อัครมหาเสนาบดีฟางโกรธจนเป่าเคราและถลึงตาใส่ในใจของเขาก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีกแต่ท้ายที่สุดแล้วการเป็นคนไร้มารยาทในสายตาลูกชายก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมเท่าไร เขาจึงทำได้เพียงไล่ฟางซิ่นออกไป“ในเมื่อเจ้าอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ มิสู้ไปดูรอบๆ จินโจวสักหน่อยอย่าลืมพาเหล่าองครักษ์ไปด้วย และอย่าเสี่ยงชีวิตเป็นอันขาดสกุลฟางยังรอให้เจ้าสืบสกุลต่อไป!”
ฟางซิ่นที่ได้ยินว่าท่านพ่อปล่อยตนเองให้เป็นอิสระในที่สุดเขาก็ดีใจจนกระโดดขึ้นมา
“วางใจได้ ข้าไม่ตายอยู่แล้ว”เขาพูดจบก็เปิดประตูและวิ่งหายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เห็นแม้แต่เงาราวกับกังหันเห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะอยากไปจินโจวในทันที
อัครมหาเสนาบดีฟางมองประตูที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วก็ถอนหายใจออกมา“เจ้าลูกคนนี้ ปฏิบัติต่อเทียนเป่าสนิทสนมมากกว่าพ่อแท้ๆ เสียอีก!”
ชายวัยกลางคนที่อยู่เงียบๆอยู่ข้างประตูกลับเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจนายน้อยให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความยุติธรรม ในอนาคตจะต้องได้รับผลตอบแทนมากมายอย่างแน่นอน”
อัครมหาเสนาบดีฟางพยักหน้า“เจ้าเองก็พูดถูกต้อง ขอเพียงเจ้าหนุ่มเทียนเป่านั่งบัลลังก์ยังไงก็ไม่มีทางจะปฏิบัติต่อเขาอย่างเลวร้ายเป็นแน่พอถึงตอนนั้นสกุลฟางของเราอย่างน้อยก็สามารถรักษาชนชั้นและความมั่งคั่งได้อีกหนึ่งร้อยปี”
หลังจากพูดจบเขาก็เงียบไปอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นก็พูดสั่งการออกมาว่า “ฟางเจี่ย จงนำกลุ่ม ‘ตี้’ ไปเพื่อปกป้องพี่ซิ่นอีกอย่างแม่นางติงคนนั้น เจ้าเองก็สังเกตการณ์เอาไว้สักหน่อยหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาให้ส่งซิ่นกลับมาทันที”
“ขอรับ ท่านผู้นำตระกูล”
ฟางเจี่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่งและรับคำสั่งจากนั้นเขาก็ออกจากประตูไปอย่างเงียบเชียบ
ปล่อยให้อัครมหาเสนาบดีฟางถือจดหมายที่ลูกชายโยนทิ้งเอาไว้บนโต๊ะเขาขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมา
ดังคำกล่าวที่ว่าเรื่องผิดปกติจะต้องมีจุดแปลกๆอย่างแน่นอน สกุลซือหม่ากำลังหมดแรงแล้วในอนาคตอย่างไรกงจื้อหมิงก็ได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองของซีเฮ่าอย่างแน่นอนทว่าข้างกายเข้ากลับมีหญิงสาวมากความสามารถคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาสุดท้ายแล้วนี่จะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีกันแน่?
ไม่ต้องบอกว่าอัครมหาเสนาบดีฟางจะกังวลใจมากขนาดไหนและคงไม่ต้องบอกว่าฟางซิ่นกำลังเร่งรีบไปเมืองจินโจวพูดเพียงว่าซือหม่าเชวี่ยนในวังหลวงช่วงนี้ราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่ถูกกักขังอยู่ก็ไม่ปานเขาระเบิดอารมณ์โมโหและฆ่าคนได้ตลอดเวลา ไม่ต้องพูดถึงเหล่าขันทีและพวกนางในแม้กระทั่งพระสนมเอกที่โปรดปรานและเหล่าขุนนางต่างก็เงียบเหมือนกับจั๊กจั่นในยามหน้าหนาว
เซียวกุ้ยเฟยผู้ได้รับความโปรดปรานและหยิ่งผยองมาโดยตลอดยามนี้กลับคุกเข่าลงบนพื้นและร้องไห้ออกมาน่าเสียดายที่มารยาร้อยเล่มเกวียนของนางที่เคยใช้ได้ดีครั้งนี้มิอาจทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่รักและทะนุถนอมได้อีกต่อไป ซ้ำยังถูกแก้วกระเบื้องกระแทกใส่หน้าผากและมีเลือดไหลออกมาทันทีเซียวกุ้ยเฟยเจ็บจนเกือบจะเป็นลมหมดสติไป
เมื่อซือหม่าเชวี่ยนเห็นหญิงสาวแสนงดงามที่เคยนอนเคียงหมอนกันหัวแตกและเลือดออกเครื่องแต่งกายประจำวังหลวงถูกอาบไปด้วยเลือดสีแดงเข้มจนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวดังนั้นเขาก็หันมามองด้วยความรังเกียจและก่นด่าว่า“เซียวเฉิงเจ้าบ่าวชั้นต่ำชั่วช้าสามานย์ผู้นั้นบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งและสั่งเคลื่อนไหวกำลังพลด้วยตนเองฮึ่ม หากว่าสงครามครั้งนี้ได้รับชัยชนะก็แล้วไปแต่หากพ่ายแพ้ขึ้นมาพวกเจ้าสกุลเซียวรอถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรได้เลย!”
หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวเท้าเดินจากไปทันที เซียวกุ้ยเฟยนึกถึงขุนนางและผู้ตรวจการเหล่านั้นที่โดนตัดหัวนางก็ตัวสั่นขึ้นมาไม่หยุด นางกระโดดไปข้างหน้าและเกาะขาของซือหม่าเชวี่ยนเอาไว้โดยสัญชาตญาณและพูดอ้อนวอนเสียงดังว่า “ฝ่าบาท ข้ามีเรื่องอยากจะพูดสกุลเซียวนั้นซื่อสัตย์และจงรักภักดีมาโดยตลอด ฟ้าดินเองก็เป็นพยานได้ ท่านพ่อของข้ารบราฆ่าฟันทำสงครามอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อแผ่นดินของฝ่าบาทแต่เขาทนไม่ไหวที่เห็นคนชั่วได้เป็นใหญ่แม่ทัพที่จูโจวเหล่านั้นถึงแม้จะไม่ได้มาจากกองทัพที่พิชิตตะวันตกในตอนนั้น แต่เช่นไรก็มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพอี้จวินอยู่บ้างพวกเขาจะยอมตัดใจยอมแพ้เพื่อช่วยท่านพ่อปราบพวกกบฏได้ยังไง ขอให้ฝ่าบาททรงออกราชโองการจับกุมครอบครัวของเหล่าแม่ทัพพวกนั้นหากพวกเขามีเรื่องต้องกังวล พวกเขาก็จะไม่กล้าลังเลอีกต่อไป”
“หืม?” เดิมทีซือหม่าเชวี่ยนคิดจะเตะนางสนมผู้นี้ที่เขาหมดความสนใจไปแล้วให้พ้นทางไหนเลยจะคิดว่าเขาจะได้ยินแผนการดีๆ เข้า ดวงตาของเขากลอกไปมา จากนั้นก็ก้มตัวไปประคองเซียวกุ้ยเฟยขึ้นมาเขาพูดชมด้วยรอยยิ้มว่า “สนมที่รักช่างฉลาดเฉลียวจริงๆนี่ช่างเป็นแผนการที่ไม่เลว! ข้าจะส่งคนไปจัดการเดี๋ยวนี้สนมที่รักอยู่ในตำหนักคงจะเหงาไม่น้อยเจ้าให้คนในครอบครัวเจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนก็เป็นเรื่องที่สมควรทีเดียว”
หลังจากพูดจบเขาก็เรียกขันทีมาสั่งการและกำชับอย่างระมัดระวังไปอีกหลายประโยคขันทีโค้งคำนับและเดินออกไปอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะจากไปเขาก็แอบมองสภาพที่ไม่น่าดูยิ่งกว่ายามร้องไห้ของเซียวกุ้ยเฟยในใจของเขาก็แอบสาปแช่งไปด้วย หญิงสาวที่แสนจะชั่วช้าเลวทรามผู้นำภัยพิบัติมาสู่ประเทศและประชาชนทำไมเมื่อสักครู่ไม่ถูกทุบตีจนตายไปเสียทุกวันนี้ไม่รู้ว่าทำให้กี่ครอบครัวต้องถูกทำลายหรือสิ้นลมหายใจไปบ้าง
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็ถอนหายใจออกมาและค่อยๆเดินยืดยาดไปตามทางออกนอกวังหลวง คิดไม่ถึงว่าในขณะที่กำลังจะเลี้ยวผ่านปากทางจู่ๆกลับชนเข้ากับคนอื่น ขันทีที่ส่งราชโองการไม่ทันได้ระวังหัวของเขาก็กระแทกไปที่กำแพงทำให้เจ็บจนมองเห็นดาว
คนนั้นรีบกล่าวขออภัยไม่หยุดและรีบพยุงเขาขึ้นมาขันทีส่งราชโองการเดิมทียังอยากจะโมโหใส่ ปรากฏว่าเมื่อเห็นว่าเป็นรองผู้ดูแลในตำหนักซั่นสือเตี้ยน [1] และปกติก็ถือว่าคุยกันดีเขาจึงทำได้เพียงกลืนความโกรธลงไปและตำหนิเสียงเบาว่า “พี่อู๋ ข้ากำลังรีบไปส่งราชโองการทำไมท่านถึงวิ่งมาที่นี่ได้ล่ะ?”
ผู้ดูแลอู๋เป็นคนร่างใหญ่ตอนนี้เขาเองก็ทำหน้าลำบากใจและตอบว่า “ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกช่วงนี้ฮ่องเต้ทรงกริ้วอยู่บ่อยๆทุกคนต่างก็กลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่าก็เลยส่งข้ามาสืบข่าวที่ตำหนักของกุ้ยเฟยว่าจะทำของว่างอะไรตอนกลางคืนให้ฮ่องเต้เสวยดี”
หลังจากพูดจบเขาก็หันไปมองรอบๆเมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็เอื้อมมือเอาของชิ้นหนึ่งยัดใส่ในอ้อมแขนของขันทีและพูดด้วยเสียงที่กดลงต่ำยิ่งขึ้นไปอีกว่า “น้องชายเพิ่งเข้าเฝ้าฝ่าบาทใช่หรือไม่?ฝ่าบาทกำลังกริ้วอยู่หรือเปล่า?”
ขันทีส่งราชโองการคนนั้นหัวกระแทกจนมึนนิดหน่อยเขาลูบของในอ้อมแขนเห็นได้ชัดว่าเป็นแผ่นหยกดังนั้นเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดกระซิบสองสามประโยคข้างๆ หูของพี่อู๋
หลังจากที่พี่อู๋ได้ฟังจู่ๆดวงตาของก็เป็นประกายขึ้นมา จากนั้นเขากลับหันไปประคองขันทีส่งราชโองการให้เดินไปทางที่พักของตนเอง“ส่งราชโองการไม่ล่าช้าเพียงแค่หนึ่งเค่อนี้หรอกอีกอย่างหัวของท่านก็ยังเลือดออกอยู่เลย ที่นั่นข้ามียาดีๆ อยู่ ทายาก่อนแล้วค่อยไปก็ไม่สาย”
ขันทีส่งราชโองการถูกจับข้อมือเอาไว้เขาอยากจะพูดอะไรต่อแต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ กลับมึนหัวขึ้นมาเสียอย่างนั้นดังนั้นเขาจึงโดนโซซัดโซเซไปตำหนักซั่นสือเตี้ยน
กว่าจะทายาและพาคนออกจากตำหนักได้ก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาสำคัญๆครึ่งชั่วยามก็เพียงพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย
ในเรือนของแม่ทัพและรองแม่ทัพหลายนายในจูโจวพ่อแม่ภรรยาและลูกต่างก็ถูกรับออกไปแต่เนิ่นๆ แล้ว เหลือไว้เพียงแต่นางสนมเมื่อเห็นคนจากวังหลวงมาถ่ายทอดราชโองการ และหานายหญิงกับผู้อาวุโสไม่เจอถึงได้รู้ว่าโดนทอดทิ้งเสียแล้วจึงพากันร้องไห้ออกมาจนหน้าขาวซีดไปหมด
เกรงว่าหากขันทีส่งราชโองการยังเดาไม่ออกว่าเรื่องราวได้เปลี่ยนไปแล้วเช่นนั้นก็คงเป็นเหมือนหมูตัวเมียไม่มีผิด ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องที่เดินชนกันก่อนออกจากวังหลวงในใจของเขาก็หนาวเหน็บจนสั่นไม่หยุดในชั่วขณะเดียวสมองของเขาก็มีความคิดขึ้นมานับไม่ถ้วนแต่สุดท้ายกลับทำได้แค่กัดฟันกลับวังหลวงตามคำสั่งเท่านั้น
ซือหม่าเชวี่ยนกำลังกินองุ่นที่เซียวกุ้ยเฟยป้อนใส่ปากให้เขาอยู่เขาขบกัดนิ้วขาวเรียวยาวของกุ้ยเฟย ทำให้นางหัวเราะออกมาไม่หยุด
ปรากฏว่าหลังจากที่ได้รับข่าวจากขันทีส่งราชโองการแล้วเขาก็โมโหจนเตะเซียวกุ้ยเฟยไปนั่งอยู่บนพื้นและในเวลาต่อมาเครื่องใช้ในตำหนักในทั้งหมดก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
“ช่างน่าโมโหจริงๆ กงจื้อหมิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ!”
เหล่าข้าหลวงต่างก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อพวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกัน เนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุดขันทีส่งราชโองการเองก็คุกเข่าอยู่ในนั้นด้วย ในใจของเขาก็รอคอยอย่างเงียบๆเสี่ยวอู่โฮ่วรีบยกทัพมาบุกเมืองหลวงโดยเร็วเถอะมิเช่นนั้นเขาเองก็ต้องหวาดกลัวอย่างเสียเปล่าที่ปกปิดให้กองทัพอี้จวิน…
สิ่งที่แพร่กระจายเร็วที่สุดในโลกไม่ใช่โรคระบาดแต่เป็นข่าวลือ
ขันทีส่งราชโองการพาคนไปเดินมาหนึ่งรอบในขณะที่พวกเขายังไม่ได้กลับมาวังหลวงขุนนางน้อยใหญ่และครอบครัวของพวกเขาต่างก็ได้รับข่าวทั้งหมดแล้วในชั่วขณะหนึ่งทุกคนต่างตกอยู่ในอันตรายพร้อมกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ฮ่องเต้ผู้โหดเหี้ยมจะนึกอะไรขึ้นมาและพาพวกเขาทั้งครอบครัว “รับ” เข้าวังหลวงไป
ส่งผลให้เด็กและคนชราต่างก็ร้องไห้งอแงคนที่ขี้กลัวมากสักหน่อยก็เก็บข้าวของเตรียมย้ายออกจากเมืองหลวงไปหลบซ่อนตัว
และแน่นอนว่าขุนนางตระกูลใหญ่ที่เป็นผู้กุมอำนาจจริงๆเหล่านั้นต่างก็โกรธเคืองอย่างถึงที่สุด ก่อนหน้านี้พวกเขาลังเลไม่ตัดสินใจทุกวันนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
จดหมายเชิญถูกส่งเข้าไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีราวกับเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนและบินไปทั่วทุกที่ในเวลานี้ แผ่นดินซีเฮ่าครั้งนี้เหมือนจะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงพลานุภาพ…
ไม่ต้องพูดถึงว่าในเมืองหลวงยามนี้คึกคักขนาดไหนแค่พูดว่าหลังจากผ่านไปเจ็ดแปดวัน กงจื้อหมิงก็ได้รับการคุ้มครองอย่างลับๆ และเขาก็ดีใจจนตบโต๊ะ
“ดี ซือหม่าเชวี่ยนรนหาที่ตายเอง บางทีเราอาจยึดครองเมืองจูโจวโดยไม่ต้องเสียกำลังพลแม้แต่หนึ่งนายเลยด้วยซ้ำไป”
ช่วงที่ผ่านมานี้กองทัพจูโจวเองก็ตระหนักดีว่าตนเองกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอาแต่เฝ้ารอที่ค่ายทั้งวันไม่กล้าเคลื่อนพล ไม่รู้ว่ากำลังรอโอกาสหรือรอกองกำลังมาช่วยเหลือกันแน่
ส่วนเหล่าแม่ทัพในกองทัพอี้จวินกำลังรวมตัวกันในกระโจมใหญ่เพื่อหารือถึงกลยุทธ์นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นสีหน้าที่ดูมีความสุขของท่านแม่ทัพใหญ่ที่หาดูได้ยากดังนั้นก็เลยถามออกมาว่า “ท่านแม่ทัพ จริงๆ แล้วมีข่าวดีอันใดกันแน่?”
“ซือหม่าเชวี่ยนมีราชโองการให้พาสมาชิกในครอบครัวของแม่ทัพจูโจวเหล่านั้นเข้าไปในวังหลวงแต่กลับถูกฝ่ายพาณิชย์รู้เรื่องเข้าเสียก่อนก็เลยพาคนโยกย้ายไปไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว”
“อะไรนะ?” เหล่าแม่ทัพต่างพากันดีใจ “ถ้าพูดเช่นนี้กองทัพจูโจวจะต้องไม่มีกะจิตกะใจทำสงครามอย่างแน่นอนหรือจะสามารถยึดครองเมืองจูโจวโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่ครั้งเดียวจริงๆ”
อวี้ฉือหุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกงจื้อหมิงเขาก็ยิ้มออกมาราวกับพ่อพระและตะโกนออกมาว่า“ต่อให้เจ้าโง่ซือหม่าเชวี่ยนไม่ทำอะไรโง่ๆ เช่นนี้ กองทัพจูโจวยังไงก็ต้องแยกย้ายกันไปไม่กี่วันมานี้แม่นางติงให้เหล่าทหารหญิงไปร้องรำทำเพลงอยู่หน้าค่ายทำให้กองทัพจูโจวทุกคนต่างก็พากันปาดน้ำตาทหารที่หนีออกมาเมื่อคืนมากกว่าคืนก่อนตั้งสิบกว่าคน!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้แม่ทัพที่มีไหวพริบคนนั้นก็มองไปที่ท่านแม่ทัพใหญ่แล้วก็พูดสำทับออกมาว่า“แม่นางติงช่างเป็นหญิงสาวที่มหัศจรรย์จริงๆกองทัพอวี้จินทุกคนต่างก็ได้รับวาสนาจากนาง พวกเขามีกำลังใจเป็นอย่างมากเมื่อวานเด็กหนุ่มหลายคนภายใต้การบัญชาการของข้าก็แอบคุยกันว่าหากบาดเจ็บก็ดีเพราะว่าในกระโจมทหารบาดเจ็บสะดวกสบาย อาหารก็อร่อยหลังจากทำสงครามเสร็จกลับบ้านยังมีงานให้ทำ หาเงินได้แล้วก็ได้แต่งงานด้วย!”
ทุกคนหัวเราะออกมาอย่างครื้นเครงแต่อวี้ฉือหุ่ยกลับเม้มปากแน่น และพูดออกมาด้วยความโมโหว่า“ข้าก็อยากไปกระโจมทหารบาดเจ็บเหมือนกัน ช่างน่าเสียดายเหล้าเข้มข้นเหล่านั้นจริงๆหกกระเด็นลงพื้นอย่างเปล่าประโยชน์ ช่างสิ้นเปลืองของดีๆ เสียจริง!”
กงจื้อหมิงถลึงตามองเขาไปหนึ่งทีและก็พูดอย่างไม่มีทางเลือกว่า“หากเจ้ายังทำผิดอีกข้าจะส่งเจ้าไปทำความสะอาดที่กระโจมทหารบาดเจ็บ!”
แม่ทัพที่โหดเหี้ยมอีกคนได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดังพร้อมพูดหยอกล้อออกมาว่า“ท่านแม่ทัพลงโทษอวี้ฉือเช่นนี้ เกรงว่าจะตรงกับที่เขาต้องการพอดีเหล่าทหารหญิงในกระโจมทหารบาดเจ็บเหล่านั้นแต่ละคนหน้าตาดีไม่เลว!”
ทุกคนก็พากันร่วมหัวเราะออกมาทำให้คอวี้ฉือหุ่ยหน้าแดงและโกรธจนโบกมือไปมา
กงจื้อหมิงรอจนกระทั่งทุกคนเงียบเสียงลงจากนั้นก็พูดด้วยเสียงจริงจังว่า “เหล่าสตรีที่แม่นางติงพามานั้นต่อให้พวกเขาจะเร่ร่อนอยู่ภายนอก และผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ลำบากแต่ทุกวันนี้พวกนางก็ช่วยดูแลเหล่าทหารบาดเจ็บถือว่าเป็นพี่สาวน้องสาวของกองทัพอี้จวินของเรา หากว่าเจ้าอยากได้หญิงสาวสักคนรอหลังจากจบเรื่องใหญ่นี้แล้ว ในเมืองหลวงมีสาวงามมากมายนับไม่ถ้วนอยากจะแต่งกี่คนก็ได้ แต่ตอนนี้จะต้องปฏิบัติต่อสตรีเหล่านั้นอย่างสุภาพหากให้ข้าได้ยินว่าใครทำผิดกฎ อย่าหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกันข้าจะไม่ปล่อยเอาไว้แน่!”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ!”
แม่ทัพทั้งหมดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและโค้งคำนับรับคำสั่งในใจก็แอบคิดว่าพวกเขาจะกลับไปเตือนเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของตนอีกครั้งท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อแม่นางติงพิเศษกว่าคนอื่น เมื่อรักบ้านหลังนี้แล้วก็ต้องรักอีกาที่เกาะอยู่บนหลังคาไปด้วยเคารพเหล่าทหารหญิงมากขึ้นสามส่วนไปโดยปริยาย อย่าให้เรื่องเล็กๆ น้อยๆเช่นนี้ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตเลย
ตอนนี้ติงเหว่ยกำลังยุ่งอยู่ที่กระโจมด้านหลังพลทหารเดิมห้าร้อยนายของฟางหยวนถูกเปลี่ยนเป็นหมอทหารตอนแรกเริ่มให้เรียนการฆ่าเชื้อ ใส่ยา และพันแผล ทุกคนถือว่าทำได้ไม่เลวถึงขั้นที่ว่าบางคนสามารถเย็บบาดแผลได้ไม่เลว
แต่น่าเสียดายที่อย่างไรชายหนุ่มก็ประมาทและซุ่มซ่ามบางครั้งตอนที่ช่วยทหารบาดเจ็บพลิกตัวก็ยังทำให้บาดแผลปริออกได้ผ้าพันแผลที่ซักแล้วยังมีรอยเลือดอยู่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายทหารมากกว่าครึ่งที่แอบดื่มเหล้าเข้มข้นที่ไว้ใช้ในการล้างแผล
เมื่อเห็นว่าเหล้าเข้มข้นน้อยลงไปเรื่อยๆนางเองก็ไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงหารือกับกงจื้อหมิงและกลับไร่ไปพาคนมา
-----------------------------------------
[1]ตำหนักซั่นสือเตี้ยน 膳食殿 หมายถึงตำหนักที่ไว้จัดเตรียมอาหารสำหรับฮ่องเต้