หลังจากจัดการกับสองสามีภรรยาตระกูลหลี่เรียบร้อยแล้ว ฉินเหม่ยเหนียงก็รีบเขียนจดหมายส่งไปยังจวนตระกูลฉินในทันที แน่นอนว่านางไม่ได้คิดว่าจะได้รับความเห็นใจจากผู้าุโอย่างฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉิน เพียงแต่ถึงอย่างไรนางก็ยังนับว่าเป็สายเืของตระกูลฉิน คนอย่างฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางยอมให้มีเื่ราวเช่นบ่าวรังแกนายเกิดขึ้นภายใต้จมูกของนางอย่างแน่นอน
“คุณหนูว่าฮูหยินจะยินยอมจัดการเื่ผู้ดูแลให้พวกเราหรือไม่เ้าคะ” ชิงจู๋เอ่ยถามหลังจากที่นางและฉินเหม่ยเหนียงไปส่งจดหมายที่สำนักคุ้มภัยตระกูลเว่ยเรียบร้อยแล้ว
“นางย่อมไม่มีทางยินยอมให้ข้าได้มีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว คนที่ตั้งใจส่งผู้ดูแลหลี่และฮูหยินของเขามาก็คือนาง เพราะฉะนั้นต่อให้ข้ามีจดหมายไปถึงนางก็จะไม่ได้รับความสนใจอยู่ดี ซ้ำร้ายนางอาจจะส่งคนที่ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าผู้ดูแลหลี่และภรรยาของเขามาคอยดูแลพวกเราก็เป็ได้ เพราะฉะนั้นจดหมายที่ข้าส่งไปย่อมไม่ได้ตั้งใจส่งให้นางอย่างแน่นอน” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ถ้าเช่นนั้นเมื่อครู่นี้คุณหนูส่งจดหมายให้ผู้ใดกันหรือเ้าค่ะ นายท่านไม่สนใจเื่ภายในเรือนหลังอยู่แล้ว ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็เคยสั่งเอาไว้ว่าจดหมายหรือเทียบเชิญของนางให้ส่งไปที่เรือนหลักของฮูหยินเพื่อให้ฮูหยินจัดการแทน ข้าจึงคิดไม่ออกเลยว่าคุณหนูจะส่งจดหมายไปให้กับผู้ใด” ชิงจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจ
“แน่นอนว่าย่อมต้องเป็พ่อบ้านใหญ่หลี่โดยตรง เขาเป็คนซื่อสัตย์ ยึดมั่นคุณธรรมและทำงานอย่างซื่อตรงให้กับตระกูลฉินมาทั้งชีวิต ย่อมไม่มีทางยินยอมให้หลานจากบ้านรองทำลายชื่อเสียงที่ทั้งตระกูลหลี่และตัวเขาพยายามสั่งสมมาได้หรอก” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หากพ่อบ้านใหญ่หลี่รู้ หลี่มามาผู้เป็น้องสาวของเขาก็ย่อมต้องรู้ เมื่อหลี่มามารู้ก็ย่อมต้องเข้าหูฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉิน กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิมเช่นนี้ฉินเหม่ยเหนียงเชื่อว่าโจวเจียงมิ่งผู้เป็แม่ใหญ่ของนางไม่มีทางคิดว่านางจะทำ ย่อมต้องไม่มีการป้องกันทางพ่อบ่านใหญ่หลี่อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่านางจะหาหนทางป้องกันเอาไว้แล้วก็คงยาก คนอย่างพ่อบ้านใหญ่หลี่ในยามนี้ก้มหัวให้กับฮูหยินผู้เฒ่าเพียงเท่านั้น ถึงแม้จะได้ชื่อว่าควบคุมจวนหลังแต่ฉินเหม่ยเหนียงก็เชื่อว่าโจวเจียมิ่งไม่มีทางกล้าล่วงเกินพ่อบ้านใหญ่หลี่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของฮูหยินผู้เฒ่าโดยตรงอย่างแน่นอน
ออกจากสำนักคุ้มภัยตระกูลเว่ยฉินเหม่ยเหนียงก็เดินตรงไปที่บ้านตระกูลไป๋ในทันที ไป๋ฮูหยินผู้เป็มารดาของไป๋อวิ๋นเฟิงคือหมอหญิงที่เลื่องชื่อของตำบลแห่งนี้ ผู้คนต่างกล่าวขานและสรรเสริญนางว่านางคือหมอเทวดา บ้านของนางจึงทั้งใหญ่โตและกว้างขวาง ด้านข้างติดบึงใหญ่ ด้านหลังบ้านกินพื้นที่ครอบคลุมไปถึงตีนเขา ส่วนอีกด้านกลับติดกับบ้านตระกูลฉินอันเก่าแก่และผุพังของฉินเหม่ยเหนียง
ฉินเหม่ยเหนียงเคาะประตูเพียงไม่กี่ครั้งเด็กรับใช้ก็วิ่งมาเปิดประตู เมื่อเขาเห็นว่าเป็ฉินเหม่ยเหนียงก็ส่งยิ้มยินดีมาให้นางในทันที
“คุณหนูฉินท่านมาได้เสียที คุณชายน้อยของเรารอท่านจดหงุดหงิดอาละวาดไปหลายยกแล้ว” คำบอกกล่าวของเด็กรับใช้ทำให้ชิงจู๋ทำหน้ายู่ส่วนฉินเหม่ยเหนียงกลับหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู นางคุ้นชินกับเขาในนามของท่านชายอวิ๋นเฟิงบุตรชายของฉู่อ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงไปเสียแล้ว จนลืมเลือนคุณชายน้อยตระกูลไป๋ที่ทั้งเอาแต่ใจและเ้าอารมณ์ไปเสียสิ้น
“เ้ามาแล้วหรือเหตุใดจึงได้ปล่อยให้ข้ารอนานเช่นนี้ คิดลองดีกับข้าหรือ” ไป๋อวิ๋นเฟิงเอ่ยออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าฉินเหม่ยเหนียงและชิงจู๋กำลังเดินเข้าไปในแปลงเพาะปลูกสมุนไพรของเขา
ภาพคุณชายน้อยผิวขาวปากแดงที่ยืนอยู่ท่ามกลางแปลงสมุนไพรอันเขียวชอุ่ม ทำให้ฉินเหม่ยเหนียงหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งด้วยความอาวรณ์ไม่ได้ ในการก่อนเพราะมัวแต่ทุ่มเทจิตใจเอาใจผู้าุโในจวนตระกูลฉินและต่อมาก็เป็จวนตระกูลเหยียน นางมัวแต่พยายามทำตัวให้สูงส่งงดงามคู่ควรกับเหยียนหลี่ผิงผู้เป็สามี จนทำให้นางละเลยไป๋อวิ๋นเฟิงไปจนหมดสิ้น ยามนี้เมื่อได้เห็นเขาในสภาของเด็กน้อยเ้าอารมณ์เช่นนี้ก็ทำให้นางต้องทบทวนความทรงจำอันยาวนานของตนเองอีกครั้ง
ยามที่คิดถึงเขานางก็จดจำได้แต่ว่าเขาคือสหายเก่า และคือคนที่จะช่วยทำให้นางงดงามขึ้นได้เพียงเท่านั้น นางลืมเลือนคืนวันที่ได้อยู่ร่วมกันในวัยเยาว์ไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว และภาพทรงจำสุดท้ายก็คือเขาในวัยหนุ่มมีรูปร่างสูงใหญ่ เนื้อตัวถูกย้อมไปด้วยเืนอนหมดลมหายใจอยู่ในอ้อมแขนของนาง
“มัวยืนทำอันใดอยู่ รีบมาทำงานของเ้าได้แล้ว เมื่อหลายวันก่อนพวกเราพึ่งจะตกลงกันว่าถ้าหากว่าเ้ามาช่วยข้าดูแลแปลงสมุนไพร แล้วข้าจะให้เงินสามก้วนแก่เ้าทุกเดือนมิใช่หรือ นี่ยังดูแลแปลงสมุนไพรให้ข้าไม่ทันครบเจ็ดวันเลยเ้าก็ออกลายี้เีสันหลังยาวเสียแล้ว” ไป๋อวิ๋นเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“พอดีข้ามัวแต่จัดการกับคนขี้โกงในบ้านของข้าอยู่น่ะ ทำให้มาที่นี่ช้า ต้องขอโทษท่านด้วย” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม พลางเดินไปย่อตัวดูต้นสมุนไพรที่โดนน้ำฝนมากจนเกินไปทำให้ใบลู่ลงดินจนมีสภาพไม่น่ามอง
“คนขี้โกงหรือ นี่พวกเขาสองสามีภรรยารังแกเ้าอีกแล้วหรือ จะให้ข้าออกหน้าไปจัดการให้หรือไม่” คราวนี้นำเสียงเอาแต่ใจของเขากลับเต็มไปด้วยความเป็ห่วงฉินเหม่ยเหนียงก็รีบส่ายหน้าแล้วอธิบายให้เขาได้เข้าใจในทันที
“ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกเ้าค่ะ ข้าจัดการพวกเขาเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานทางจวนใหญ่ในเมืองหลวงก็จะส่งผู้ดูแลคนใหม่มาที่นี่” ได้ฟังคำพูดของฉินเหม่ยเหนียงไป๋อวิ๋นเฟิงก็พยัก
“จัดการได้ก็ดีแล้ว ดูเ้าสิทั้งผอมโซทั้งอดอยาก เสื้อผ้าหรือก็ทรุดโทรมเสียยิ่งกว่าสาวใช้ของข้าเสียอีก หากท่านแม่ไม่บอกกับข้าว่าเ้าคือคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ข้าก็จะคิดว่าเ้าคือเด็กสาวชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นและใช้ชีวิตอย่างลำบากมาโดยตลอดเสียอีก” คำพูดของเขาทำให้ฉินเหม่ยเหนียงมีสีหน้าจืดเจื่อนไปบ้าง
“เมื่อคืนฝนตกหนัก พื้นดินเฉอะแฉะไปหมด คุณชายไปนั่งพักผ่อนจิบชาอุ่นๆเถอะเ้าค่ะทางนี้ข้าจะจัดการเอง” ฉินเหม่ยเหนียงเอ่ยพลางมองไป๋อวิ๋นเฉิงด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ถึงแม้จะเป็ลูกของหมอเทวดา แต่ไป๋อวิ๋นเฟิงผู้นี้กลับสามวันดีสี่วันไข้ล้มป่วยอยู่เสมอ เพราะต้องเติบโตมาด้วยการกินยาอารมณ์ของเขาจึงขึ้นลงง่ายและฉุนเฉียวมากกว่าเด็กทั่วไป แต่ฉินเหม่ยเหนียงรู้ดีว่าแท้จริงแล้วเขาเป็เด็กที่มีน้ำใจมากเพียงใด
“ได้! เช่นนั้นเ้าจัดการให้ดีล่ะ ถ้าหากสมุนไพรของข้าตายไปแม้เพียงสักต้นข้าจะมาจัดการเ้า” ไป๋อวิ๋นเฟิงเอ่ยพลางหันหลังเดินไปนั่งยังศาลาหลังน้อย ที่มีชุยมามากำลังนั่งชงชาร้อนๆรอเขาอยู่