สายลมเย็นพัดผ่านไปหูดังหวีดหวิวเส้นผมยาวสีดำยุ่งเหยิงปลิวไสวสลับไปมาราวเต้นระบำท่ามกลางสายลมดวงตาสีแดงบวมเปล่งจ้องมองไป๋เทียนอวิ๋นอย่างใ
“ออกเดินทาง…ท่านปู่บอกว่าออกเดินทาง…หมายความว่าท่านและข้าจะออกเดินทางออกจากหุบเขาลูกนี่ใช่ไหมท่านปู่?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวถามอย่างตื่นเต้น ตลอด16ปีที่ตนอยู่อาศัยในสถานที่เดิมๆแห่งนี้ สำหรับชายหนุ่มมันช่างน่าเบื่อเต็มทนการจะได้ออกไปผจญสู่โลกภายนอกก็คืออีกหนึ่งความปรารถนาอันแรงกล้าของชายหนุ่ม
ไป๋เทียวอวิ๋นคลี่ยิ้มอบอุ่นภายในใจชายชรารู้สึกเศร้าสร้อย ก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“การเดินทางครั้งนี้? จะมีเพียงเ้าและแม่นางน้อยเพียงสองคนเท่านั้น! ข้ายังไม่อาจหักใจไปกับพวกเ้าได้…ถ้ายังไม่แน่ใจว่าพวกเ้าจะออกเดินทางอย่างปลอดภัยเสียก่อน…”
เฟิงเสวี่ยฉีหน้านิ่วคิ้วขมวดส่วนไป๋หยุนเฟยสีหน้าชายหนุ่มไม่สู้ดียิ่งกว่าก่อนจะโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยินยอม
“ท่านพูดอะไรท่านปู่! ความปรารถนาของท่านก็้าเดินทางออกจากสถานที่เส็งเครงนี่ด้วยไม่ใช่หรอ?เหอะ! ถ้าท่านไม่ไปพร้อมข้า…ข้าไป๋หยุนเฟยก็จะอยู่กับท่านที่นี่!?”
เฟิงเสวี่ยฉีจ้องมองสองตาหลานด้วยดวงตาซับซ้อนั์ตาหงส์ทอประกายสั่นพร่าคราหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ท่านผู้าุโท่านไม่จำเป็ต้องเสียสละแก่คนที่พึ่งรู้จักเช่นข้ามากมายถึงเพียงนี้พวกมันเพียง้าตัวข้า…หลังจากข้ายอมออกไปพวกมันคงล้มเลิกตามรังควานพวกท่าน…บุญคุณยิ่งใหญ่ครานี้ชั่งมากมายนักข้ายังไม่อาจได้ตอบแทน เสวี่ยฉีเนรคุณแล้ว”
ด้วยน้ำเสียงกังวานใสกระจ่างราวเสียงเพลงแห่ง์ไป๋เทียนอวิ๋นคลี่ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะส่ายศีรษะเชิงปฏิเสธ “อย่างที่ข้าบอก เมื่อได้ช่วยใครแล้วต้องช่วยให้ถึงที่สุด! การจะออกจากหุบเขาลูกนี้มันไม่ได้สำคัญกับข้าผู้แก่ชราสักเท่าใดแต่กับหลานชายข้า? มันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตข้าเสียอีก!…”เห็นสีหน้าไป๋หยุนเฟยฉุนเฉียว ชายชรายกมือห้าม “แม่นางน้อย เ้าต้องรู้? การจะออกไปจากขุนเขาสี่ฤดูที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรอันตรายนานับกาลอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่มีพลังิญญาล้วนเป็เื่เพ้อฝัน…ข้าได้เฝ้ารอวันเวลาที่จะมีใครสักคนสามารถนำพาพวกเราออกจากที่แห่งนี้และในที่สุดวันนี้ก็มาถึง! ถึงแม้เหตุการณ์จะเลวร้ายเกินคาดก็ตาม” ไป๋เทียนอวิ๋นมองไปยังเฟิงเสวี่ยฉีด้วยสีหน้าอ้อนวอน “แม่นางเฟิง เห็นแก่ข้าชายชราผู้นี้ได้หรือไม่? ในชีวิตข้าไม่เคยขอร้องผู้ใดมาก่อน!…ตอนนี้ข้าขอร้องเ้าห้ามเสียสละตนเองเพื่อพวกเรา…เพียงช่วยพาหลานชายเพียงคนเดียวของข้าออกจากขุนเขาสี่ฤดูอย่างปลอดภัยจะได้หรือไม่?!”
ใบหน้าเฟิงเสี่ยวฉีภายใต้ผ้าคุมแปรเปลี่ยนกลับกายไปมาไม่หยุดยั้งจ้องมองสีหน้าชายชรา หญิงสาวทำได้เพียงนิ่งคิดเป็เวลานาน คิ้วโค้งมนดุจคันศรธนูโอนอ่อนลงก่อนตัดสินใจพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
“ถ้านั่นคือคำขอร้องของท่านผู้าุโข้าเฟิงเสวี่ยฉีเพื่อตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ ไม่น่าจะเกิดอันตรายมากมายเพียงใด…ข้าขอสัญญาว่าจะนำพาหลานชายของท่านออกจากขุนเขาเหล่านี้อย่างปลอดภัย!”
ไป๋เทียนอวิ๋นได้ยินคำพูดหนักแน่นของหญิงสาวชายชรายิ้มแย้ม
“ดี ดี…เด็กสาวอันประเสริฐภาระหนักแน่นครานี้ข้าขอฝากเ้าแล้ว…”
จ้องมองใบหน้าไม่พอใจของไป๋หยุนเฟยคิ้วขาวโพลนของชายชราขมวดเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาเบา
“เ้าตัวดีทำหน้าเช่นนั้นคิดจะกวนโอยข้าหรือไง?” ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยกำลังจะอ้าปากส่งเสียงโหวกเหวกไป๋เทียนอวิ๋นยกมือห้ามอีกคราก่อนจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบผนึกโปร่งใสหกเหลี่ยมออกมาใจกลางผนึกมีสีแดงไฟคล้ายเปลวเพลิงขนาดย่อมสั่นไหวไปมา ก่อนจะยื่นให้ไป๋หยุนเฟย
“นี่คือ‘ผนึกแห่งชีวิต’ผนึกหกเหลี่ยมนี้เชื่อมต่อกับจิติญญาของข้าโดยตรงตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ผนึกจะส่องเปลวไฟลุกโชน ถ้าชีวิตของข้าใกล้สิ้นลม…เปลวเพลิงในผนึกจะเปล่งแสงอ่อนโอนลง และถ้าเ้าของผนึกสิ้นชีพ…เปลวเพลิงในผนึกจะมอดดับ! ด้วยผนึกแห่งชีวิตที่ข้ามอบให้เ้าเ้าคงไม่คัดค้านที่จะจากไปใช่หรือไม่?”
“…แต่?” สีหน้าไม่พอใจของไป๋หยุนเฟยโอนอ่อนลงแทนที่ด้วยสีหน้ากังวลเศร้าใจ ก่อนเสียงจะเล็ดลอดถูกไป๋เทียนอวิ๋นขัดอีกครั้ง
“ไม่มีแต่อันใดทั้งนั้น…จะอย่างไรเ้าก็ต้องไป! อีกอย่างข้าบอกเ้าแล้วหรือว่าจะไม่หนีตามไป? ข้าเพียงจะอยู่นี่เพื่อสร้างค่ายกลยื้อเวลาให้พวกเ้าเพียงเท่านั้นอีกอย่าง ถึงแม้ข้าจะพิการ แต่ตัวข้าเดินทางคนเดียวยิ่งโปรดภัยกว่าหากไปกับเ้า…หรือเ้าไม่เชื่อในฝีมือข้า?”
ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูดอย่างที่ไป๋เทียนอวิ๋นบอก ด้วยวิธีการหลายร้อยประการของชายชรา การเดินทางคนเดียวอาจจะสะดวกกว่า
มองเฟิงเสวี่ยฉีด้วยท่าทีอิดโรยแหวนไม้ในนิ้วมือไป๋เทียนอวิ๋นสว่างวาบ ก่อนจะปรากฏเม็ดยาสีฟ้าเข้มกลิ่นหอมของเม็ดยาฟุ้งกระจายไปทั่ว ก่อนจะเหยียดยื่นให้เฟิงเสวี่ยฉี
“แม่นางน้อยนี่คือ เม็ดยาฟื้นคืนจิติญญาข้าได้ปรุงเพื่อเ้ายามฟื้นคืนสติด้วยสรรพคุณของมันจะช่วยคืนความอ่อนล้าให้เ้าและพื้นคืนพลังพรมแดนิญญาของเ้าด้วยเวลาเร็วกว่าเดิมหลายเท่านักเมื่อเ้าได้ความแข็งแกร่งดังเดิมกลับมาเมื่อนั้นคือเวลาที่พวกเ้าทั้งสองจะเดินทาง”
ไม่ลังเล หญิงสาวเหยียดยื่นนิ้วมือเรียวขาวผ่องรับเม็ดยาด้วยท่าทางอ่อนช้อยงดงามปากกระจับดุจจันทร์เสี้ยวยิ้มโค้งเด็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “เสวี่ยฉีขอบคุณท่านผู้าุโ”
ไม่รอช้ามือขาวผ่องยวงใยยื่นเม็ดยาฟื้นคืนจิติญญาเข้าปาก ทันทีที่เม็ดยาไหลลงสู่ลำคอดวงตากระจ่างใสเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง ร่างกายอรชรสั่นไหวอย่างตื่นเต้นพลังความบริสุทธิ์ไหลพรุ่งพล่านไปทั่วร่างกายประดุจน้ำป่าไหลหลาก ซึมเซาทุกอณูิญญาไหลทะลักออกทางรูขุมขนทั่วร่างส่งกลิ่นหอมเย้ายวนราวกลิ่นนทีแห่งธรรมชาติอันกว้างใหญ่…จิตใจของนางแตกตื่นตะลึงลาน ด้วยเม็ดยาบริสุทธิ์เกินสิบส่วนแม้แต่ในนิกายเทพขุนเขายังหาได้ยากแต่ที่นางแตกตื่นก็คือ เม็ดยาของชายชรา…กับเป็เม็ดยาขั้นหลอมรวมที่มีความบริสุทธิ์สิบส่วนเต็ม!...เป็ไปได้ด้วยหรือ?ที่คนไม่มีพลังิญญาจะหลอมรวมเม็ดยาระดับสูงได้! ด้วยสรรพคุณมากมายจนเอาเวลาไปคิดไม่ทัน หญิงสาวได้เพียงเก็บเื่ตื่นตระหนกไว้ในใจก่อนจะนั่งเข้าญาณโคจรพลังิญญาปิดการรับรู้ทั้งหมด…
เห็นหญิงสาวนั่งเข้าฌานไม่สนสิ่งใดไป๋หยุนเฟยจ้องมองนางด้วยสายตาระยิบระยับก่อนจะนำแขนก่ายศีรษะ กล่าวฮึดฮัดขัดใจ “ฮึ…ถ้าท่านให้ข้าปรุง ถ้าจะผสมตัวยาที่กระตุ้นสัดส่วนของนางให้สะบึ้มตูมตามและจะผสมด้วยหญ้าธิดาหิมะเริงร่า…ข้าจะทำให้หน้าตาเ็าของนางหัวเราะทั้งวี่วันจนกรามค้างเลยคอยดู”
คำพูดกวนบาทาของไป๋หยุนเฟยทำให้ไป๋เทียนอวิ๋นจ้องมองชายหนุ่มอย่างแดกดันไม่พอใจ “เ้า…ฮึ่ม….ถ้าเ้าเดินทางไปกับนางแล้วห้ามเ้ารังแกนางเด็ดขาด…ถึงตอนนั้นถ้าเ้าแกล้งนางเพียงเล็กน้อยข้ายิ่งไม่ได้อยู่ด้วย นางอาจลงมือสังหารเด็กปีจออย่างเ้า”
คิดได้ถึงความโเี้ของเฟิงเสวี่ยฉีเนื้อตัวไป๋หยุนเฟยเหงื่อแตกพลักอย่างหวาดกลัว
เห็นท่าทางของชายหนุ่มไป๋เทียนอวิ๋นส่ายหัวอย่างเหนื่อยระอาก่อนจะเดินออกจากกระท่อมด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้งพูดด้วยเสียงจริงจัง “ลูกเฟย ตามข้ามา…” ได้ยินน้ำเสียงเข้มขรึมหนักอึ้งของชายชรา ไป๋หยุนเฟยแสดงสีหน้าแปลกใจก่อนจะก้าวเดินตามไป
เชิงหน้าผาน้ำแข็งละอองฝนสีขาวล่องลอยลงมาอย่างเชื่อมช้าไม่ขาดสาย ลมหนาวพัดสั่นส่งเสียงกระทบใบหูดังให้ได้ยินตลอดเวลาเส้นผมสีขาวยาวสยายของไป๋เทียนอวิ๋นบิดพริ้วไปมากลมกลืนกับพื้นที่หิมะสีขาวราวท้องนภาแสงสว่างเจิดจ้าทะลุผ่านปุยเมฆเป็เส้นสายราวต้นเสาแห่งตำหนักทวยเทพบน์ชั้นฟ้า
ไป๋หยุนเฟยจ้องมองแผ่นหลังของปู่อันเป็ที่รักด้วยสายตาซับซ้อนแต่การจ้องมองครั้งนี้ในมุมมองของชายหนุ่มกลับแตกต่างไปจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง...
...ถ้าจะกล่าวว่าแผ่นหลังกว้างแบกรับสิ่งใดไว้เหตุใดยามจ้องมอง...ชั่งให้ความรู้สึกคล้ายหนักอึ้งหย่อนยานมากมายเพียงนี้
...จิตใจท่านแบกรับสิ่งใดไว้... เหตุใดยามจ้องมอง...ชั่งให้ความรู้สึกรันทดหดหู่จิตใจได้มากมายเพียงนี้
...ใบหน้ายิ้มแย้มอบอุ่นของท่าน...เหตุใดยามจ้องมองข้า...ชั่งให้ความรู้สึกความรักอันอบอุ่นที่โหยหามากมายถึงเพียงนี้...ั้แ่ท่านเลี้ยงดูข้ามา...มองท่าน? ข้าไม่กล้าเอ่ยปากถามสิ่งใด
สายลมหนาวสะท้านพัดผ่านร่างทั้งสองไปเนิ่นนานเหมือนจมจ่อมอยู่กับกาลเวลาและบรรยากาศหนาวะเืในหุบเขาหรืออย่างไร? แม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ในใจราวถูกอากาศเย็นแช่แข็งไม่สามารถหรือกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ไม่รู้เวลาล่วงผ่านไปนานเท่าไร เสียงถอนหายใจพร้อมไอเย็นถูกพ่นออกมาจากชายชรา ั์ตาสีขาวทอดมองผ่านขุนเขามากมาย จ้องไปดินแดนทิศตะวันตกอย่างเหม่อลอยทอดมองออกไปไกลสุดสายตา
“เ้ารู้หรือไม่? ไกลออกจากตรงนี้...สุดพรมแดนแดนทิศตะวันตก 1ล้าน8แสนกิโลเมตรไกลออกไปกระทั่งสุดชายแดนทางทิศตะวันตกของทวีปขุนเขาศักดิ์สิทธิ์” พูดถึงตรงนี้ สายตาชายชราเหมือนจะเลื่อนลอย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงซับซ้อน “ที่แห่งนั้นยังมีอีกดินแดนหนึ่งดินแดนที่มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่าทวีปแห่งนี้”
ร่างกายไป๋หยุนเฟยสั่นสะท้านจิตสำนึกของชายหนุ่มลั่นอึงไปมา มีคำถามมากมายอยากจะเอ่ยออกมาแต่ไม่กล้าทำได้เพียงอ้ำอึ้งอยู่กับที่...
“ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนั้นเป็ดินแดนมาตุภูมิที่เ้าถือกำเนิดอย่างแท้จริงสายโลหิตในกายเ้าครึ่งหนึ่งมาจากสถานที่แห่งนั้น มีชื่อเรียกดินแดนอันยิ่งใหญ่ว่า ‘ทวีปพยัคฆ์์’!”
ยามไป๋เทียนอวิ๋นเอ่ยขึ้นน้ำเสียงชราแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิ แผ่นหลังที่เคยหย่อนยานยื่นเหยียดตรงด้วยท่าทีองอาจร่างกายใหญ่โตแผ่รัศมีน่าเกรงขามอย่างสูงศักดิ์ก่อนจะหันกายสูงสง่ามาทางไป๋หยุนเฟย
ทว่า ยามเมื่อชายหนุ่มจ้องมองไป๋เทียนอวิ๋นครานี้เสียงหัวใจของมันต้องเต้นอึกทึกอย่างไม่เคยเป็มาก่อนั์ตาสีแดงเบิกกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ...ท่านปู่ที่เคยแสดงใบหน้าอบอุ่นตลอดเวลายามนี้ ใบหน้าของท่านชั่งดุดันน่าเกรงขามยิ่ง…ยามจ้องมองตรงๆประดุจจ้องมองจักรพรรดิจอมราชัน!
หัวใจชายหนุ่มลั่นระรัวดุจเสียงกลองก่อนที่น้ำเสียงพึมพำคล้ายเอ่ยถามตนเองหรือชายชรากล่าวออกมาเบา“เช่นนั้น...ข้าไม่ใช่เป็คนของทวีปขุนเขาศักดิ์สิทธิ์...แต่เป็ทวีปพยัคฆ์์!...อา”
ไป๋เทียนอวิ๋นพยักหน้า “ถูกแล้ว...ครอบครัวของเ้าที่แท้จริงรวมถึงมารดาผู้ให้กำเนิดเ้าล้วนอาศัยอยู่ในทวีปพยัคฆ์์!”
ราวสายฟ้าฟาด ไป๋หยุนเฟยเดินถอยหลังอย่างใกี่ปีแล้วที่มันไม่เคยได้ยินชายชราเอ่ยถึงมารดาตนสักครั้งทว่าครานี้ชายชรากำลังจะเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ชายหนุ่มรับฟังคำตอบที่้าที่สุดในชีวิตของมันถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่สำหรับชายหนุ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว
ไป๋หยุนเฟยเอ่ยถามด้วยจิตใจกระเส่ากระส่าย “ท่านปู่...ท่านแม่ข้าเช่นไร? ท่านช่วยเล่าให้ข้ากระจ่างที”
ไป๋เทียนอวิ๋นส่ายหัว “ตอนนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าแม่เ้ายังอยู่สุขสบายหรือไม่? แต่ข้าเชื่อว่าแม่เ้ายังคงรอคอยเ้าอยู่ที่ไหนสักแห่ง…” ไป๋เทียนอวิ๋นเอ่ยด้วยความคิดถึง ก่อนจะพูดจริงจัง “ลูกเฟย ข้าจะเล่าตำนานของทวีปพยัคฆ์์ให้เ้าฟังรวมถึงเื่ราวเมื่อ16ปีก่อนด้วย!”
ไป๋หยุนเฟยตื่นตะลึงจนได้ยินเสียงหัวใจที่โหมกระหน่ำกระทั่งร่างกายสติของมันคล้ายหลุดลอยไปไกล ร่างกายชาด้านแข็งค้างอยู่กับที่ไป๋เทียนอวิ๋นยิ้มอ่อนเป็เชิงปรอบโยน เล่าต่อ
“ฟังให้ดี…หลายหมื่นปีที่แล้วยุคสมัยแห่งาการ่ชิงอาณาจักรของชนเผ่าเร่ร่อนต่างต่างบนโลกที่เราอยู่อาศัยมีพื้นที่ถูกจารึกและค้นพบอยู่ทั้งหมด 3ทวีปอันได้แก่ทวีปขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ ทวีปรัตติกาลนิรันดร์และทวีปพยัคฆ์์...ตามตำนานเล่าขานของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งราชวงศ์พยัคฆ์์รุ่นแรกได้กล่าวไว้ว่าราว15000ปีก่อน ทวีปพยัคฆ์์เป็เพียงดินแดนป่าเถื่อนรกร้างทั่วทั้งทวีปถูกปกครองโดยชนเผ่าป่าเถื่อนไร้อริยะธรรมมากมายเกิดาชิงดินแดนขึ้นทุก่เวลา...แต่แล้ววันหนึ่งมีบุรุษผู้ไร้เทียมทานกำเนิดขึ้นบุรุษผู้ถือครอง สายเื ‘มหาเทพสัตว์อสูรเทวะ’! ด้วยความแข็งแกร่งของสายเืเทวะบุรุษผู้นั้นเริ่มกำหลาบและรวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนทั่วดินแดนทั้งสิบทิศ! จนในที่สุดทั่วทั้งดินแดนก็ไร้ผู้ต่อต้านจากนั้นบุรุษปาฏิหาริย์ผู้ถือครองสายเืเทวะได้สถาปนาราชวงศ์พยัคฆ์์ขึ้นมา...และเพื่อเป็การเคารพสักการะในสายโลหิตที่ยิ่งใหญ่ท่านได้ตั้งชื่อดินแดนนั้นว่า...ทวีปพยัคฆ์์!"
“บรรพบุรุษที่ก่อตั้งราชวงศ์พยัคฆ์์กษัตริย์ราชวงศ์พยัคฆ์์พระองค์แรกมีพระนามอันสูงส่งเทียมฟ้าว่า ‘ไป๋เซียนหู่’!?” กล่าวถึงตรงนี้ใบหน้าไป๋เทียนอวิ๋นแสดงออกถึงความเคารพสุดจิตใจน้ำเสียงแสดงออกถึงความภาคภูมิยิ่งใหญ่สุดแสน
“แซ่..ชื่อแซ่ช่างคล้ายคลึงกับเรายิ่ง” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยอย่างตื่นเต้นเรื่อยเปื่อย
ไป๋เทียนอวิ๋นไม่ใส่ใจก่อนจะกล่าวด้วยเสียงราบรื่นลึกล้ำ” ราชวงศ์พยัคฆ์์ถือกำเนิดขึ้นมาหมื่นกว่าปีที่แล้วและตอนนี้สายโลหิตแห่งพยัคฆ์์ได้ดำรงสืบทอดมาถึงกษัตริย์องค์ที่ 19.....’’
เมื่อกล่าวคำที่19 หน้าตาสง่าของไป๋เทียนอวิ๋นม่วงคล้ำกลับกลายภาพความทรงจำที่สะกดข่มไว้ไหลผ่านกระชากเข้ามายังห้วงสมองฉีกเฉือนไปมา หยาดน้ำตาที่คิดว่าแห้งเหือดไปนานแล้วเริ่มผุดขึ้นออกมาอีกครั้งดวงตาชายชราเริ่มมีเส้นเืฝอยประปรายแดงก่ำร่างสูงสง่าสั่นพร่าก่อนจะกุมหัวใจอย่างเ็ป กู่ร้องลั่น
“องค์ที่19อันใดกัน...อัปยศ...อัปยศ!....อัปยศแก่วงศ์ตระกูลสิ้นดี!” เหมือนอารมณ์ที่อัดอั้นมาแสนนานได้ะเิขึ้นชายชรากู่ร้องลั่นด้วยความเ็ปราวสิ้นใจร่างสูงใหญ่สั่นสะท้านแรงคราหนึ่งก่อนจะซวนเซไปมา
“ท่านปู่เกิดอันใดขึ้น!” ไป๋หยุนเฟยสีหน้าซีดเผือกใ พุ่งร่างเข้าไปพยุงชายชราด้วยความเป็ห่วงั้แ่เด็กไป๋หยุนเฟยไม่เคยเห็นหยาดน้ำตาของชายชราเลยแม้เพียงสักครั้งด้วยท่าทีซึมเศร้าเหม่อลอยบาง่เวลาทำให้ชายหนุ่มไม่กล้าระลาบระล้วงถามหาสาเหตุของชายชราและไป๋เทียนอวิ๋นก็ไม่เคยเอ่ยปากเล่าให้ชายหนุ่มฟังสักครั้ง
“องศ์ที่สิบเก้า…ทำไมท่านปู่?” ไป๋หยุนเฟยกล่าวขึ้นอย่างอยากรู้ น้ำเสียงยังปะปนด้วยความเป็ห่วง
“กษัตริย์ราชวงศ์พยัคฆ์์ั้แ่บรรพชนพระองศ์แรกจวบจนมาถึงพระองศ์ที่สิบแปดพวกท่านสามารถทอดสายตาอันสูงส่งจ้องมองไปทั่วดินแดนดุจราชันอย่างเต็มภาคภูมิเชิดหน้าชูตาด้วยความยิ่งใหญ่อหังการสุดหาใดเปรียบ…จนมาถึงรุ่นถัดไป…” น้ำเสียงภาคภูมิใจจางหาย สีหน้าไป๋เทียนอวิ๋นเริ่มยับย่นเ็ปชายชรากำหมัดแน่นจนโลหิตหลั่งไหลออกมา
“จนมาถึงรุ่นที่สิบเก้า…ไป๋เทียนอวิ๋นผู้นี้!...เป็ผู้นำความอัปยศมาสู่วงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง…อั่ก” สิ้นสุดคำกล่าวโลหิตที่ค้างคาอยู่ในอกเนิ่นนานถูกพ่นออกมา ย้อมปุยหิมะสีขาวกลายเป็จ่อมโลหิตทันใด