ตอนที่เก้าสิบ Fallen Empire 5
สิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์Megastructure จะช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ในระยะยาว
ตามแนวคิด
Economic of scale
เศรษฐกิจตามขนาด
ตามแนวคิดของพวกเจ้าสัวที่มองว่า
เราได้กำไรคนละหนึ่งเครดิตแต่ขายได้จำนวนล้านล้านคนนั้นยังดีกว่าขายได้ไม่กี่ล้านคน
ยิ่งมีการผลิตขนาดใหญ่เท่าไรที่มีประสิทธิภาพมากเท่าไร
ราคาต่อหน่วยการผลิตก็จะยิ่งถูกลงมากเท่านั้น
เคล็ดลับของการผลิตสินค้าราคาถูกคือสิ่งก่อสร้างพื้นฐานราคาแพง
อย่างตอนเริ่มต้นการขุดคลองสุเอซที่ลงทุนเสียทั้งเวลาและแรงงานไปคงไม่คุ้มทุน
แต่ปัจจุบันรายได้ที่ได้จากคลองสุเอซของรัฐบาลอียิปต์ไม่ต่ำกว้าเก้าพันล้านดอลล่าร์
ไม่ต้องรวมถึงมูลค่าโดยรวมของสินค้าที่ผ่านคลองสุเอซมาก่อนหน้านั้นและจะมีต่อไปในอนาคต
ทำให้โลกตัวตะวันตกนั้นอ่อนไหวเรื่องการทำโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์มาก
ว่าคือหัวใจ
Life blood of the west
เส้นเลือดใหญ่ของโลกตะวันตก
แต่ทางตะวันออกกลับมองต่างออกไป
มองว่าการทำเมกะโปรเจ็คสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์อย่างคลองขุดอวิ่นเหอคือการกระทำของทรราชย์
โดยฮ่องเต้ที่ทำก็เสียศีรษะเสียบัลลังก์ไป
แต่ฮ่องเต้ที่ตามมาภายหลังก็ใช้ประโยชน์จากคลองได้อย่างเต็มที่
แบบเดียวกับคนที่อยากทานสเต็กแต่ไม่อยากฆ่าวัว
ก็เป็นคำถามทางศีลธรรมและคำถามด้านการพัฒนาประเทศอยู่เสมอ
แต่ผมสามารถกล่าวได้อย่างบริสุทธิ์ใจว่า
การสร้างแหล่งการค้าไว้ก่อนน่าจะเป็นการป้องกันคนมาหาเรื่องกับอาณาจักรของผม
หรืออย่างน้อยเขาต้องผ่านคู่ค้าของผมหรือลุกน้องของผมไปก่อนที่จะมาถึงผม
ทางตะวันตกที่เบียวโรมันนั้นชอบ
Proxy War
สงครามตัวแทน
เอามากๆก็เป็นแผนการที่ดีหากมองว่าให้คนอื่นเสียชีวิตไปก่อนที่จะให้พวกเราเองเสียชีวิต
ก่อให้เกิดความวุ่นวายภายนอกดีกว่าที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายภายใน
นั่นคือคำขวัญของโลกตะวันตก
แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าผมสามารถหารายได้และขยายความเข้มแข็งของจักรวรรดิของผมได้โดยไม่มีคนมาหาเรื่องมากนักล่ะนะ
แต่ในอวกาศนั้นซับซ้อนนัก
ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นผมสร้างสถานีอวกาศและสถานทูตขนาดใหญ่ต่อมาจะทำให้ผมต้องมาปวดหัวกับพวกอาณาจักรอื่นๆมากขึ้น
การที่เราเป็น
มหาอำนาจ
Super Power
ก็มีข้อเสียเช่นนี้เองเพราะเท่ากับว่าเรื่องทุกอย่างในจักรวาลนั้นคือเรื่องของเรา
...
บรรดาคนในแคลนเร้ดดราก้อนได้มองเห็นการสร้างสิ่งก่อสร้างอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งยานก่อสร้างและการก่อสร้างฐานทัพทางการทหารในดินแดนที่เป็นอวกาศของตนเองเก่าก็ทำให้พวกเขาตกใจกับความรวดเร็วและความมีประสิทธิภาพของจักรวรรดิอย่างยิ่ง
ทุกอย่างเตรียมการพร้อมสรรพราวกับสามารถจะทำการได้ตลอดเวลา
บริเวณการก่อสร้างมียานขนาดใหญ่อย่างที่พวกเขาเคยได้ยินว่ามีแต่โคโลนี่ขนาดใหญ่เท่านั้นจะมีได้มาบินลาดตระเวน
หากเป็นอดีตพวกเขาเป็นโจ..ทหารรับจ้างอยู่พวกเขาคงจะหวาดกลัวไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า
แต่เมื่อตอนนี้ยานรบขนาดใหญ่กว่าแบททิ้ลครุยเซอร์Battle Cruiserเหล่านั้นคือยานที่อยู่ฝ่ายพวกตนเองพวกเขาเลยภาคภูมิใจในตนเองขึ้นมาบ้าง
ว่าพวกตนเองไม่ต้อองยู่อย่างหลบซ่อนอีกต่อไป
สามารถยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเป็นประชาชนและทหารของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้
และการก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างสถานีฮับทางการค้าแล้ว
ก็ยังมีการก่อสร้างสถานีพลังเงินและสถานีซ่อมแซมกองยานและการส่งเสบียงบำรุง
รวมไปถึงสถานีสื่อสารเบคอนส่งสัญญาณข้ามดวงดาวต่างๆด้วย
ราวกับสามารถรองรับกองทัพที่ทำสงครามกันของโคโลนีขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว
พวกเขาคิดได้ว่าปรกติแล้วการเตรียมสถานีเชื้อเพลิงและสถานีส่งกำลังบำรุงเช่นนี้มีความหมายอย่างเดียวเท่านั้น
สงคราม
ปรกติสงครามระหว่างโคโลนี่นี้จะเริ่มจากต่างฝ่ายต่างอาจจะส่งยานลาดตระเวนยานสอดแนมScout Ship
ไปในอาณาเขตอวกาศของโคโลนี่ฝ่ายศัตรู
ยานก็จะโดนยิงตกไปบ้างแต่หากฝ่ายที่จะบุกได้ข้อมูลมาจากยานสอดแนมก็จะจัดเตรียมกองยานเตรียมบุก
แต่ก่อนหน้านั้นจะเริ่มสร้างสถานีพลังงานเพื่อเปลี่ยนถ่ายพลังงานและติดต่อสื่อสาร
เพื่อความสะดวกในการบุกโจมตี
นั่นคือสามัญสำนึกพื้นฐานของจักรวาล
++++ส่งยานสำรวจไปในบริเวณนี้ให้ทั่ว++++++
คำสั่งของท่านจักรพรรดิส่งผ่านมาในหัว
ทุกคนรู้ได้ว่าคือความจริงอย่างแน่ชัด
ไม่มีวันปลอมแปลงคำสั่งได้เพราะทุกคนได้ยินตรงกัน
ก็แสดงแน่แล้วว่าจะเกิดสงครามเร็วๆนี้
เร้ดดราก้อนแคลนคิดก่อนจะทำตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล
อวกาศก็อย่างนี้ล่ะ ไม่บุกเขาเขาก็บุกเรามีอะไรต่างกัน?
...
ผมพยักหน้ากับการที่บรรดาประชากรของผมทำตามคำสั่งของผมในการสำรวจอวกาศ
หลายคนไม่รู้ว่าอวกาศมันใหญ่เอามากๆ
อาจจะมีอาณาจักรที่เราไม่รู้อยู่ในส่วนที่เรียกว่าระดับสวนหลังบ้านของเราก็ได้
อย่างน้อยก็รู้เอาไว้ก่อนละการมียานสำรวจสอดแนมจำนวนมาก
จะทำให้ผม
เปิดแผนที่
Open Map
ได้มากขึ้นด้วย
จะได้รู้ว่ามีดาวไหนโดนปีศาจยึดครองอยู่หรือเปล่าจะได้รีบไปกำจัดทิ้งเสีย
ส่วนดาวอื่นก็เน้นการค้ากับพวกเขาเอา
แต่ปีศาจนั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้เพราะพวกนี้จะเริ่มอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆหากปล่อยให้เพิ่มจำนวนมากเกินไปจนควบคุมไม่ได้