พบกันอย่างเป็ทางการ (ตอนปลาย)
การรอคอยในครั้งนี้กินเวลาสั้นกว่าสองปีจริงๆ ย่างเข้าสู่วันที่สี่ ดวงตาที่ปิดสนิทของฉู่ซู่อิ๋งก็เริ่มเคลื่อนไหว มันเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็กะพริบถี่ๆ เพื่อปรับให้เข้ากับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้อง แต่ภาพที่มองเห็นชัดกลับมีเพียงด้านซ้ายเท่านั้น ส่วนตาขวาเป็สีดำมืดสนิทด้วยเหตุผลบางอย่าง หญิงสาวเริ่มรู้สึกใก่อนจะต้องครางเบาๆ เมื่ออาการปวดระบมถาโถมเข้ามา
"เ้าตื่นแล้ว"
เสียงทุ้มเสนาะหูทำให้คนเพิ่งได้สติชะงัก นางหันไปตามเสียงก็เห็นบุรุษสวมหน้ากากปิศาจสีเงินปกปิดใบหน้าส่วนบนนั่งอยู่ด้านข้าง เขากำลังโน้มตัวมาหาพร้อมยื่นมือออกมาเตรียมจับนาง ความใบังคับให้ฉู่ซู่อิ๋งเด้งตัวขึ้นเพื่อลุกหนี แต่ร่างกายที่บอบช้ำก็ประท้วงด้วยการส่งความเ็ปแล่นไปทั่วร่างทันที
"โอ๊ย..."
"เ้าโง่หรือ รีบลุกขึ้นเยี่ยงนี้ แผลของเ้าก็ฉีกน่ะสิ!" ชายคนนั้นทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างติดจะหงุดหงิด พร้อมดันตัวนางลงไปนอนอีกครั้ง มือหนาวางบนหน้าผาก มันอุ่นจนเกือบร้อนและหยาบกร้านอย่างคนกรำอาวุธมานาน "เ้ามีาแทั้งตัว ถ้ายไม่อยากโดนเย็บใหม่ก็อยู่นิ่งๆ"
"ท่านเป็ใคร" ฉู่ซู่อิ๋งถามพลางพบว่าเสียงของตนแหบมากทีเดียว
"ประเดี๋ยวค่อยคุยกัน" โอวหยางิหลิงตัดบทแล้วหันไปสั่งให้บ่าวไพร่ที่รออยู่ด้านนอกไปตามแพทย์มา
เพียงไม่นานในห้องพักเล็กๆ ก็แออัดไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเกือบสิบคน โดยมีแพทย์ชรานาม 'ฉวีเย่า' ซึ่งาุโที่สุดในกลุ่มเป็ผู้นำ เขาอธิบายอาการและขั้นตอนรักษาให้ฉู่ซู่อิ๋งฟังคร่าวๆ นางจึงทราบในตอนนี้เองว่าอาการของตนร้ายแรงแค่ไหน ดวงตาข้างขวาเกือบจะบอดเสียแล้ว โชคดีที่ป้อมปราการซ่างถูมีแพทย์ทหารที่เชี่ยวชาญด้านนี้จึงเชิญมารักษาได้ทัน แต่ก็ยังต้องปิดมันด้วยผ้าพันแผลและฝังเข็มรักษาต่ออีกสักระยะค่อยดูอาการอีกครั้ง
ระหว่างที่ท่านหมอทั้งหลายกำลังรักษาหญิงสาวนั้น โอวหยางิหลิงก็หลบไปยื่นด้านข้าง จุดที่เขายืนอยู่นั้นสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฉู่ซู่อิ๋งคอยเหลือบมองมาหาอยู่เสมอ อันที่จริงเขาไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดตัวตนกับนาง เพียงแต่ชายหนุ่มยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับนางในฐานะของโอวหยางิหลิง...อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในเวลานี้
เหล่าแพทย์ใช้เวลาดูแลนางหลังฟื้นไม่มากนัก หลังจากกำชับให้นางพักผ่อนระหว่างรอยาต้มเสร็จก็พากันถอยออกไป โอวหยางิหลิงค่อยพาตัวเองกลับไปอยู่ใกล้ผู้ป่วยตามเดิม แต่คราวนี้เขาเลือกนั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างเตียงแทน เขาตั้งใจเว้นระยะห่างจากหญิงสาวเล็กน้อย เพื่อความสบายใจของนางเอง
"ท่านช่วยข้าไว้หรือ" เสียงของนางทั้งแหบทั้งเบา และยังเจือความอิดโรยด้วย ชายหนุ่มบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรตอนได้ยิน มันเหมือนมีลูกแมวตัวน้อยใช้กรงเล็บข่วนเข้าที่หัวใจ ทั้งน่าสงสารและคันยุบยิบไปพร้อมกัน
"อืม"
แม้เขาจะตอบกลับมาแค่คำเดียว ทว่าฉู่ซู่อิ๋งััได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย ทำให้นางมีความกล้ามากขึ้นอีกนิด "แล้วคนที่มากับข้า..."
"หากเ้าหมายถึงผู้หญิงที่อยู่กับเ้า นางตายแล้ว ข้าให้คนช่วยจัดการศพให้เรียบร้อย ส่วนอีกคนหากเจอศพแล้วจัดการให้เช่นกัน" โอวหยางิหลิงเข้าใจคำถามของนางดีจึงตอบแทรกก่อน ในระหว่างที่นางยังไม่ได้สติ เขาได้ส่งคนไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างละเอียดกระทั่งพบจุดที่พวกนางโดนโจมตีครั้งแรกแล้ว เพียงแต่เวลานี้ยังหาศพคนผู้ร่วมคณะของนางกลับมาได้ไม่ครบเท่านั้น
"ขอบคุณท่านมาก..." หญิงสาวกล่าว ท่าทางซาบซึ้งจากใจจริง ลำพังแค่พาสาวใช้ทั้งสองคนมาตายก็น่าเศร้าแล้ว นางคงเสียใจยิ่งกว่าหากว่าพวกนางมิได้รับการทำศพอย่างถูกต้อง
"ส่วนผู้คุ้มกันทั้งสิบคนของเ้า น่าเสียดายที่ข้าต้องบอกว่าเหลือรอดมาคนเดียว" โอวหยางิหลิงกล่าวต่อเมื่อเห็นนางระงับอารมณ์เศร้าได้แล้วระดับหนึ่งแล้ว
"ผู้ใดหรือ" ฉู่ซู่อิ๋งหันมามองเขา ดวงตาสีอ่อนสะท้อนความคาดหวังระคนอยากรู้ ขณะบุรุษสวมหน้ากากมองนางนิ่งไม่ยอมตอบ ทำให้หญิงสาวชักจะร้อนใจ "ท่านตอบทีเถิด คนที่รอดมาคือใคร ใช่อาถงหรือไม่!"
ในที่สุดเขาก็พยักหน้าให้คล้ายเพิ่งได้สติกลับมา "เป็เขาจริงๆ อาการของเขาดีกว่าเ้าเล็กน้อย พวกหมอทำแผลและจัดยาให้แล้ว"
จบคำตอบของชายหนุ่ม สตรีที่นอนหมดสภาพบนเตียงก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ั์ตาสีอ่อนพลันแดงก่ำพร้อมหยาดน้ำที่เอ่อรื้นขึ้นมาบางๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มยินดีแต่แอบแฝงด้วยความรู้สึกผิดมหาศาล
"ดีจริงที่เขารอดชีวิตมาได้ รอดมาสักคนก็ยังดี ข้าจะได้ฝากอะไรไปชดเชยให้ครอบครัวของคนที่เหลือได้บ้าง ข้าเป็คนพาพวกเขามาตายแท้ๆ หากรู้ว่าพวกนั้นจะใช้มือสังหารมืออาชีพ ข้าคงไม่พาใครมาด้วยกันแน่..." หญิงสาวกล่าวน้ำเสียงสะอื้น ตรงหางตามีหยดน้ำใสกระจ่างกลิ้งตัวลงมาช้าๆ
โอวหยางิหลิงถูกภาพนั้นทำให้รู้สึกหวั่นไหว ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาลูบเหนือแผงอกด้านซ้าย ซึ่งลึกลงไปในนั้น หัวใจของเขากำลังสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นคอยเขย่ามันอยู่เช่นนั้น มันเป็ความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน กระทั่งตอนตกหลุมรักจางอวี๋ซินก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้ แตในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่า ตนเองกำลังเห็นฉู่ซู่อิ๋งแสดงอารมณ์ออกมาอย่างตรงไปตรงมาเป็ครั้งแรก
เมื่อชาติที่แล้ว หญิงสาวผู้นี้จัดว่าเป็ภรรยาที่เงียบสงบ นับแต่ออกเรือนมาอยู่สกุลโอวหยาง นางไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขาเป็พิเศษเลยสักครั้ง ต่างจากจางอวี๋ซินที่พยายามจะมีบทบาทกับทุกสิ่งทุกอย่างภายในจวน นอกจากรอยยิ้มบางที่จะปรากฏยามร่วมกันแสดงละครต่อหน้าท่านย่าแล้ว โอวหยางิหลิงไม่เคยเห็นสีหน้าอื่นๆ ของนางมาก่อนเลย
ไม่สิ...เขาเคยเห็นแล้ว ่วาระสุดท้ายในชีวิตของเขาและนางอย่างไรเล่า ตอนนางมาถึงดูตื่นตระหนกและเป็ห่วงเป็ใยระคนกันไป เขายังเคยเห็นนางยิ้มให้อีกด้วย รอยยิ้มปลอบประโลมที่มอบให้แก่เขาผู้เดียว
ที่แท้สตรีนางนี้ก็เผยโฉมหน้าอื่นให้เขาเห็นนานแล้ว แต่เขากลับไม่กล้าคิดว่านางทำเช่นนั้นจริงๆ จนกระทั่งตอนนี้ หลังจากได้พบกันอีกครั้งในรูปการณ์ที่แตกต่างจากชาติที่แล้ว นางยังไม่มีเหตุผลอะไรในการปกปิดอารมณ์และความรู้สึกจากเขา ดังนั้นนางจึงแสดงมันออกมาอย่างชัดเจน
ประเสริฐที่สุด...ดียิ่ง! การที่นางยังเป็ตัวของตัวเองเช่นนี้ค่อยคุ้มค่ากับความทุ่มเทในการตามหาของเขาหน่อย!
"อาถงคนนั้น แท้จริงแล้วเขาเป็คนที่ข้าใช้ให้ไปตามหาเ้า ผู้คุ้มกันสามคนสุดท้ายล้วนเป็คนของข้าทั้งหมด แต่กลับมีแค่เขาเหลือรอดกลับมา"
ฉู่ซู่อิ๋งในยามนี้ช่างเหมือนหนังสือเล่มใหม่ที่น่าสนใจและรู้สึกอยากจะอ่านต่อ โอวหยางิหลิงเลยโยนเชื้อไฟใส่นางเพื่อดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ผลคือ น้ำตาของนางคล้ายจะหยุดไหล ร่างแบบบางพลันแข็งทื่อ ความเศร้าเลือนหายไปกลายเป็ความหวาดระแวง ท่านกั๋วกงจอมวายร้ายลอบยิ้มพออกพอใจอยู่ในใจเงียบๆ คิดอย่างไม่ละอายแก่ใจเสียด้วยว่า โกรธย่อมดีกว่าร้องไห้เสียใจต่อไป
"ตามหาข้า...เพื่ออะไร" นางจับประเด็นสำคัญได้จึงเอ่ยถาม ทั้งสงสัยทั้งหวาดระแวงไปพร้อมกัน
"เื่นี้เ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้ จำไว้แค่ว่า ข้ามิได้ตามหาเ้าด้วยเหตุผลเดียวกับคนอื่นก็แล้วกัน" โอวหยางิหลิงตอบคลุมเครือ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นว่านางจ้องมาอย่างระแวงหนักกว่าเดิม "อย่ามองข้าแบบนั้น ถึงแม้ข้าจะอยากได้อะไรจริงๆ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เ้าคิดหรอก"
"แต่ข้าเป็สตรีอ่อนแอคนหนึ่ง จะมีสักกี่อย่างที่ให้ท่านได้" ฉู่ซู่อิงอยากจะขยับถอยห่างจากเขา แต่ความเ็ปทำให้นางเคลื่อนไหวไม่ถนัด ได้แต่จ้องเขาด้วยแววตาดุดันเท่านั้น
"ท่านหญิงอันผิงอย่าได้ดูถูกตัวเองเช่นนี้" โอวหยางิหลิงส่ายหน้า เปลี่ยนอิริยาบถมาเท้าคางกับพนักที่พักแขนแล้วมองนางยิ้มๆ "สิ่งที่เ้าให้ข้าได้มีมากกว่าร่างกายและทรัพย์สิน"
"ท่านรู้จักข้า..."
สีหน้าและท่าทางของฉู่ซู่อิ๋งอึมครึมมากยิ่งขึ้น เพราะในวันที่นางออกจากเมืองหลวงเมื่อสิบกว่าปีก่อน นางก็ได้ทิ้งสถานะท่านหญิงไว้เื้ั ตลอดเวลาที่อยู่ชายแดน ผู้คนต่างรู้จักนางในฐานะคุณหนูฉู่ผู้เป็น้องสาวของแม่ทัพประจิม แม้จะมีขุนนางท้องถิ่นบางคนรู้ว่า นางมีฐานันดรศักดิ์สูงส่ง ทว่าพวกเขาต่างพากันมองข้ามมันไป ถึงส่วนหนึ่งจะเป็เพราะพวกเขา้าเอาอกเอาใจพี่ชายของนางก็ตามที
ความเศร้าซึ่งเพิ่งจางหายไปพลันไหลย้อนกลับมาเต็มหัวอกอีกครั้ง เมื่อคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองตัดสินใจกลับเมืองหลวง...กลับสู่สถานะอันไม่น่าจดจำนั้น ภาพความทรงจำเลวร้ายฉายชัดขึ้นพร้อมหัวใจนางที่แหลกสลาย หากไม่เกิดาจนพี่ชายของนางไม่หายตัวไป...และหากมิใช่เพราะยังเหลือหน้าที่ที่ต้องทำ มีหรือที่นางจะหวนคืนเมืองหลวงให้คนเรียกนางด้วยคำที่นางไม่ชอบอย่างนี้
ความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวตกอยู่ในสายตาของโอวหยางิหลิงตลอดเวลา ท่าทางขบริมฝีปากอย่างข่มกลั้นทั้งที่ดวงตารื้นน้ำแดงก่ำนั้น ทำให้เขารู้ตัวว่าเผลอไปแตะต้องาแในใจของนางเสียแล้ว ชายหนุ่มนึกด่าตัวเองในใจ มัวแต่หลงตื่นเต้น อยากลองดูสิ่งแปลกใหม่จากนาง จนลืมเสียได้ว่าสตรีผู้นี้ก็เต็มไปด้วยาแไม่ต่างจากเขาในอดีต และแผลของนางอาจจะใหญ่กว่าเขาเสียอีก
คิดได้ดังนั้น บุรุษตัวร้ายก็ย้ายตัวเองไปนั่งข้างกายหญิงงาม ใช้ข้อนิ้วไล้ตรงหางตาหมายจะเช็ดน้ำตาให้ อีกฝ่ายหลับเอียงปฏิเสธด้วยการหน้าหนี เขาอยากยิ้มขำกับกิริยาแง่งอนดั่งเด็กสาวของนาง แต่เกรงว่าอีกฝ่ายจะโมโหและเสียใจอีกเลยต้องข่มกลั้นเอาไว้
"ข้าขอโทษ"
ไม่ง่ายเลยที่โอวหยางิหลิงจะกล่าวขอโทษใครสักครั้ง ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ คนที่เคยได้ยินคำนี้จากเขามีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าสกุลโอวหยางเท่านั้น ทว่าวันนี้ชายหนุ่มยินดีมอบให้นางเป็คนที่สอง ส่งคืนคำคำนี้ให้นางเหมือนที่นางเคยมอบให้เขาในห้วงอดีต
สิ่งหนึ่งที่บุรุษผู้ปกปิดใบหน้าไม่รู้ก็คือ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาแ่เบานั้นแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนยิ่ง มันแล่นผ่านโสตประสาทของหญิงสาวแล้วปราดเข้าไปเขย่าหัวใจนางอย่างจัง
ฉู่ซู่อิ๋งหญิงสาวปลายตามามองเขา ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นแจ่มชัด ไม่อยากยอมรับเลยสักนิดว่า สุ้มเสียงของเขาทำให้ตนใจอ่อนลงได้ ในขณะที่อีกคนเห็นสีหน้านางแล้วกลับทนไม่ไหว หัวเราะออกมาเบาๆ จนได้
"ขอโทษจริงๆ ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเ้าไม่ชอบให้เรียกเต็มยศเช่นนี้" โอวหยางิหลิงกดเสียงต่ำลงอีกหน่อย ส่งผลให้คนฟังรู้สึกคล้ายกำลังโดนล่อลวงให้หลงติดกับดัก "เอาอย่างนี้เถิด เ้าเป็บุตรีคนที่สี่ ข้าจะเรียกเ้าว่าคุณหนูสี่ก็แล้วกัน ส่วนเ้าก็เรียกข้าว่า 'หลางจวิน' ไปก่อนในระหว่างที่เรายังไม่รู้จักกันดี"
คำว่า 'หลางจวิน' นี้เป็ชื่อเล่นที่ท่านปู่กับท่านพ่อเคยใช้เรียกเขาเมื่อสมัยยังเด็ก น่าเสียดายที่พวกท่านจากไปก่อนจะมีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของเขา
ฉู่ซู่อิ๋งผ่อนลมหายใจที่อัดแน่นในอกออกมาเชื่องช้า ร่างกายเริ่มคลายจากอาการแข็งเกร็ง คำขอโทษของเขาช่วยให้ความไม่พอใจของนางลดลงไปได้มาก กระนั้นความหวาดระแวงยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ เพราะหญิงสาวเดาไม่ออกว่า เขา้าอะไรจากตนกันแน่ คำพูดของเขาดูมีความหมายแอบแฝงเต็มไปหมด แต่นางกลับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขบคิดทำความเข้าใจมันเลย
หนุ่มสาวสองคนพร้อมใจกันเงียบอย่างมิได้นัดหมาย ต่างคนต่างจมกับความคิดในใจของตนเอง คนหนึ่งนอนปรือตามองเพดานเตียงนอน ส่วนอีกคนเห็นฝ่ายตรงข้ามผ่อนคลายลงแล้วก็กลับไปนั่งเท้าคางที่เก้าอี้ตามเดิม เขาตัดสินใจว่าจะหยุดแค่นี้ก่อน เื่อื่นๆ รอนางแข็งแรงอีกหน่อยค่อยถามก็ยังไม่สาย
ความสงัดในห้องดำเนินไปพักใหญ่ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูเบาๆ
"เข้ามา"
สิ้นเสียงสั่งของโอวหยางิหลิง เด็กสาวอายุราวสิบสามสิบสี่ปีหน้าตาใสซื่อก็เปิดประตูเดินเข้ามา ในมือของนางถือถาดที่มีโจ๊กชามเล็กๆ และถ้วยยาควันกรุนเข้ามาด้วย ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็เตรียมจะลุกแต่กลับชะงักกลางคันแล้วหันไปสั่งสาวใช้
"ป้อนโจ๊กกับยาให้คุณหนูสี่ด้วย"
สาวใช้ตัวน้อยเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากปกตินายท่านจะดูแลสตรีผู้นี้ด้วยตนเองเสมอ เหตุใดวันนี้ถึงเปลี่ยนใจเสียแล้วเล่า แต่หลังนิ่งคิดครู่หนึ่ง เด็กสาวก็เข้าใจ หลายวันที่ผ่านมา 'คุณหนูสี่' นอนสลบไสลมาตลอด ชายหนุ่มจะดูแลนางอย่างไรก็ได้ บัดนี้คนเจ็บฟื้นแล้ว เขาจะดูแลเองต่อไปก็คงไม่ค่อยเหมาะสมนัก พอเด็กสาวตระหนักได้ก็เข้าไปช่วยปรนนิบัติฉู่ซู่อิ๋งกินโจ๊กและยาอย่างอ่อนน้อม
"ข้าขอนอนอีกสักหน่อยได้หรือไม่" ฉู่ซู่อิ๋งมองสาวใช้คนโจ๊ก สีหน้าขื่นขมโดยไม่ต้องพึ่งยาต้มสักหยด นางเหนื่อยจนไม่อยากกินอะไรจริงๆ
"ไม่ได้" สุ้มเสียงเผด็จการซึ่งตอบแทนสาวใช้ทำเอานางตัวสั่นน้อยๆ ไฉน์จึงลิขิตให้คนลึกลับอย่างเขามีเสียงในแบบที่นางชอบด้วยนะ!
สุดท้ายภายใต้สายตากดดันและสุ้มเสียงทุ้มต่ำแสนเฉียบขาดของโอวหยางิหลิง ประกอบกับการเกลี้ยกล่อมอันอ่อนหวานของสาวใช้ตัวน้อย ในที่สุดฉู่ซู่อิ๋งก็กินโจ๊กไปครึ่งชามกับยาอีกครึ่งถ้วย หากมิใช่เพราะท้องของนางยังรองรับอาหารมากไม่ไหว เ้าคนใจร้ายสวมหน้ากากคนนั้นคงบังคับให้นางดื่มยาจนหมดเป็แน่แท้
"เ้าไปคอยรออยู่ด้านนอก หากมีอะไรข้าจะเรียก" โอวหยางิหลิงกำชับปิดท้ายก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ออกไป หลังรอจนประตูหับลงแล้ว ร่างสูงใหญ่ก็ย้ายมานั่งข้างกายสตรีที่กำลังนอนตาปรือ "พักผ่อนเสีย เ้าฝืนตัวเองมามากแล้ว"
ดวงตาสีอ่อนของฉู่ซู่อิ๋งเหลือบมาหาเขาช้าๆ "ท่านเล่า ไม่ออกไปหรือ" เสียงนางค่อนข้างเบาทีเดียว
"ข้าจะรอเ้าหลับก่อนค่อยไป" คู่สนทนาตอบกลับสบายๆ ประหนึ่งว่าเป็เื่ปกติธรรมดาเท่านั้น พอเห็นนางย่นคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ เขาพลันหัวเราะเบาๆ "อย่าห่วงเลย ข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอก"
ทว่าหญิงสาวกลับส่งสายตาเหยียดหยามแทนคำด่าว่า 'สารเลว' กลับมาให้ก่อนจะผล็อยหลับไป หลังจากทนฝืนสู้กับอารมณ์และตีฝีปากกับผู้อื่นมาพักใหญ่ นางมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ โอวหยางิหลิงเห็นเข้าแบบนี้ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาแจ่มชัดขึ้นอีกระดับ ดูท่าการพบกันในชาตินี้ของเขาและนางจะน่าสนุกมากกว่าที่คิด
แต่...จะมิให้ฉู่ซู่อิ๋งบริภาษชายหนุ่มได้อย่างไรเล่า ปากของเขาบอกว่าจะไม่ทำอะไรนางแน่นอน แต่กลับช้อนมือซ้ายของนางไปบีบเล่น ซึ่งในความเป็จริง โอวหยางิหลิงเพียงทำไปเพราะความเคยชินเท่านั้น เพราะหลายวันมานี้ เวลามานั่งเฝ้าอาการของนาง เขามักจะบีบคลึงมือนางเบาๆ อยู่เสมอ
ดังนั้น สำหรับอิสตรีเช่นฉู่ซู่อิ๋ง บุรุษพูดอย่างทำอีกอย่างเช่นเขาก็คือ 'คนสารเลว' ดีๆ นี่เอง
ส่วนเ้าคนที่บังอาจกินเต้าหู้[1]หญิงงามอย่างโจ่งแจ้งน่ะหรือ เขานั่งเฝ้านางนอนต่อไปอีกพักใหญ่ๆ จนมั่นใจว่านางหลับสนิทดีและไม่มีทีท่าว่าจะฝันร้าย ชายหนุ่มก็เก็บมือบางที่นั่งบีบนั่งลูบอยู่นานกลับเข้าไปในผ้าห่ม จัดการเหน็บชายผ้าให้เรียบร้อยค่อยจะลุกเดินออกมาจากห้องโดยไร้สุ้มเสียง
ตรงทางเดินด้านนอกห้องนั้น มีองครักษ์ใส่ชุดสีดำขลิบชายสีน้ำเงินเข้มถืออาวุธครบมือยืนอารักขาเรือนหลังเล็กนี้แ่า โม่เซิงกับโม่ซวนยืนรออยู่ทางฝั่งขวาของประตูหน้า ส่วนฝั่งตรงกันข้ามเป็สาวใช้ตัวน้อยคนนั้น บรรยากาศรอบด้านเย็นะเืผิดภายในห้องอบอุ่นลิบลับ
ทันทีที่โอวหยางิหลิงก้าวเท้าออกมาจากห้อง องครักษ์ทั้งหมดต่างทำความเคารพให้อย่างพร้อมเพรียง ชายหนุ่มโบกมือเล็กน้อยแทนการรับรู้ ก่อนจะหันไปหาสาวใช้และถามว่า
"เ้าชื่ออะไร เป็คนหน่วยไหน"
"เรียนนายท่าน บ่าวนามว่าหงชุ่ย มาจากหน่วยลับที่สองเ้าค่ะ" เด็กสาวตอบเสียงเรียบ ท่าทีแตกต่างจากตอนรับใช้ฉู่ซู่อิ๋งอย่างสิ้นเชิง
"หน่วยสอง? คนของอาเซิงรึ" ั์ตาคมของโอวหยางิหลิงตวัดไปหาองครักษ์คู่ใจ อีกฝ่ายก้มหน้าลงอย่างสุภาพ "นับว่าไม่แย่ ต่อไปเ้าคอยดูแลรับใช้คุณหนูสี่ให้ดี อย่าให้มีข้อผิดพลาดเด็ดขาด"
ผู้เป็นายพูดจบก็โบกมือสั่งให้นางถอยไป เด็กสาวมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่เพราะโม่เซิงส่งสายตาสำทับมาให้ หงชุ่ยจึงย่อกายคารวะแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไปดูแลคนเจ็บต่อทันใด และเมื่อประตูปิดลงแล้ว หัวหน้าองครักษ์แซ่โม่ก็ก้าวมารายงานต่อ
"อาถงพอจะพูดได้บ้างแล้วขอรับ" ชายหนุ่มตัวโตเหลือบตามองเ้านาย เห็นอีกฝ่ายกำลังยืนตั้งใจ มิได้มีท่าทีไม่พอใจที่โม่ถงเพิ่งจะเปิดปากพูดไหวเอาวันนี้ "เขาบอกว่า สองสามวันก่อนการโจมตี คุณหนูสี่ได้เปลี่ยนที่หมายใหม่ขอรับ นางขอให้พวกเขาไปส่งที่เมืองเสียนเป่ยแทนเมืองหลวง"
"อันใดนะ? ส่งแค่เมืองเสียนเป่ยหรือ นางได้บอกเหตุผลหรือไม่" โอวหยางิหลิงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
แต่โม่เซิงส่ายหน้าจนปัญญา "อาถงบอกว่าั้แ่คุณหนูมาถึงเมืองหยางโถว พวกนางใช้ชื่อปลอมมาตลอด หากมิใช้นายท่านกับพวกชาวเมืองหยางคังอธิบายลักษณะของนางไว้ชัดเจน เขาก็คงจะจำนางไม่ได้เช่นกัน พอออกเดินทางนางอยู่แต่ในรถม้า ถึงที่พักก็เก็บตัวในห้อง หากจะสั่งการหรือแบ่งปันสิ่งใดล้วนฝากมากับพวกสาวใช้ ซึ่งพวกนางไม่ได้รู้เื่มากนักเช่นกัน อาถงพยายามใช้สถานะผู้คุ้มกันเข้าพูดคุยด้วยแล้วก็ไม่สำเร็จ พวกเขาเพิ่งจะได้คุยกับนางครั้งแรกตอนโดนโจมตีนี่เองขอรับ"
"ประเสริฐ เห็นได้ว่านางเป็คนระมัดระวังตัวดีทีเดียว" โอวหยางิหลิงแค่นเสียงหึออกมาเบาๆ "การเดินทางเป็อย่างไร"
"ค่อนข้างราบรื่นขอรับ พวกเขาใช้เส้นทางสายหลักมาตลอด พอมีคนสอบถามก็บอกว่ากำลังจะไปเยี่ยมญาติที่เมืองอื่น ที่พักยังเลือกใช้โรงเตี๊ยมราคาถูกๆ คุณหนูสี่ให้เหตุผลใช้เงินเกือบทั้งหมดในการจ้างผู้คุ้มกันกับเช่ารถม้า ทำให้เหลือเงินเลี้ยงดูคนระหว่างทางไม่มาก แต่นางบอกว่าถ้าไปถึงเสียนเป่ยอย่างปลอดภัยจะตกรางวัลให้อย่างงาม"
"การโจมตีเล่า"
"อาถงยืนยันว่าเริ่มที่ถนนออกจากตำบลหนิวหลิว เมืองเสี่ยวเสียนที่อยู่ทางตะวันออกของที่นี่ขอรับ ตรงจุดนั้นห่างจากหมู่บ้านที่พวกเขาพักคืนก่อนประมาณสิบสองหลี่ พื้นที่เป็ป่าชัฏก็จริง แต่ถนนยังเป็ส่วนหนึ่งของเส้นทางหลัก"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ โม่เซิงก็ขยับเข้าใกล้เ้านายมากขึ้น พูดต่อด้วยเสียงระดับที่ได้ยินแค่สองคน
"อาถงบอกว่าเขารู้สึกว่ามีคนแอบตามั้แ่่เข้าเขตป่าขอรับ เขาตั้งใจจะแจ้งเตือนคุณหนูสี่แล้วแต่ไม่ทันกาล พวกมันโจมตีกะทันหัน ไม่มีใครในขบวนเตรียมตัวทันทำให้โดนฆ่ากันเกือบหมด มีแค่อาถงกับคนของเขาที่พาคุณหนูสี่หนีไปยังถนนเลียบเขาเส้นทางนั้นได้ขอรับ"
ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของโอวหยางิหลิงส่อแววอันตรายทันใด ฟังแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่าคนที่ทำร้ายฉู่ซู่อิ๋งวางแผนมาเป็อย่างดี และบางทีผู้หญิงคนนั้นก็น่าจะรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องเล่นงานอยู่ ด้วยเหตุนั้นถึงว่าจ้างผู้คุ้มกัน ใช้ชื่อปลอมและเส้นทางหลักในการเดินทาง แต่ก็ยังพลาดเพราะคาดไม่ถึงว่าก่อนถึงเมืองเสียนเป่ยจะมีจุดบอดสำคัญอยู่...
โอยหยางิหลิงใคร่ครวญโดยละเอียด เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างขาดเบาะแส ชายหนุ่มจึงรู้สึกว่า เส้นทางที่อยู่เบื้องหน้ามีทางแยกมากมายให้เลือกเดิน น่ากลัวที่สุดคือ พวกมันล้วนมีความเป็ไปได้ทั้งสิ้น เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเส้นทางใดคือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดของเื่นี้
ความจริงตอนกลุ่มของเขาเข้าช่วยพวกฉู่ซู่อิ๋งนั้น ดูเหมือนพวกมันพยายามบังคับให้นางพูดอะไรบางอย่าง น่าเสียดายที่เวลานั้นโอวหยางิหลิงอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน แต่ทุกสรรพสิ่งในโลกเกิดและดับด้วยเหตุผลกันทั้งนั้น ทั้งเื่ฉู่ซู่อิ๋งโดนตามล่า ทั้งเื่นางจะไปเสียนเป่ย สองอย่างนี้ก็ต้องมีเหตุผลของพวกมันเช่นเดียวกัน ด้านการลอบทำร้ายคงสืบได้แค่ผิวเผิน เขาอาจต้องให้น้ำหนักเื่อื่นก่อน...
"เื่คดีลอบสังหารซู่...ข้าหมายถึง คุณหนูสี่ให้ทางการเมืองเสี่ยวเสียนจัดการไปก่อน ให้คนของเราคอยกำกับดูแลแค่สองคนก็พอ นอกนั้นเรียกกลับมาให้หมด แล้วอาซวนก็แบ่งพวกเขาไปเมืองเสียนเป่ยโดยด่วน ไปตรวจสอบซิว่าที่นั่นมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับสกุลฉู่บ้าง หาออกมาให้หมด ถึงต้องคุยกับเ้าเมืองก็ต้องทำ เข้าใจหรือไม่!"
โอวหยางิหลิงออกคำสั่งรวดเร็วและเฉียบขาด โม่เซิงกับโม่ซวนประสานมือรับคำแข็งขันแล้วรีบไปจัดการต่อทันที แต่องครักษ์ทั้งสองเพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เ้านายก็ส่งเสียงเรียกอีกครั้ง
"อาเซิงเ้ากลับมานี่ก่อน"
โม่เซิงกับโม่ซวนแลกสายตากันเล็กน้อย ก่อนคนหลังจะวิ่งออกโดยไม่เหลียวหลังมาสักนิด ส่วนคนแรกเห็นความเร็วในการสับเท้าหนีของสหายแล้วก็ได้แต่เกาจมูกเดินกลับมาหาเ้านายอย่างว่องไว
"เข้าหูมานี่!"
ชายหนุ่มหลิงไม่รอให้ลูกน้องถามตามมารยาท กวักมือให้เขาก้มหน้าลงมาหา จากนั้นก็กระซิบวาจาไปหลายประโยค คราแรกคนฟังก็ทำหน้านิ่งขรึมตามปกตินิสัย ทว่าครู่เดียวก็เบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็ถอยออกมามองหน้าเ้านายเขม็ง
"ทำแบบนั้นจะดีหรือขอรับ..." โม่เซิงถามอย่างไม่แน่ใจนัก
"เื่บางเื่มันก็ต้องพึ่งพาของพรรค์นี้กันบ้าง รีบไปซะ"
ท่านกั๋วกงผู้สูงศักดิ์โบกมือไล่ ท่าทางรำคาญใจเต็มทน โม่เซิงกลัวเ้านายจะโกรธ จึงประสานมือคารวะแล้วรีบรุดจากไป ผู้เป็นายยืนเอามือไผล่หลังมองตามจนกระทั่งลูกน้องร่างั์ลับหายไปจากสายตา เขาถึงค่อยหันกลับไปมองประตูที่ปิดสนิทอีกครั้ง ริมฝีปากได้รูปยกขึ้นเป็รอยยิ้มรื่นรมย์ยามคิดถึงคนที่นอนเจ็บอยู่ในนั้น
"ชาตินี้ถือได้ว่าเราพบกันอย่างเป็ทางการแล้วนะ ฉู่ซู่อิ๋ง อย่าทำให้ข้าเบื่อเสียก่อนเล่า"
ชายหนุ่มหัวเราะขลุกขลักในลำคอขณะหมุนตัวกลับแล้วเดินออกจากเรือน เมื่อก้าวเท้าเหยียบบันไดขั้นแรก มือใหญ่ได้โบกขึ้นเป็สัญญาณ
"พวกเ้าที่เหลือก็ถอยไปได้แล้ว คอยอารักขาเรือนนี้ให้ดีด้วย อย่าให้มีเหลือบไรเข้ามาได้"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำขาดห้วงไปเมื่อผู้เ้าของคล้อยหลังหายไปในประตูวงเดือน บรรดาองครักษ์ซึ่งเคยยืนอารักขาแข็งขันพลันทะยานหายวับไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่เพียงลานว่างเปล่าด้านหน้าราวกับว่าไม่เคยมีใครตรงนี้มาก่อนเลย
________________________________________
[1] ลวนลามหรือแต๊ะอั๋งหญิงสาว
_____________________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - หมานิสัยไม่ดี…