ลู่เหยียนชูเห็นอีกฝ่ายยืนกรานจะขึ้นไปส่งยาให้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็รู้ทันทีว่าในใจของเผิงเจ๋อคุนคงจะเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้ว
เขารู้ดีว่าหากขัดขวางต่อไปจะดูผิดสังเกตจนเกินไปแต่ลู่เหยียนชูก็กัดฟันคว้าแขนของเผิงเจ๋อคุนเอาไว้ “เดี๋ยวก่อนครับ”
“คุณลู่ทำแบบนี้หมายความว่ายังไง?” เผิงเจ๋อคุนปรายตามองมือของเขาด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะเงยหน้าขึ้น “ถ้าคุณไม่ไว้ใจผมงั้นเราขึ้นไปพร้อมกันเลยไหมล่ะ?”
“พี่เผิงล้อผมเล่นแล้ว ผมจะไม่ไว้ใจพี่ได้ยังไงกันล่ะครับ” ลู่เหยียนชูหัวเราะออกมาเบาๆ พลางค่อยๆ คลายมือออก “เสี่ยวทิงต้องดื่มน้ำตามตอนกินยาเดี๋ยวผมไปรินน้ำให้แก้วหนึ่ง รบกวนพี่ช่วยถือขึ้นไปให้พร้อมกันเลยนะครับ”
เผิงเจ๋อคุนอ้าปากตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างทว่าลู่เหยียนชูกลับชิงหันหลังเดินตรงไปยังห้องครัวเสียก่อน
จังหวะที่เดินผ่านโต๊ะอาหารเขาอาศัยทีเผลอหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างโต๊ะติดมือไปด้วยพอเข้าเขตห้องครัวได้ก็รีบส่งข้อความหาจี้ทิงทันที
ลู่เหยียนชูพยายามดึงเวลาให้ถึงที่สุดทั้งหาแก้ว ทั้งผสมน้ำอุ่น กว่าจะรินน้ำเสร็จหนึ่งแก้วก็ใช้เวลาไปเกือบสามนาที
ทว่าเมื่อเขาถือแก้วน้ำกลับมาที่ห้องอาหารกลับไม่เห็นวี่แววของเผิงเจ๋อคุนเสียแล้ว หัวใจของลู่เหยียนชูพลันกระตุกวูบ“เขาไปไหนแล้วล่ะ?”
คนทั้งสองที่นั่งอยู่ชะงักไปเหมียวเวยเอ่ยถามอย่างสงสัย “นายหมายถึงรองประธานเผิงเหรอพอนายเดินไปเขาก็ขึ้นข้างบนทันทีเลยล่ะ เห็นบอกว่าข้างบนก็มีน้ำ”
ลู่เหยียนชูไม่รอช้ารีบก้าวไปยังบันไดทันที แต่ประธานเฉิงกลับลุกขึ้นมาฉุดรั้งเขาไว้“โธ่เอ๊ย แค่ขึ้นไปส่งยาเอง คุณกังวลเกินไปหน่อยรึเปล่ากลัวเสี่ยวจี้จะหนีตามเหล่าเผิงไปหรือไง”
เหมียวเวยเห็นสีหน้าของลู่เหยียนชูเปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอคิดว่าคำพูดของประธานเฉิงทำให้เขาไม่พอใจ จึงรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย“อย่าพูดเรื่องไร้สาระเลยน่า เหล้ายังเหลืออีกตั้งเยอะพวกคุณสองคนห้ามหนีเชียวนะ”
“ใช่ๆ พวกเรายังมีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน...”
ตอนที่เผิงเจ๋อคุนขึ้นมาถึงชั้นสองจี้ทิงเพิ่งจะได้เห็นข้อความของลู่เหยียนชู เขายังไม่ทันจะได้ก้าวขาไปไหนเสียงเคาะประตูก็ดังมาจากทางโถงทางเดินเสียก่อน
ก๊อกๆๆ!
“เสี่ยวจี้ พี่เผิงเองนะ” เผิงเจ๋อคุนเอ่ยปากพลางเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวภายในห้อง“นายอาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากห้องน้ำเผิงเจ๋อคุนจึงเคาะอีกครั้ง “พี่หายาแก้แพ้มาจากข้างล่างถ้านายสะดวก ออกมารับหน่อยได้ไหม?”
คำถามของเขาราวกับถูกโยนลงสู่ก้นมหาสมุทรภายในห้องนั้นอย่าว่าแต่เสียงตอบเลยแม้แต่เสียงขยับกายเพียงนิดก็ยังไม่มีให้ได้ยิน
แววตาของเผิงเจ๋อคุนฉายแววเหี้ยมเกรียมเขาหยุดฟังอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องทำงานที่อยู่อีกฟากของโถงทางเดินอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าแล้วพิมพ์ข้อความส่งออกไปอย่างรวดเร็ว [คืนนี้ลมแรง อย่าลืมปิดหน้าต่าง]
“รองประธานเผิง ใช่คุณหรือเปล่าครับ?”
ทว่าในวินาทีที่เขากดส่งข้อความเสียงอันแหบพร่าของจี้ทิงก็ดังแว่วมาจากทางห้องน้ำ
เผิงเจ๋อคุนชะงักงันทันทีเขาหันกลับไปมองด้วยสีหน้าถมึงทึงก่อนจะเดินกลับไปอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยพลางแนบหูเข้ากับบานประตู“เสี่ยวจี้ นายอยู่ในนั้นเหรอ?”
“อืม...”
“แล้วเมื่อกี้ทำไมไม่ขานรับล่ะ?”
น้ำเสียงของจี้ทิงฟังดูไร้เรี่ยวแรง“ขอโทษทีครับ เมื่อกี้ผมปวดท้องมาก...”
จี้ทิงพูดยังไม่ทันจบประโยคคล้ายกับว่าเขาถูกความเจ็บปวดจู่โจมจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดต่อ“คุณช่วยเรียกพี่ลู่ให้หน่อยได้ไหมผมรู้สึกว่าตัวเองต้องไปโรงพยาบาลแล้ว...”
“รบกวนด้วยนะครับ”
ภายในห้องทำงานจี้ทิงพูดประโยคนั้นใส่โทรศัพท์มือถือจากนั้นเครื่องส่งสัญญาณเสียงที่วางอยู่บนแทงค์น้ำชักโครกจึงทำงานส่งเสียงที่มีความก้องของห้องน้ำลอดผ่านประตูออกไป
เผิงเจ๋อคุนได้ยินชัดเต็มสองหูแม้เสียงนั้นจะเบาและแหบพร่า แต่มันดังออกมาจากห้องน้ำจริงๆความระแวงของเขามลายไปกว่าครึ่ง จึงขานรับ “ได้นายไม่ต้องรีบ เดี๋ยวฉันลงไปเรียกคนมาให้เดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อแน่ใจว่าเผิงเจ๋อคุนลงไปข้างล่างแล้วจี้ทิงก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “สวีเหรินจับเป้าหมายที่เผิงเจ๋อคุนเพิ่งส่งข้อความไปหาได้หรือเปล่า?”
“ครับ ล็อกเป้าเรียบร้อย ผมจะรีบแจ้งพี่ขงอวี่เดี๋ยวนี้!”
คนที่เป็นสายลับย่อมไม่มีทางประมาทจี้ทิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าเผิงเจ๋อคุนต้องขึ้นมาตรวจสอบแน่เขาจึงนำเครื่องส่งสัญญาณเสียงไปวางไว้ในห้องน้ำตั้งแต่แรก
สาเหตุที่ไม่รีบตอบในทันทีก็เพื่อให้เผิงเจ๋อคุนรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีและต้องรีบส่งสัญญาณแจ้งพรรคพวกไม่ว่าอีกฝ่ายจะโทรศัพท์หรือส่งข้อความ ขอเพียงแค่มีการส่งสัญญาณออกไปสวีเหรินก็จะสามารถล็อกพิกัดของอีกฝ่ายได้ทันที
การถอนรากถอนโคนต้องทำความสะอาดให้หมดสิ้นทั้งเผิงเจ๋อคุนและพรรคพวกของเขาจะหลุดรอดไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว
จี้ทิงยัดวัตถุทรงกระบอกซ่อนไว้ในถุงเท้าก่อนจะรีบกลับเข้าไปในห้องน้ำก่อนที่ลู่เหยียนชูจะขึ้นมาถึง
ไม่กี่นาทีต่อมาลู่เหยียนชูก็แบกเขาลงมาจากชั้นบนแล้วประคองให้นั่งลงบนโซฟา
จี้ทิงเอามือกุมท้องแสร้งทำเป็นอ่อนแรงพลางเอนกายพิงพนักแต่กลับถูกลู่เหยียนชูรวบตัวเข้าไปกอดไว้ ให้เขาซบลงบนไหล่ของตนเองแทน
“อาการหนักขนาดนี้เลยเหรอ” เหมียวเวยขมวดคิ้วมุ่น“แถวนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีโรงพยาบาลด้วยสิหรือว่าจะโทรเรียกหนึ่งสองศูนย์เลยดีไหม”
“ครับ” ลู่เหยียนชูหยิบโทรศัพท์ออกมาแสร้งทำเป็นต่อสายเรียกหน่วยฉุกเฉิน
เมื่อเห็นจี้ทิงอยู่ในสภาพนี้ต่อให้ประธานเฉิงจะร้อนใจเรื่องสัญญาแค่ไหนก็ไม่กล้ารั้งตัวลู่เหยียนชูไว้คุยงานต่อ
ทุกคนต่างนั่งรอรถพยาบาลอยู่ในห้องนั่งเล่นทว่าผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังสนั่นขึ้น
“มาไวขนาดนี้เลยเหรอ?” ท่ามกลางความประหลาดใจของประธานเฉิงเผิงเจ๋อคุนก็ก้าวเท้าไปเปิดประตู
ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดออกตำรวจสองนายก็กระโจนเข้าใส่และกดตัวเผิงเจ๋อคุนลงกับพื้นทันที
“ปล่อยฉัน!! พวกแกมีสิทธิ์อะไรมาจับฉันกัน”
เผิงเจ๋อคุนพยายามดิ้นรนสุดชีวิตตำรวจสามนายต้องช่วยกันใส่กุญแจมือไขว้หลังเขาเอาไว้
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น??
ประธานเฉิงและเหมียวเวยตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกหัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา สมองอื้ออึงไปหมด
ในตอนนั้นเองนายตำรวจวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีแถบประดับยศหนึ่งขีดสองดอกบนบ่าก็เดินเข้ามาและถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ใครเป็นคนแจ้งความ?”
“ผมเองครับ”
จี้ทิงผละออกจากอ้อมแขนลู่เหยียนชูแล้วลุกขึ้นยืนสีหน้าไร้ซึ่งวี่แววความตระหนก “เขาชื่อเผิงเจ๋อคุนชื่อจริงคือเผิงลู่ ทำงานจารกรรมข้อมูลมานานถึงแปดปีข้อมูลที่ตรวจสอบพบในมือเขาตอนนี้มีทั้งรายละเอียดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่เข้าประจำการแผนที่การวางกำลังพลทางเรือบริเวณแนวเกาะชั้นที่หนึ่งในน่านน้ำตะวันออกและแผนการต่อเรือคุ้มกันรุ่นใหม่ 054B ครับ”
สิ้นคำนั้นประธานเฉิงก็สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่จนตัวโยนร่างกายโอนเอนคล้ายจะหน้ามืดสลบไปเสียให้ได้ส่วนเหมียวเวยได้แต่อ้าปากค้างมองจี้ทิง ใบหน้าของเธอสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้
“คุณชื่ออะไร?” ผู้กำกับหลี่ถามต่อ
“ผมชื่อจี้ทิงครับ” พูดจบเขาก็ปรายตาไปทางคนข้างกาย“ส่วนเขาชื่อลู่เหยียนชูเราสองคนช่วยกันสืบจนรู้ว่าเผิงเจ๋อคุนเป็นสายลับครับ”
ผู้กำกับหลี่หันไปมองอีกสองคนที่เหลือ“แล้วสองคนนั้นล่ะ?”
“เหมียวเวยกับเฉิงหมิงอู่ทั้งสองคนไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องของเผิงเจ๋อคุนวันนี้พวกเขาแค่มางานเลี้ยงสังสรรค์ครับ”
ผู้กำกับหลี่มองทั้งคู่แวบหนึ่งก่อนจะสั่งการเสียงเข้ม“คุมตัวไปให้หมด”
เจ้าหน้าที่ตำรวจกรูเข้ามาคุมตัวคนทั้งสี่ขึ้นรถตำรวจที่จอดอยู่ด้านนอก
เมื่อถึงสถานีตำรวจทั้งห้าคนถูกแยกไปไว้ในห้องสอบสวนเดี่ยวโดยมีผู้กำกับและรองผู้กำกับเป็นผู้สอบปากคำด้วยตัวเอง
หลังจากพิจารณาหลักฐานที่จี้ทิงยื่นให้ผู้กำกับหลี่ก็ตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์จึงรีบรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักความมั่นคงแห่งชาติทันที
การสอบสวนดำเนินไปตลอดทั้งคืนเหมียวเวยและประธานเฉิงแทบจะไม่รู้อะไรเลยข้อมูลที่พวกเขาให้มายังมีน้อยกว่าที่ทางตำรวจมีเสียอีก
เป้าหมายหลักของการสอบสวนจึงตกมาอยู่ที่จี้ทิงและลู่เหยียนชูผู้อำนวยการทั้งสองสลับสับเปลี่ยนวิธีการสอบถามราวกับพยายามคลี่คลายปมไหมเพื่อตรวจสอบรายละเอียดในบันทึกคำให้การซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งท้องฟ้าสว่างโร่นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเรียกผู้กำกับหลี่ออกไปข้างนอก
“ผู้กำกับหลี่ครับ เมื่อกี้ได้รับแจ้งมาว่าทางกองทัพภาคตะวันออกออกส่งคนมาครับ”
หัวคิ้วของผู้กำกับหลี่กระตุกวูบเขาหันไปมอง “ได้บอกไหมว่าส่งใครมา?”
“ผู้รับผิดชอบจากฝั่งกองทัพคือพันโทท่านหนึ่งครับ แซ่ฉิน ชื่อ ฉินไจ้เย่ครับ”