ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วไม่มีวี่แววการปรากฏตัวของพิภู พี่ลูกเจี๊ยบจึงสั่งให้ทุกฝ่ายพร้อมทำงานแม้ว่าอัมพุชินียังคงอิดออด ด้วยถือหางว่าเป็ผู้หญิงที่พิภูโปรดปรานขอต่อรองขยับเวลาออกไป แต่ความเื่มากนี้ก็ถูกพี่ลูกเจี๊ยบซึ่งเอาจริงในการคุมทีมงานพูดเสียงขุ่นใส่
“พี่ว่าน้องบัวต้องรู้จักความพอดีบ้างนะคะพี่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในการถ่ายแฟชั่นทุกเซ็ท การที่พี่รอคุณภูเท่ากับว่าพี่ให้เกียรติน้องบัวมากพอแล้วแต่น้องบัวก็ควรให้เกียรติพี่ในการทำงานด้วย เราทำงานด้วยกันมาตั้งหลายครั้งและยังต้องทำงานร่วมกันอีกระยะยาวพี่คิดว่าน้องบัวน่าจะทำให้ทุกอย่างมันเป็เื่ง่ายจะดีกว่านะคะ”
จากที่นั่งก้นติดเก้าอี้อัมพุชินีลุกขึ้นยืนพรวด ดวงตาวาวจ้องเขม็ง ความเอาแต่ใจตัวบูดบึ้งใส่พี่ลูกเจี๊ยบทันควัน “พี่ลูกเจี๊ยบว่าบัวหรือคะถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องร่วมงานกันอีก เชิญพี่ลูกเจี๊ยบถ่ายแม่นั่นไปคนเดียวเถอะ”
การถูกตอกหน้าเบาๆคงทำให้อัมพุชินีหน้าเสียไม่น้อย หล่อนจึงตอบโต้พี่ลูกเจี๊ยบอีกทั้งความถือดีว่าเป็นางแบบที่พิภู พงศ์ไท ซึ่งเป็ลูกชายคนเดียวของตระกูลผู้กุมบังเหียนในสื่อสิ่งพิมพ์ทางด้านข่าวสาร คอยตามดูแลเอาใจใส่ หล่อนยิ่งตัวยืดมองคนอื่นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสายตาเสมอ
ทั้งที่ฐานะครอบครัวของหล่อนกำพืดมาจากเด็กกำพร้าซึ่งอาศัยญาติห่างๆเลี้ยงดูมาจากชุมชนแออัดแท้ๆแต่เื่นี้วงในยังคงปิดกันให้แซ่ด!
ยังไม่ทันที่อัมพุชินีจะอาละวาดไปมากกว่านี้คุณนามซึ่งสะพายกระเป๋ากล้องตัวเก่งเดินกลับเข้ามาเตรียมประจำการได้ยินสิ่งที่นางแบบสาวพูด ความหัวเสียจึงบังเกิดอีกครั้ง
“ตกลงจะได้ถ่ายไหมครับผมนั่งคอยมาสามสี่ชั่วโมงแล้ว”
อัมพุชินีซึ่งเหยียบเรือสองแคมจึงหันเหไปประจบประแจงช่างภาพหนุ่มอย่างเอาใจ “นามอย่าพูดอย่างนั้นสิคะบัวก็แค่...”
“ไม่ต้องมีข้อแม้อะไรทั้งนั้นหรอกครับผมอยากจะทำงานของผมให้เสร็จเร็วๆ”
เวลานี้ การทำงานจะเริ่มต้นขึ้นได้จึงกลายเป็อัมพุชินีคนเดียวเท่านั้น ที่สร้างเงื่อนไขถ่วงเวลาในที่สุดหล่อนก็ยอมอ่อนข้อให้แม้จะไม่เต็มใจนัก...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่เพียงแค่คำพูดนั้นเป็การขู่หรือยอมศิโรราบให้เพียงไม่กี่คำที่คุณนามเอ่ยมาก็แล้วแต่
เมื่อช่างภาพหนุ่มจับกล้องสองนางแบบสาวจึงถูกจัดอยู่ร่วมเฟรม ในชุดราตรียาวแต่งคล้ายกันยืนประกบโพสต์ท่าตามที่พี่ลูกเจี๊ยบคอยกำกับ แม้ทีแรกจอมพธูจะดูขัดเขินบ้างแต่ก็คล่องขึ้น เมื่ออาการประหม่านั้นหายไป และดูเหมือนหล่อนจะสนุกกับงานมากขึ้น
จนกระทั่งอัมพุชินีคิดจะขโมยซีน!
ด้วยเสื้อผ้าของทั้งคู่ซึ่งคล้ายกันเพียงแต่ชุดของอัมพุชินีเป็เดรสปักเลื่อมสีแดงเพลิง ตัวแขนกุดและเปิดโล่งั้แ่ลำคอเผยร่องอกไล่ต่ำมาจนส่วนกลางที่เสื้อเย็บติดนั้นอยู่เหนือสะดือเล็กน้อยหล่อนจงใจใช้ความวาบหวามชวนมองสร้างกระแสให้เด็ดกว่าเมื่อจังหวะที่ต้องยืนประกบใกล้ชิดพี่ลูกเจี๊ยบบอกให้หล่อนใช้นิ้วเรียวสอดเข้าไปในเนื้อผ้าบริเวณทรวงอกและหลับตาพริ้มอย่างยั่วยวน
อัมพุชินีคิดว่าถ้าทำตามที่พี่ลูกเจี๊ยบสั่งแค่นั้น...มันจะเด่นกว่านางแบบอีกคนได้อย่างไรดังนั้นหล่อนจึงใช้ปลายนิ้วเขี่ยขอบผ้าให้ร่นเข้าไปอีกจนความอิ่มเอิบในบางสิ่งเกือบทะลักออกมา
คุณนามยังกดรัวชัตเตอร์ไม่หยุดขณะที่เสียงหนุ่มๆทีมงานบางคนร้อง ‘ฮู้’
มันยังไม่หมดเพียงแค่นั้นเมื่อคราวนี้อัมพุชินีจงใจแกล้งจอมพธู หล่อนกระซิบเสียงเบาให้พอได้ยินกันสองคน “เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีการโพสต์ท่าให้”
หล่อนเห็นจอมพธูมองด้วยสีหน้าตื่นกล้องเล็กน้อยยิ่งได้ใจ...จัดแจงคิดท่าทางขึ้นใหม่โดยไม่สนใจว่าพี่ลูกเจี๊ยบกำลังแนะนำท่าไหนอยู่
รอยยิ้มคว่ำในหน้าอัมพุชินีปรากฏหล่อนฉวยโอกาสยามที่จอมพธูชูแขนสองข้างขึ้น และเป็ฝ่ายหลับตาพริ้มบ้าง่นั้นเองซึ่งหล่อนเอียงตัวแนบใบหน้าประกบแก้มอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งโอบเอวส่วนมือเรียวอีกข้าง แผลงความซุกซน สอดเข้าไปยังใต้ทรวงอกของจอมพธู
ผู้ถูกกระทำสะดุ้งโหยงขณะที่อัมพุชินีพูดกระซิบ “ไม่ต้องใ มันก็แค่ถ่ายรูป”
แล้วมันก็ทำให้จอมพธูต้องยืนตัวแข็งและฝืนกลั้นใจให้งานถ่ายแบบในวันนี้สำเร็จลุล่วงไปเสียที...
เมื่อพี่ลูกเจี๊ยบสั่งให้เปลี่ยนชุดอัมพุชินีจึงผละจากนางแบบร่วมเฟรม ยิ้มอย่างใจเย็นที่สุดโดยไม่สนใจว่าขณะนี้สีหน้าผู้ถูกแกล้งซีดขาวราวกับไร้สีเื หลายคนมองมาด้วยความรู้สึกสงสารจอมพธูและมองหล่อนด้วยสายตาหมั่นไส้
ใครจะคิดยังไงฉันไม่สนหรอก...ถ้าคิดจะเทียบรัศมีฉัน มันจะต้องเจอหนักกว่านี้อีกหลายเท่าไม่เชื่อก็คอยดู...หล่อนได้แต่รำพึงอยู่ในใจ
สายตาอันจงเกลียดจงชังจอมพธูเปลี่ยนเป็หวานเยิ้มพูดจาฉอเลาะ เมื่อคุณนามยกกล้องที่คล้องคอส่งต่อให้ชุมสายหล่อนจึงถือโอกาสเข้าไปคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนมและเดินอิงแอบกันออกไปโดยที่หล่อนพะเน้าพะนอตั้งใจเย้ยสายตาคนที่กำลังมองอยู่ด้านหลังด้วยความสะใจ
....................................................................