บทที่13 กอหญ้าที่ไม่ลู่ลม
“เหตุใดอามู่ยังไม่ติดตามมาอีกฆ่าเด็กหญิงเพียงนางเดียวใยต้องใช้เวลาถึงเพียงนั้น เ้าสองคนไปดูซิ"
บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำที่นำขบวนอยู่ได้สั่งการคนของตนไปขณะที่คนทั้งสองซึ่งรับคำสั่งกำลังควบม้าออกไปได้ไม่กี่ก้าว ที่เนินดินด้านหลังก็ปรากฏฝุ่นดินที่ปลิวโขมงเป็ทางด้านหน้าของฝุ่นดินซึ่งกำลังคละคลุ้งเป็รถม้าบรรทุกเสบียงที่ควบมาโดยบุคคลในชุดคลุมน้ำตาลผู้หนึ่ง
“มันมาแล้วขอรับ"
เมื่อเห็นรถเสบียงพร้อมกับคนของตนที่ควบติดตามมาแล้วบุคคลร่างสูงใหญ่ที่ดูจะเป็ผู้นำขบวนมันก็มิได้ว่ากล่าวสิ่งใดอีก คนหยุดรออยู่พักหนึ่งจนเทียมเกวียนบรรทุกเสบียงเดินทางเข้ามาใกล้มันจึงมีคำสั่งให้เดินทางต่อ
เป็อย่างที่ฮุ่ยจวินคิดพวกมันเพียงเห็นตนที่สวมรอยอยู่ในคราบของคนผู้นั้นมา พวกมันก็แทบไม่ตรวจสอบอะไรแม้เพียงนิดพวกมันเพียงมุ่งเดินทางสู่ทิศตะวันตกเพียงอย่างเดียว
เดินทางได้ไม่นานกระท่อมที่ดูไม่โดดเด่นหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในหลุมของเนินดินก็ปรากฏให้เห็นกระท่อมหลังนี้ดูไปแล้วถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวกๆ ภายในกระท่อมมีควันไฟที่แฝงด้วยกลิ่นของสมุนไพรกำจายออกมา
“นั่นต้องเป็ที่พำนักของเทพดาเร้นกายแน่จับตัวมันมา!”
เพียงบุคคลร่างกำยำผู้นั้นออกคำสั่งมันก็รู้สึกว่าร่างของตนเบาหวิว สมองขาวโพลนเลื่อนลอย แล้วทันใดนั้นเองเสียงของสตรีที่อยู่ภายในรถม้าคันสีดำก็ดังขึ้น
“มียาพิษพวกเ้าอย่าสูดหายใจเอากลิ่นสมุนไพรนี้!”
มิทันการณ์ กว่านางจะรู้ตัวคนทั้งหมดก็สิ้นสติตกลงจากหลังม้าร่างแข็งทื่อมิไหวติงไปแล้ว!
พวกมันกลับตกตายในบัดดล!
โครม!!!
ประทุนสีดำของรถม้าคันนั้นพลันะเิออกอย่างรุนแรงสตรีในอาภรณ์สีดำซึ่งมีริ้วลวดลายสีแดงเืแซมตามตะเข็บได้ทะยานกายออกมาจากประทุนรถเป็ครั้งแรกนับแต่เดินทางที่นางปรากฏกาย ภายใต้ราตรีที่มีแต่แสงจันทร์นี้ยังคงเห็นผิวที่ขาวกระจ่างมิแพ้ดวงจันทร์ใบหน้าที่ถูกคลุมปิดด้วยผ้าสีดำซึ่งเปียกหมาดไปด้วยน้ำก็มิอาจปิดบังความงามและความผุดผาดของนางได้ภายใต้ความงามนี้ แววตาของนางกับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบน่าหวาดหวั่น เพียงปรากฏกายนางก็ลงมืออย่างไร้ปราณีทันที
“เฒ่าเ้าเล่ห์!”
สตรีชุดดำนางนั้นะโก้องพร้อมกับวาดกระบี่ในมือออกก่อเกิดพลังลมปราณคล้ายกระบี่บินนับสิบเล่มพุ่งทะลวงเข้าใส่กระท่อมหลังนั้น
“นังเด็กอำมหิตกลับลงมือได้ไร้ไมตรีดี"
เสียงชราดังมาจากภายในกระท่อมพร้อมกับนิ้วอันเหี่ยวย่นได้ขยับหมากสีดำบนกระดานเบื้องหน้าของตน เพียงมันขยับหมากหนึ่งครากระท่อมที่เห็นๆ อยู่ว่าเคยตั้งอยู่เบื้องหน้าพลันหายไป ลมปราณรูปกระบี่ที่แผ่พุ่งจึงปะทะถูกเนินดินอันว่างเปล่า
ตูมมม ตูมมม ตูมมม
สตรีในชุดดำกล่าวขึ้น
“ค่ายกลแปรทิศเปลี่ยนฟ้าดิน"
“โฮ่ นังหนูเ้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆถึงขนาดรู้จักค่ายกลที่ข้าใช้ออกเพียงแค่ครั้งเดียว"
หมากสีดำในมือของบุรุษชราแปรเปลี่ยนอีกครั้งร่างของสตรีชุดดำที่พึ่งเหินลงมาจากกลางอากาศก็พบว่าที่ใต้ฝ่าเท้ามีตอหญ้าที่แหลมคมจำนวนมากมองไปคล้ายกลับป่าหนามแหลมเวิ้งหนึ่ง โดยที่เท้ายังไม่ทันได้แตะพื้นที่เต็มไปด้วยต่อหญ้าอันแหลมคมสตรีนางนั้นได้ลู่กายปักแทงกระบี่ลงยังพื้น พร้อมดีดกายเหยียดขาทั้งสองข้างชี้ขึ้นฟ้าในแนวตรงดิ่ง
การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทิศทางและสถานที่เช่นนี้ทำให้สตรีนางนั้นนับว่ารับมือได้อย่างยากเย็นอยู่ไม่น้อยจริงอยู่ที่ผู้มีปัญญาสู้ไม่เป็ แต่ทว่าแผนการและค่ายกลของมันกลับร้ายกาจยากหาใดเปรียบโดยเฉพาะบุรุษชราที่บรรลุในมหาวิถีวจนะปัญญาถึงระดับขั้นดุษฎีบัณฑิตแล้ว
ด้านฮุ่ยจวินและฮุ่ยไป๋โชคดีที่ควบเทียมเกวียนตามมาอยู่เื้ัเมื่อเห็นการตกตายของกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลชั่วพริบตา และได้ยินเสียงเตือนของสตรีที่อยู่ในรถม้าคันสีดำพวกมันก็พากันไหวตัวได้ทัน ฮุ่ยจวินรีบดีดกายลงจากรถม้า คนกลั้นลมหายใจพุ่งตรงไปยังด้านหลังเทียมเกวียนโดยมิต้องว่ากล่าวฮุ่ยไป๋ที่ซ่อนอยู่กับเสบียงก็หยิบผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ ส่งให้แก่มันฮุ่ยจวินรับมาพันปิดจมูกตนอีกชั้นหนึ่งก่อนโอบอุ้มเอาร่างของฮุ่ยไป๋ทะยานหลบออกมาจากรัศมีกลิ่นควันยาพิษที่พวยพุ่งอบอวลทั่วบริเวณ
มืออันเหี่ยวชรายังคงเคลื่อนหมากบนกระดานบัดนี้มันได้หยิบหมากสีขาวเคลื่อนมาแทนที่หมากดำ ส่งให้รอบบริเวณบังเกิดหมอกหนาปิดคลุมพอหมากสีขาวถูกวางอีกตัว พยัพเมฆบนฟากฟ้าก็กดทับลงมายังร่างของสตรีนางนั้นมากยิ่งขึ้นสตรีในชุดดำถูกเมฆหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นทัศนียภาพโดยรอบ ััของนางเพียงรับรู้ว่าหญ้าหนามที่เบื้องล่างได้ถูกสับเปลี่ยนไปแล้วคนจึงม้วนกายลงมาหยัดยืนเช่นเดิม กระบี่ในมือถูกยกขึ้นมาป้องอยู่บริเวณหน้าอก สายตาจ้องมองทัศนียภาพภายใต้เมฆหมอกรอบข้างอย่างไม่กระพริบตา
ยังคงเป็เสียงอันแก่ชราที่กล่าวขึ้น
“เ้านอกจากเหี้ยมเกรียมแล้วความหนักแน่นของจิตใจก็เป็เลิศ จนถึงป่านนี้ก็มิยอมใช้วิชาอันแท้จริงเพื่อมิ้าเปิดเผยตัวตนรวมถึงเื้ัของตนข้านับถือในตัวเ้ามิน้อย แลรู้สึกถูกชะตาเป็อย่างมาก บอกมาเ้า้าสิ่งใดจึงดั้นด้นแลบุกมาหาข้าเช่นนี้”
“ข้ามาที่นี่เพื่อคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์”
บุรุษชราขมวดคิ้ว
“คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์บ้าบออันใดข้ามิเคยฝึกมหาวิถีวจนะอื่นนอกจากวจนะปัญญา แล้วข้าจะคัมภีร์วิถีต่อสู้ด้วยสาเหตุใดทำไมพวกเ้า ผู้คนทั้งปฐี และคนจากนิกายเทวะวจนะจึงคิดว่าอยู่ที่ข้า และตามรังควานข้าอย่างไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้”
สตรีนางนั้นยังคงถือกระบี่ป้องไว้ที่ลำตัวปากก็กล่าวว่า
“ยังมีผู้ร้ายคนใดที่จะบอกว่าตนเป็คนร้าย"
“อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์จริงๆน่าเสียดายที่คนมีความสามารถต้องมาตายเพราะเื่ใส่ร้ายเช่นนี้"
“จนกว่าข้าจะได้คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามาคนอย่างข้าจะไม่ยอมตกตาย!”
กระบี่ในมือของสตรีนางนั้นถูกตวัดปล่อยกลางอากาศตัวกระบี่ได้รับการหนุนเสริมจากพลังลมปราณบริเวณชีพจรพิเศษจุดมู่เสวี่ย(จุดชีพจรพิเศษบริเวณกึ่งกลางอก) พลังลมปราณนี้ของนางนับว่าแกร่งกล้ามิน้อยส่งให้ตัวกระบี่ที่ถูกครอบด้วยพลังลมปราณลอยค้างกลางอากาศไม่ร่วงหล่น แต่จังหวะที่นางจะปลดปล่อยพลังกระบี่มืออันเหี่ยวย่นของบุรุษชราก็ ได้หยิบหมากสีดำมาวางอยู่ก่อนแล้ว
ท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ๆ ก็เกิดการสั่นะเืของผืนดิน หลังจากนั้นบริเวณรอบกายของสตรีนางนั้นจากที่เคยเป็เนินดินบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ขุนเขาสูงซึ่งภายใต้เขาสูงมีก้อนหินจำนวนมากได้ร่วงหล่นเข้าใส่สตรีนางนั้นราวกับห่าพิรุณ
เมื่อมีเมฆหมอกบังตาสตรีนางนั้นก็มิอาจมองเห็นทิศทางที่หินหล่นลงมาได้ ทั้งเพลงกระบี่ก็ยังมิได้ปลดปล่อยออกเพราะถูกหินร่วงหล่นใส่เสียก่อนสตรีนางนั้นรู้ตัวตอนนี้ว่าตนประเมินพลังของผู้มีปัญญาต่ำเกินไป จนลืมคิดไปว่าตลอดกว่าสิบปีมานี้การที่มันเอาตัวรอดจากนิกายเทวะวจนะได้จะมีดีแค่ค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรได้อย่างไร!
“เป็ท่านที่บีบให้ข้าต้องเผยตัวเช่นนั้นคงจากกันเพียงชิงคัมภีร์มิได้แล้ว"
เสียงของบุรุษชราดังสะท้อนออกมาตามสายลม
“พวกเ้าก็้าเอาชีวิตข้าั้แ่แรกแล้วมิใช่รึและอีกอย่าง เ้าอย่าปากดีไปเลย มีชีวิตจากค่ายกลแปรทิศเปลี่ยนฟ้าดินให้ได้ก่อนค่อยมาขู่ข้า"
สตรีในอาภรณ์สีดำสมาธิของนางมิได้อยู่ที่ก้อนหินที่ร่วงหล่นมิได้อยู่ที่วาจาของเฒ่าผู้นั้น สมาธิของนางทั้งหมดได้ละจากจุดชีพจรลมปราณพิเศษจุดมู่เสวี่ย(บริเวณกึ่งกลางหน้าอก) ไปยังจุดชีพจรลมปราณพิเศษจุดโส่ว(บริเวณหลังมือ) ทันที
ลมปราณพิเศษหรือลมปราณปาฏิหาริย์ที่จุดโส่วเกิดการหมุนเวียนแผ่กำจายมืออันขาวผ่องทั้งสองข้างของนางได้ยกขึ้นมาระหว่าง่ท้อง มือซ้ายแบออกหงายฝ่ามือขึ้นสู่ผืนฟ้าฝ่ามือขวาปลายนิ้วทั้งสี่เรียงชิดชี้ชึ้น หัวแม่มือพับเก็บที่ฝ่ามือ แล้ววางตั้งบนฝ่ามือซ้ายที่แบอยู่
แม้เมฆหมอกจะบังตาแต่บุรุษชราผู้คุมค่ายกลกลับเห็นเื่ราวได้อย่างชัดเจน มันเห็นท่วงท่าแลอากัปกิริยาของสตรีนางนั้นก็อุทานออกมาเสียงดัง
“มุทราป้องขจัด!..ที่แท้ก็เป็พวกเ้า"
คำกล่าวของมันพึ่งจบลงแรงสั่นะเือันมหาศาลก็เกิดกับหมากขาวและหมากดำที่มันพึ่งวางไป ภายในค่ายกลที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกและหินร่วงหล่นจากเขาสูงได้มีแสงสีเขียวครามเจิดจ้าขึ้น แสงสีเขียวครามราวน้ำทะเลนี้ก่อลักษณ์เป็ม่านวารีครึ่งวงกลมครอบอยู่ที่ร่างของสตรีในอาภรณ์สีดำหินขนาดใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมาเมื่อกระแทกเข้ากับม่านสีเขียวครามนี้ก็แตกสลายกลับกลายเป็ผุยผงไปสิ้นยิ่งสตรีนางนั้นแปรเปลี่ยนท่วงท่าฝ่ามือ โดยฝ่ามือขวาที่วางตั้งได้เลื่อนประกบกับมือซ้ายในทิศที่ปลายนิ้วชี้ออกตรงข้ามกันก่อนที่นางจะหมุนสลับฝ่ามือทั้งสองข้างมาประกบเป็ท่าประนมมือระหว่างอก แล้วนางก็ค่อยๆเลื่อนฝ่ามือที่ประกบออกจากกันอย่างช้าๆ
ทุกหนึ่งการเคลื่อนออกของฝ่ามือม่านวารีสีเขียวครามจะแผ่ขยายขนาดเพิ่มขึ้น ปะทะกลืนกินเมฆหมอกที่ปกคลุมจนเลือนหายก่อนที่จะปะทะทำลายกับขุนเขาที่อยู่รอบกายอย่างหนักหน่วงรุนแรง
หมากขาวบนกระดานสองเม็ดได้แตกสลายกลายเป็ผุยผงหมากดำอีกเม็ดก็เกิดรอยปริแตก บุรุษชราจึงคีบหมากดำอีกตัวขึ้นมาปากก็พึมพำขึ้นในลำคอ
“สตรีนางนี้ร้ายกาจนักทั้งนางยังเป็ผู้ที่ได้รับพร์ยากพานพบ สามารถฝึกมหาวิถีวจนะได้ถึงสองวิถี!”
บนโลกแห่งนี้คนทั่วไปจะมีเส้นชีพจรลมปราณธรรมดาสามัญประกอบอยู่ในร่างก่อเกิดเป็พลังชีวิตแต่จะมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งน้อยนิดหากเทียบกับคนทั่วไปที่มีจุดชีพจรพิเศษเปิดอยู่ จุดชีพจรพิเศษมิใช่ชีพจรพลังชีวิตแต่เป็จุดชีพจรพลังปาฏิหาริย์ มีอยู่จำนวนสี่จุดในกายมนุษย์ ประกอบด้วย จุดมู่เสวีย(บริเวณกึ่งกลางอก) จุดเทียนติ่ง (บริเวณกล่องเสียง) จุดโส่ว(บริเวณหลังมือ) และจุดเฉียนเอ๋อ(บริเวณกึ่งกลางหน้าผาก) ว่ากันว่ามีเพียงคนที่มีวาสนาและได้รับโอกาสฟ้าประทานสูงสุดเท่านั้นที่จะมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดซักจุดทว่าสตรีตรงหน้า จุดชีพจรลมปราณพิเศษของนางกลับเปิดถึงสองจุด ยังนับว่าเป็ผู้ที่มีพร์เหนือกว่าฟ้าประทานอย่างแท้จริงและที่เหนือล้ำกว่าก็คือ นางกลับสามารถใช้พร์ของตนได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ฝึกมหาวิถีวจนะแห่งยุทธ์และมหาวิถีวจนะแห่งมุทราได้อย่างดีเยี่ยมเกิดมามีพร์เหนือล้ำและมิทำให้พร์นี้สูญเปล่า นับเป็สตรีที่ควรค่าให้ยกย่องยิ่งในอนาคตนางอาจไปถึงตำแหน่งยอดวีรสตรีแห่งปฐีก็เป็ได้
บุรุษชราส่ายศีรษะ
“น่าเสียดายที่ต้องมาทิ้งชีวิตที่นี่เพราะความโลภในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงแท้ๆ"
หลังจากกล่าวคำหมากดำในมือก็ได้เลื่อนไปแทนที่หมากดำที่กำลังปริแตก เมื่อหมากดำนี้เคลื่อนสู่ตำแหน่งขุนเขาที่กำลังสั่นะเืจากการปะทะกับม่านวารีสีเขียวครามก็หายไป ปรากฏหลุมทรายดูดบริเวณใต้ฝ่าเท้าของสตรีนางนั้นขึ้นมาแทนที่
ม่านวารีสีเขียวครามครอบปิดน่านฟ้าและบริเวณรอบกายภายนอกช่วยปัดเป่าทุกสรรพสิ่งที่โจมตีมาได้ แต่ม่านนี้มิได้ครอบไปถึงผืนปฐีที่นางเหยียบยืนเช่นนั้นมันจึงมิอาจช่วยนางจากหลุมทรายดูดนี้ได้!
หลุมทรายนี้แน่นอนว่ามิใช่หลุมทรายดูดธรรมดามหาวิถีวจนะยุทธ์ในร่างจึงมิอาจทำให้นางสามารถะโขึ้นมาได้ รวมถึงมหาวิถีวจนะมุทราก็มิอาจจะใช้ได้ในสถานการเช่นนี้สายตานางจึงเหลือบไปเห็นฮุ่ยจวินซึ่งยืนอยู่ที่เทียมเกวียนบรรทุกเสบียง เมื่อเห็นมันเป็เพียงผู้เดียวที่รอดจากพิษจึงหยิบปิ่นหยกดำโยนไปให้มันแล้วะโสั่งเสียงดัง
“อามู่ถังน้ำ!”
หากเป็คนของนางจะต้องเข้าใจในคำสั่งนี้พร้อมกระทำการบางอย่างกับปิ่นหยกดำที่ได้รับในมือ ทว่าอามู่กลับถูกสังหารไปแล้ว นี่เป็เพียงฮุ่ยจวินที่สวมรอยเป็อามู่ผู้นั้นชายหนุ่มมันจึงมิได้ทำอะไร มันรับปิ่นหยกดำมาอย่างงุนงง จากนั้นก็เอาแต่พินิจมองไปยังลานทุ่งร้างอันโล่งเตียนตรงหน้าเช่นเดิม
“อามู่!”
สตรีนางนั้นกล่าวเสียงดังก่อนที่นางจะสังเกตุเห็นว่าข้างกายของคนที่นางคิดว่าเป็อามู่มีเด็กหญิงผู้หนึ่งยืนหลบมุมอยู่ด้วย
“เ้าเป็ใคร!”
ฮุ่ยจวินตอบ
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญ"
สตรีนางนั้นกล่าวขึ้น
“ช่วยข้าหากเ้าประสงค์สิ่งใดข้าจะตอบแทนให้"
ฮุ่ยจวินนึกถึงคำสั่งที่นางสั่งสังหารฮุ่ยไป๋อย่างเืเย็นและหลอกเหล่าสหายตนให้มาเป็ตัวตายตัวแทน แม้มันจะมีพื้นฐานทางจิตใจที่ดี แต่พอได้คิดถึงเื่ราวทั้งหมดจึงกล่าวว่า
“ท่านสมควรที่จะได้รับผลกรรมที่กระทำ"
ั์ตาของสตรีนางนั้นเต็มไปด้วยโทสะ
“หากข้าหลุดไปได้ข้าสาบานจะไล่ล่าสังหารพวกเ้าทั้งสองคนจนสุดหล้าฟ้าเขียว!”
ฮุ่ยจวินมิได้สนใจนางอีกตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรจึงจะเข้าไปถึงกระท่อมหลังนั้นได้ ชายหนุ่มชูปิ่นหยกดำขึ้น
“สิ่งนี้นาง้าใช้ทำอะไร"
ฮุ่ยไป๋กล่าวตอบทันที
“ข้าเคยเห็นพวกมันใช้งานสิ่งนี้สามารถค้นหาองค์ประกอบของค่ายกลได้"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“เช่นนั้นยิ่งมิอาจใช้ออกเพราะหากใช้ออกแล้วบังเอิญว่าองค์ประกอบของค่ายกลอยู่ใกล้นาง นางอาจทำลายแล้วขึ้นมาได้หากนางหลุดออกมา พวกเราย่ำแย่แน่"
“เหตุใดจึงไม่เลือกช่วยนาง”
“เห็นชีวิตผู้คนเป็ผักปลาเช่นนี้มีหรือที่นางจะทำตามความประสงค์ของพวกเรา มิหนำซ้ำนางอาจสังหารพวกเราเพื่อปิดปากอีกด้วยประการสำคัญจะปล่อยให้นางทำร้ายเทพดาเร้นกายมิได้”
ฮุ่ยจวินนึกถึงค่ายกลสังหารซึ่งอยู่ที่เขาเถาิซานอันเป็ค่ายกลที่พรากชีวิตคนสำนักคุ้มภัยและทำให้มันแทบตกตาย จึงกล่าวต่อ
“อีกอย่างค่ายกลนี้ข้าไม่รู้สึกถึงพลังสังหารเลยซักนิดไม่ถึงขั้นพรากเอาชีวิตนางหรอก ค่ายกลนี้เพียงอาจส่งนางไปที่ไกลๆ ซักที่เท่านั้น"
ฮุ่ยไป๋พยักหน้า
“อืม”
ก่อนที่นางจะชี้นิ้วไปยังเนินดินตรงหน้าแล้วกล่าวว่า
“ท่านเห็นแล้วหรือไม่"
ฮุ่ยจวินก็พยักหน้า
“เห็นอยู่บ้างที่ตรงนั้นมองผิวเผินไม่มีอะไร แต่หากมองอย่างถี่ถ้วน ทุกสรรพสิ่งที่ก่อเกิดหรือดับไปมิว่าจะเป็ต้นไม้ ใบหน้า ก้อนหิน ซากพืชซากสัตว์เ่าั้ล้วนดูคล้ายถูกจัดวางเป็กระดานหมากยิ่ง"
ฮุ่ยไป๋ยกนิ้วน้อยๆขึ้นมาแตะที่ปลายคางแล้วกล่าวเสริม
“ข้าสังเกตุเห็นว่าทุกครั้งที่ค่ายกลแปรเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าโจมตีสตรีในชุดดำทุกสิ่งล้วนลู่ไปตามลม กระดูกสัตว์ที่กองอยู่ก็สั่นสะท้าน แม้แต่ก้อนหินยังไหวติง ทั้งที่ตรงนี้หาได้มีลมพัดพาไม่…แต่ทว่ากอหญ้าเล็กๆ กอหนึ่งที่ดูไม่แข็งแรงอันใด นับแต่ที่กระท่อมหลังนั้นเปลี่ยนทิศมันก็มิได้ขยับหรือลู่ไหวเหมือนสรรพสิ่งอื่นอีกเลย”
ฮุ่ยจวินย่อกายลงตรงหน้าของฮุ่ยไป๋ยกมือขึ้นไปขยี้ผมของนางแล้วกล่าวว่า
“เ้าเป็เด็กที่ปราดเปรื่องจนบางครั้งข้ายังอดกลัวขึ้นมามิได้"
“เหตุใดต้องกลัวเพราะท่านก็รู้ว่าชั่วชีวิตนี้ คนที่ข้าไม่มีวันที่จะทำร้ายก็คือท่าน"
ฮุ่ยจวินลุกยืนพร้อมกับอุ้มเด็กหญิงขึ้นแล้วกล่าว
“ข้ารู้”
ก่อนมันจะมองไปยังทิศทางที่หญ้ากอนั้นผุดแซมขึ้นซึ่งอยู่ข้างโขดหินเล็กๆนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ คาดคำนวนจุดบอดที่ปกติกระดานหมากจะมิอาจเดินได้หากอยู่ในตำแหน่งนี้แล้วมันก็ตัดสินใจโอบอุ้มร่างของฮุ่ยไป๋ ใช้ออกด้วยพลังลมปราณธรรมดาสามัญที่คนทั่วไปมีในกายกอปรรวมเป็วิชาตัวเบาแล้วทะยานไปตามจุดที่มันคำนวณไว้อย่างไม่ผิดพลาดแม้เพียงคืบ
จะว่าไปแล้วมันมิได้มีพร์ด้านการต่อสู้มากเท่าไหร่นักหากเทียบกับเหล่าคนที่มีพลังลมปราณพิเศษแต่พร์ด้านสติปัญญาของมัน บางทีแม้แต่ผู้ที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดอยู่ที่จุดเฉวียนเอ๋อ(กึ่งกลางหน้าผาก) ก็มิอาจเทียบเคียงมันได้!
บุรุษชราที่อยู่ภายในกระท่อมหลังนั้นหลังจากจัดการสยบสตรีในชุดคลุมดำเอาไว้ได้คนก็ผ่อนลมหายใจออกอย่างผ่อนคลาย ทว่าเสียงลมหายใจเพียงดังออกมาแค่ครึ่งเฮือกมันก็ต้องชะงักลมหายใจ สายตาเบนไปทางทิศเหนือ พร้อมกับคิ้วที่ขมวดจนแทบจะจรดกัน แล้วเสียงในลำคอก็เปล่งออกมาด้วยความแปลกใจ
“หืม"