียงแผงขนตาของเสิ่นเยี่ยนฉือขยับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเสียงนั้นแว่วกระทบโสตประสาทเขาไม่ได้สะดุ้งตื่นด้วยความตระหนก ทว่าเปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าดวงตาสีเข้มที่เคยหลับสนิทบัดนี้กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง
เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นในทันทีสายตาของเด็กชายทอดมองไปยังบานประตูไม้ที่ถูกปิดสนิทเรียบร้อยไร้ซึ่งช่องว่างให้ลมหนาวแทรกผ่าน
ไอความร้อนสีขาวถูกพ่นออกจากริมฝีปากของเขาอีกระลอกลอยอ้อยอิ่งไปในอากาศที่เริ่มสว่างไสว
เสิ่นเยี่ยนฉือยกมือขึ้นปัดเกล็ดหิมะออกจากบ่าอย่างเงียบเชียบทิ้งร่องรอยของการมีอยู่ไว้บนพื้นกระดานไม้ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนใต้แสงแรกของวัน
เขาไม่รู้ว่านางเห็นเขานานเพียงใดหรือบางที เขาอาจรู้ แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญนัก