ห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง มีเสาไม้สีดำขนาดสามถึงสี่คนโอบตั้งค้ำอยู่สองฟากซ้ายขวาด้านละสิบต้น บริเวณปลายสุดของห้องยกพื้นขึ้นสูงเหนือศีรษะมีบัลลังก์ขนาดใหญ่สีดำตั้งอยู่
ด้านข้างประกอบไปด้วยเก้าอี้ดำเจ็ดตัว เก้าอี้ขาวหนึ่งตัว สีดำเป็ของรองเ้าสำนักทั้งเจ็ด สีขาวย่อมเป็ของเหมยฮวา
รองเ้าสำนักเจ็ดคนเรียกว่า “เจ็ดวชิระ” ล้วนแต่มีพลังฝีมือเข้มแข็งลึกล้ำ แต่มักจะมีนิสัยประหลาดพิศดารหรืออำมหิตชั่วร้าย หรือเคยกระทำความผิดใหญ่หลวงจนถูกทางการตามล่า ไม่สามารถสังกัดพรรคหรือสำนักอื่นได้จึงมารวมตัวกันที่นี่ เหตุที่ไม่อาละวาดเพราะเกรงท่านประมุขและแม่เฒ่าาุโเท่านั้น
วันนี้มีรองเ้าสำนักนั่งเก้าอี้ดำอยู่ห้าคน
“น้องเล็กไปนานแล้ว” คนหนึ่งพูดขึ้น
“เฒ่าชี่หยวนจับนางมาไม่ได้ นั่นมิแปลก แต่มันเหตุใดไม่อาจสังหารนาง” คนที่สองพูด
“หรือมีคนช่วย” คนที่สามพูด
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น ต่อให้นางเก่งกล้าสามารถเท่าใด ก็ไม่สามารถเอาชนะไม้เท้าเฒ่า ยิ่งไม่อาจทำลายอาวุธของมันได้” คนที่สี่พูด
“แล้วเ้าค้างคาว” คนที่ห้าถาม
“มันไปตามนาง” คนที่หนึ่งตอบ
“มันจะลงมืออย่างไร” คนที่ห้าถามอีก
“อย่างที่มันชอบ” คนที่หนึ่งตอบ
คนทั้งห้ามีรอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก
โรงเตี้ยมเถี่ยนหยา
เสี้ยวอู่ินั่งมองเหมยฮวาดื่มยาที่หวงฮูหยินปรุงมาให้
นางเพียงมีแผลรอยเขี้ยวที่ขาอ่อนและเสียเืไปบ้างเท่านั้น
นี่คือสิ่งที่หวงฮูหยินบอกไว้
แต่ไฉนาแถึงปรากฏที่ส่วนนั้นและเป็สิ่งใดที่ขบกัดนาง หวงฮูหยินมิได้เอ่ยถึง
มันก็มิถามไถ่
แต่ไหนแต่ไรมา มันไม่ใช่คนพูดมาก
แม้วาจาที่กล่าวจะไม่น้อย แต่มันจะพูดเมื่อรู้สึก้าพูด
หรือเห็นว่าถึงเวลาที่ควร
แต่มันไม่ทันคิดว่า มีบ้างบางทีการไม่พูด สร้างความอึดอัดมากกว่าการพูดออกไป
เหมยฮวาวางถ้วยยาลง มองหน้าตาธรรมดาพื้นเพของบุรุษหนุ่ม
อยู่ๆ คนผู้นี้ก็มาช่วยเหลือนาง จากนั้นมันก็เหมือนติดใจที่จะอยู่ใกล้นาง
สำหรับโฉมสะคราญสุดหล้าฟ้าดิน นี่ย่อมมิใช่ครั้งแรกที่มีผู้หมายปอง
บุรุษหน้าตาดี บุรุษฐานะดี บุรุษฝีมือดี ล้วนเคยพยายามเกาะแกะแทะเล็มนางมาแล้วทั้งนั้น
แต่เหตุที่คนพวกนั้นกล้าลงมือ เพระถือดีว่าตนมีบางสิ่งอยู่เหนือผู้อื่น
สำหรับผู้ที่ต่ำต้อยด้อยค่ากว่านาง พวกมันแม้มีจิตปฏิพัทธ์ แต่ก็มิกล้าที่จะแสดงออกอย่างชัดเจน ได้แต่เจียมตัวเจียมใจ เฝ้ามองนางอยู่เงียบๆ
ส่วนพวกกักขฬะกเฬวรากก็มิกล้าที่จะล่วงเกินผู้มีฝืมือระดับนาง
กับบุรุษผู้นี้ แม้มันมีฝีมือเหนือล้ำกว่านาง แต่ฐานะของมันคงมิถึงกับร่ำรวย ด้วยวันๆ เห็นเอาแต่เดินโบกพัดไปมาในตลาด ส่วนรูปลักษณ์ของมันนั้นเล่า
ช่างธรรมดาเหลือเกิน
มันนั่งมองนางมานาน ราวกับมีสิ่งใดจะพูด
“ท่านอยากรู้อะไร”
นางเอ่ยถาม เสียงห้วนไปบ้าง
“มิมีใด”
“แต่สายตาของท่านมี”
“ข้าพเ้ามิได้ชำนาญด้านการพูดด้วยดวงตา”
นางมองใบหน้ามันชัดๆ อีกครั้ง
หากขอความช่วยเหลือจากมัน ก็เป็การเปิดโอกาสมันมาอยู่ใกล้ๆ
ปกติแล้วนางมิชอบให้บุรุษมาตามวอแวมากนัก
แต่ลำพังนางคนเดียวมิใช่คู่ต่อสู้ของค้างคาวโลหิต
เมื่อถึงเวลามันย่อมต้องออกล่านาง
ในที่สุดเหมยฮวาก็ตัดสินใจ
“ท่านมิใช่เ้าของข้าฯ”
เป็ถ้อยคำที่ผลักใสที่ประหลาดนัก
“ย่อมมิใช่”
บุรุษหนุ่มลุกขึ้นออกจากห้องไป
มันมิใช่คนพูดมากจริงๆ
สามวันพ้นผ่าน
เมื่อฟื้นฟูกำลังได้ เหมยฮวาก็ออกจากโรงเตี๊ยมมาทันที เสี่ยวเอ้อเพียงแต่ยืนส่งที่ประตู มิทักท้วงห้ามปราม นางยังรู้สึกว่าคนที่โรงเตี๊ยมนี้พูดน้อยเกินไป
แต่นางไม่มีเวลาขบคิดใคร่ครวญ เนื่องด้วยเ้าค้างคาวเืนอกจากมีวิชาตัวเบาเป็เลิศ การสะกดรอยตามล่าเหยื่อยังไม่เป็สองรองใคร ที่สำคัญคือมันนิสัยประหลาดพิสดาร ไม้เท้าทลายผาไม่สนใจตรี ยังสนใจบุรุษหนุ่มรูปงาม ส่วนค้างคาวเืไม่สนใจสตรี ไม่สนใจบุรษ แต่ถ้าจะกล่าวโดยละเอียด ต้องบอกว่ามันสนใจโลหิตของสตรีสาว ยิ่งกว่าเนื้อตัวร่างกายของหล่อน บางครั้งมันจะดูดเืของเหยื่อจนตายไปในคราวเดียว บางทีมันจะคอยตามดูดเืหลายครั้งจนกว่าเหยื่อจะขาดใจตาย มีส่วนน้อยที่ถูกมันดูดเือยู่เรื่อยๆ แต่เหยื่อกลับไม่ตาย
นางย่อมเป็ส่วนน้อย
การหลบหนีค้างคาวเื ซึ่งเคยลิ้มรสโลหิตของนางหลายครั้งแล้ว ไม่มีทางทำได้ มันจดจำกลิ่นเืของนางได้อย่างดี และยังสามารถสูดพบได้แม้อยู่ห่างไปนับสิบลี้
นี่จึงเป็ความน่ากลัวของค้างคาว
คืนนี้เมฆบังแสงจันทร์ สุมทุมพุ่มไม้ในป่ามองเห็นเป็เงาดำ เหมือนปีศาจกำลังกวักมือเรียกคนโชคร้ายลงสู่นรกอเวจี เสียงลมหวีดหวิว คล้ายเสียงร่ำร้องครวญครางของคนถูกเชือดเฉือน นางพลันรู้สึกได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้อยู่ในตำแหน่งสูงส่งในสำนัก มีผู้คนนับหมื่นรายล้อม แต่แท้จริงไร้ญาติพี่น้อง ไม่มีคนที่รักใคร่ผูกพันอย่างแท้จริง แม้แต่ความสัมพันธ์อันประหลาดพิสดารระหว่างนางกับรองเ้าสำนักทั้งเจ็ด ยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ในฐานะใดแน่ เหยื่อ ศัตรู หรือคนรัก
แต่กับค้างคาวโลหิตตนนี้ นางรู้สึกว่าตนเป็เหยื่อของมัน
ทันใดนั้น เงาดำมะเมี่ยมสายหนึ่งก็ยืนอยู่ตรงหน้า
ไม่ปรากฏที่มา ไม่รู้ที่ไป วิชาตัวเบาราวภูตผี ในโลกมีเพียงผู้เดียว
มันแสยะยิ้ม โลหิตสดๆ ยังติดอยู่ในปาก แต่มิใช่โลหิตของนาง
“เปี่ยนฝูซี่เอ๋” นางเอ่ยชื่อมันเสียงสั่นเครือ
“ใจจริงข้าอยากชิมรสเืจากต้นขาเ้าอีกสักครั้ง” มันพูด คล้ายน้ำตาซึมน้อยๆ
“ไฉนไม่ลงมือ”
มันไม่ตอบ
นางรู้ดีว่ามันกลัวจะหักห้ามใจฆ่านางไม่ลง
ค้างคาวตัวใดจะฆ่าเหยื่อที่ให้เืหอมหวานอยู่ได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะโลหิตใต้ร่มผ้า เป็สิ่งที่มันโปรดปรานที่สุด
ค้างคาวตัวนี้ทั้งอำมหิตทั้งวิตถาร ระหว่างชีวิตกับโลหิต มันยอมทิ้งชีวิตเพื่อโลหิต แต่บัดนี้ กลับไม่ยินยอมดูดเืนางอีกแล้ว
เพราะมันต้องฆ่านาง
เล็บของมันสีดำ ยาวกว่านิ้วมือ นางทราบดีว่าพิษที่อยู่ในเล็บนั้นร้ายแรงแค่ไหน สำหรับผู้ที่มัน้าฆ่า มันไม่เคยต้องออกแรงมากมาย ขอเพียงมีรอยข่วนจากเล็บแม้เพียงน้อย ก็ไม่มียาใดถอนพิษได้
นางหันหลังลอยตัวเร่งความเร็วหลบหนี เร็วที่สุดในชีวิต
เปี่ยนฝูซี่เอ๋ขบคิดสงสัยเล็กน้อย นี่มิใช่แบบฉบับของบุบผาเย้ยจันทรา
แต่แล้วมันก็หายวับไปในทันที วิชาตัวเบาก้าวสู่จุดสูงสุดของมวลมนุษยชาติ
นางพุ่งตัวไปทางแม่น้ำ มองดูคล้ายจะะโลงไป นี่แม้เหมือนคนสิ้นไร้หนทาง แต่ก็อาจสร้างความลำบากให้มันได้ ด้วยไม่เคยปรากฏว่ามีค้างคาวตัวใดชอบอาบน้ำ
มันสะกิดเท้ากับพื้นดินเพียงครั้งเดียว ก็มาลอยตัวอยู่ด้านหลังนาง สัญชาติญาณดิบทำให้ต้องอ้าปากแสยะคมเขี้ยวจ่อกับต้นคอระหง แต่ก็ต้องยับยั้งไว้ ก่อนที่จะตัดใจตวัดเล็บสีดำเข้าหาลำคอเรียวงาม มุ่งหมายจะให้นางตกตายในทันทีโดยมิต้องเ็ปทรมาณ นี่คงเป็เพียงสิ่งเดียวที่มันจะตอบแทน แก่นางได้ สำหรับโลหิตสดๆ ที่ผ่านมา
แววตามันหม่นหมองลงเล็กน้อย
ทันใดนั้น นางก็หยุดลงอย่างกะทันหัน พร้อมหันหน้ากลับมาหามันในฉับพลัน เปลี่ยนท่าร่างจากหลบหนี เป็ยื่นทรวงอกเข้าหากรงเล็บสีดำ ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทำให้มันชงักไปเสี้ยววินาที แต่ก็เร่งกรงเล็บเข้าหาพื้นที่อวบอัดนั้น
หรือนางอยากตายแบบเสียโฉม
นางมารน้อยไม่สนใจปัดป้องกรงเล็บคร่าิญญาที่หน้าอก แต่กลับต่อยหมัดออกใส่หน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัวของมัน
หรือนางคิดแลกชีวิตตายตกตามกัน
รองเ้าสำนักทั้งเจ็ด แม้ล้วนแต่มีฝีมือเหนือล้ำกว่านาง แต่ทุกคนรู้ดีว่ากำลังภายในของนางมิได้อ่อนด้อยดังรูปร่างหน้าตา มิฉะนั้นคงไม่อาจนั่งตำแหน่งรองจากพวกมันได้ ด้วยระดับฝีมือของนาง หากโดนหมัดนี้เข้าเต็มกำลัง แม้จะฆ่านางได้สำเร็จ แต่ใบหน้าของมันคงยุบเหลือเป็เศษเนื้อเลอะเลือน กรงเล็บจึงเปลี่ยนเป็ฝ่ามือปะทะกับหมัดตรงของนาง
เสียงกระอักเืดังจากริมฝีปากบางทันที แต่นางกลับกลั้นใจพ่นโลหิตทั้งหมดออกมาใส่ใบหน้าของค้างคาวเื มันแม้รักโลหิตกว่าชีวิต แต่นั่นหมายความว่าต้องเข้าทางปาก ส่วนโลหิตที่ถูกกำลังภายในเร่งเร้าพ่นใส่ดวงตา แม้ไม่ทำให้ตาบอด แต่ก็เจ็บแสบจนมองไม่เห็นไปครู่หนึ่ง
มันรีบวาดกรงเล็บล้อมรอบตัวเองไว้ ด้วยเกรงว่านางจะจู่โจมลงมือ แต่กลับััใส่อากาศธาตุ
เงียบ
นางหลบหนีไป
แต่จะไปได้ไกลเท่าใด
มันแม้ไม่ใช่ผู้ที่มีกำลังภายในก้าวแกร่งที่สุดในเจ็ดวชิระ แต่ก็ยังเหนือล้ำกว่านางอยู่่ใหญ่ มิฉะนั้น คงไม่สามารถใช้นางเป็ของว่างยามค่ำมานาน
เมื่อสายตาเริ่มมองเห็น มันแสยะยิ้ม แล้วหายวับไปทันที
นางมารน้อยวิ่งไปข้างหน้า โลหิตหลั่งไหลออกจากปากไม่ขาดสาย ราวแม่น้ำฮวงโหท่วมทะลัก ด้วยนิสัยของบุปผาเย้ยจันทรา นางย่อมกล้าตาย แต่ไม่ยอมตาย หากตกตายอยู่ในป่าเขารกร้างเช่นนี้ ซากศพจะถูกสัตว์แร้งกาจิกกิน หากมีผู้คนพบเห็นจะเกิดความอุบาติเวทนา ปราศจากญาติพี่น้องร่ำไห้ แม้แต่คนรู้จักที่จะอาลัย ยังไม่มี
ฉับพลันมัจจุราชสีดำก็ลอยอยู่เหนือศีรษะ
นางไม่มีแรงตอบโต้อีกแล้ว
กรงเล็บกวักลง
วิชาตัวเบาของมันอยู่ในจุดสูงสุด
แต่ในโลกยังมีสิ่งหนึ่งที่เบากว่าร่างกายมนุษย์
นั่นคือพัด
พัดที่ทำจากไม้ไผ่กับผ้าไหม
ก่อนที่กรงเล็บจะััศีรษะนาง พัดอันหนึ่งก็ลอยมาทางด้านหน้า ทะลุผ่านออกด้านหลังมันไป ราวกับลูกธนูแหวกผ่านสายน้ำ ทิ้งเป็รูโหว่รูหนึ่งที่ร่างกายของมัน
มันแม้ไม่เชื่อสายตาแต่ก็ต้องยอมรับ
พัดนี้หมดจดรวบรัดอย่างแท้จริง
แต่กรงเล็บของมันยังเฉี่ยวเข้ากับต้นคอของนาง บางเบาราวมีดโกน ปรากฏโลหิตไหลซึมออกมาหยดหนึ่ง
ซึ่งเพียงพอแล้ว สำหรับความตาย
ร่างของค้างคาวเืหงายหลังฟาดลงกับพื้นแน่นิ่ง ไม่ไหวติง ผมดำ เล็บดำ ั์ตาสีดำ มืดกว่าราตรีไร้ดาว
จากนี้ไปไม่อาจดื่มกินโลหิตสตรีได้อีกแล้ว
มันยิ้มอย่างปรอดโปร่ง จบชีวิตอำมหิตวิตถารในชาตินี้ลงเสียที
หวังว่ายมโลกมีเพื่อนค้างคาว
นางหมดสติกำลังล้มลง
แต่มีสองมือมาโอบอุ้มร่างงามไว้
มันยังคงเคียงข้างนาง