ในห้วงภวังค์ของจางฟานอวี้ที่หลับใหลเพราะฤทธิ์ของยาพิษได้ปลุกบางอย่างที่ไม่เคยตื่นขึ้นให้เริ่มทำงานเป็ครั้งแรก
“จางฟานอวี้”
“เ้าคะ?” นางหันมองรอบตัวก็เห็นเพียงแค่ความว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา
“ได้เวลาเลือกแล้ว” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง แต่ฟังอย่างไรก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็สตรีเสียงต่ำ หรือบุรุษเสียงสูง
“เลือกอันใดเ้าคะ” ฟานอวี้มองไปตรงหน้าเห็นหนังสือปรากฏอยู่สามเล่ม แต่เพราะหมอกบดบังจึงไม่อาจอ่านหัวข้อได้ถนัดนัก
“พรของเ้า”
“ชาติก่อนไม่มี” ฟานอวี้พึมพำกับตนเอง นึกย้อนไปแล้วก็น้อยใจในชะตาครั้งนั้น
“เพราะชาติก่อนศรมิได้เปิดเนื้อบนปานดอกไม้ จึงไม่มีสิ่งใดกระตุ้นให้ข้ารับรู้ว่าเ้ามาแล้ว กว่าจะรู้ก็เป็ยามที่เ้าหมดลม” ครั้งนี้มิได้มาเพียงเสียงแต่มีร่างหนึ่งที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็หญิงหรือชาย
“เลยให้โอกาสเริ่มใหม่หรือเ้าคะ”
“อืม”
“เหตุใดข้าต้องมายังที่แห่งนี้แต่แรกด้วย” ฟานอวี้ถามจบแล้วก็ต้องยกมือกุมหัว นางจำได้เพียงว่าชาติแรกนางเพียงเดินตามทางที่จัดเตรียมไว้ขึ้นไปจนถึงจุดชมวิว แต่แล้วก็พลัดตกผา ลืมตามาก็พบกับองค์ชายในพิธีล่าสัตว์ ไม่มีช่องทางให้เชื่อมโยงว่าจะกลับอย่างไรจึงต้องเลยตามเลย
“ลิขิต์ ชะตาของเ้าต้องอยู่ที่นี่ จะถามมากความไปด้วยเหตุใด”
“หากชะตาต้องอยู่ที่นี่ เหตุใดจึงไม่มีแม้แต่ร่างให้ิญญามาสวมในภพนี้” จางฟานอวี้ไม่ยอมลดละ หากจะมัดมือไม่ให้กลับ นางก็จำเป็ต้องรู้ให้ได้ว่าเื่เป็มาอย่างไร
“ร่างนั้นเพราะไม่มีดวงจิตที่ถูกต้อง จึงป่วยตายไปก่อน เมื่อดึงมา…เอาเถอะ นี่ก็มีของมาช่วยเหลือแล้ว จะถามทำไมให้มากความ” ร่างนั้นบัดนี้นิ่งเป็ร่างชายแล้ว เขาเดินเข้ามา ผายมือให้นางเลือกหนังสือ
“ทำไมดวงจิตผิด” ฟานอวี้จ้อง
“ก็ได้ๆ ข้าทำงานผิดพลาดเอง แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งพลาด จึงต้องเอาเ้ามาทั้งร่างเช่นนี้ ร่างที่ตายไปแล้วของเ้าคือหลี่หรงม่าน น้องสาวที่ตายไปของแม่นางหลี่ม่านม่าน พอใจแล้วหรือไม่”
“ที่ข้าต้องไร้บ้านเดิมสนับสนุน ไม่มีที่ไป ไม่อาจรักษาลูกไว้ได้ เพราะท่านผิดพลาด?” จางฟานอวี้นวดขมับที่ยังปวดตุบๆ
“จึงมีหนังสือมาให้เลือกอย่างไรเล่า ความรู้เหล่านี้จะทำให้เ้าสูงค่าจนผู้ใดก็ไม่อาจละเลยได้” เทพหนุ่มพยายามโน้มน้าวให้ฟานอวี้พึงพอใจ หากรับข้อตกลงทำสัญญาต่อกันแล้ว เื่นี้ก็ไม่อาจใช้ต่อรองชะตาชาติใหม่ได้อีก
“จนกระทั่งพวกเขาขโมยหนังสือข้าไปแล้วก็ฆ่าทิ้งเสีย” ฟานอวี้กอดอก ผี? เทพ? ผู้นี้คิดว่านางโง่หรืออย่างไร ใครมันรับข้อเสนอแรกไม่ยอมต่อรองขอเพิ่มก็เขลาเต็มทีแล้ว
“เช่นนั้นแม่นางเอาแหวนมิติด้วยหรือไม่ มิติไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอให้หลบพัก หนังสือจะรออยู่ในนั้น แต่เข้ามาได้เฉพาะยามหลับลึกเท่านั้น ไม่อาจเข้าออกตามใจได้ และไม่อาจนำสิ่งของติดตัวออกไปได้”
“หากมิติจะไร้ประโยชน์เช่นนั้น หนังสือข้าคงต้องเอาหมด รวมถึงขอแผนที่ละเอียดของแคว้นโจวและรอบข้างทั้งหมด ในแผนที่ต้องระบุตำแหน่งที่เหมาะจะทำเป็เหมืองทอง เหมืองหยก และเหมืองเกลือด้วย”
“เื่เ่าั้มิใช่ว่ารู้จากความทรงจำชาติก่อนแล้วหรือ”
“ใครสน ข้าโลภมาก มีเพียงอย่างละหนึ่งพอเสียที่ใดกัน อีกอย่างชาติก่อนไม่มีเหมืองทองเสียหน่อย” ฟานอวี้ยักไหล่ หากจะดันองค์ชายสามให้ได้ตำแหน่งรัชทายาท นางคงต้องสร้างผลงานให้เขาอย่างท่วมท้น
“อ๋อ…นั่นน่าจะหลังเ้าตาย”
“เอาอันใดอีกหรือไม่” เทพหนุ่มถามพลางตวัดมือวาดแผนที่ลงบนกระดาษที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“ชีวิตของซ่งหลง ให้ได้หรือไม่” ฟานอวี้ลองเสี่ยงขอ หากชายผู้นี้ตกตายไปเสีย ชีวิตที่เหลือนางก็จะเที่ยวเล่นให้เบิกบานใจ
“ไม่ได้! ข้าเป็เทพไม่อาจฆ่าคนโดยตรงได้ และเื่นี้ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าทำผิดพลาด”
“เช่นนั้น…ขอให้มีคนมารับข้าเป็บุตรบุญธรรม ไม่ต้องรักข้ามากมาย แต่เพียงปฏิบัติอย่างเป็ธรรม หากเกิดอันใดขึ้นจะได้มีคนช่วยเหลือ”
จางฟานอวี้อยู่ตัวคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร ชาติแรกก็กำพร้าแม่ั้แ่ลืมตาดูโลก ส่วนพ่อที่มีอยู่ก็เหมือนไม่มี กินเหล้าเมาทุกวัน หามาได้เท่าใดก็สังเวยให้ขวดแก้วเหล้า ทุบตีกล่าวโทษว่าเป็เหตุให้แม่ตาย เป็บุตรอกตัญญู นางจึงโหยหาความรักจนตามืดบอด ครั้งนี้ขอเพียงไม่ตกตายก่อนซ่งหลง ผลักดันองค์ชายสามขึ้นครองราชย์ มีครอบครัวที่ปฏิบัติกับนางอย่างเป็ธรรม เท่านี้เพียงพอแล้ว
“ข้อนั้นได้” เทพหนุ่มตวัดปลายพู่กันมิได้มองหน้าคู่สนทนา งานนี้เขาต้องเร่งมือ ใกล้เวลาที่ฟานอวี้ต้องลืมตาตื่น และใกล้เวลาที่เขาต้องกลับไปเข้าประชุมไม่ให้ผู้ใดรับรู้
หลังจากตกลงกันครบ เทพหนุ่มก็ให้ฟานอวี้ตรวจดูของที่ต้องอยู่ในมิติหลับฝัน หนังสือทั้งสามเล่มยามนี้ชัดแล้วว่าเล่มหนึ่งเป็ตำราการสร้างสังคมขึ้นมาใหม่ รวบรวมวิธีการทำสิ่งต่างๆ อย่างยาปฏิชีวนะจนไปถึงการทำดินปืน เล่มต่อมาคือตำราอาหาร และการหมักเหล้าจากทั่วโลก ส่วนเล่มสุดท้ายคือตำรายาหมอเทวดา อัดแน่นไปด้วยสูตรยาหลายขนาน ที่นางคงไม่ได้ใช้ แผนที่แผ่นใหญ่ก็ครบถ้วนไปด้วยตำแหน่งต่างๆ ระบุไว้
ฟานอวี้พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะออกปากถามต่อ “ครอบครัวเล่าจะได้ยามใด”
“เื่นี้ไม่อาจเร่งรัด แต่จะรีบจัดการให้ เ้ารอลุ้นก็แล้วกันว่าจะได้เป็บุตรสกุลใด ยื่นมือออกมา”
“เ้าค่ะ” ฟานอวี้ยื่นมือออกไป ก่อนจะต้องร้องโอดโอย “โอ๊ยๆๆๆ กรีดมือข้าทำไม”
เทพมิได้สนใจตอบเข้าใช้มีดเล่มเดียวกันนั้นกรีดลงบนมือของตนเอง “พูดตามข้า ข้อแลกเปลี่ยนถึงเป็ที่สิ้นสุด เหตุการณ์ครั้งนี้และที่จะเป็ผลพวงต่อเนื่อง ข้าจางฟานอวี้ไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติมได้อีก”
“ข้อแลกเปลี่ยนถึงเป็ที่สิ้นสุด เหตุการณ์ครั้งนี้และที่จะเป็ผลพวงต่อเนื่อง ข้าจางฟานอวี้ไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติมได้อีก”
“และข้า เทพ์ขั้นห้าในสังกัดเทพลิขิตไม่อาจยึดคืนสิ่งใดได้จนกว่าชาตินี้ของจางฟานอวี้จะดับสูญ สัญญาถือเป็สิ้นสุด”
เมื่อถูกปล่อยมือจางฟานอวี้รีบเอาฝ่ามือมาดูแผลทันที “เทพอะไรใช้วิธีป่าเถื่อน โอ๊ะ เดี๋ยว เนื้อกลับมาติดกันได้ด้วย”
“เนื้อๆๆ พูดออกมาได้กายทิพย์เอาอันใดมามีเนื้อ ข้าไปล่ะ รีบๆ ตื่นแล้วออกไปซะ คืนนี้ค่อยเข้ามา”
“เอ๊ะ? ไม่เรียกเนื้อแล้วจะเรียกอะไร กลับมาก่อนเ้าค่ะ จะตื่นอย่างไรเล่า ท่านเทพ ท่านเทพขั้นห้า!” ฟานอวี้วิ่งตามไปยังทิศทางที่เขาเดินหายไป แต่กลับชนเข้ากับกำแพงล่องหนจนหงายหลัง “โอ๊ย!”
“ไม่ไหวแล้วนะ! วันนี้มีแต่เจ็บตัว มันทำไมกันนัก!”
จางฟานอวี้มองห้องที่ว่างที่ดูกว้างใหญ่จนน่ากลัว แล้วก็พลันคิดว่าอยากให้ห้องนี้ดูเหมือนห้องหนังสือ มีแสงธรรมชาติส่องจาก้า จากนั้นมิตินี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปตามความคิดของฟานอวี้ แต่ก่อนจะได้เปิดหน้าหนังสือก็พลันเกิดความรู้สึกอึดอัด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในกายหยาบของตนเอง
“อ๊ะ! กะ-” ฟานอวี้รีบเอามืออุดปาก เพราะนึกขึ้นได้ว่าบัดนี้กำลังหนีพวกลอบสังหาร แต่จะไม่ให้นางใคงไม่ได้ ด้วยยามนี้นางถูกผูกไว้กับองค์ชายสามที่ยืนอยู่บนยอดต้นไม้สูงกลางป่า
“ฟื้นแล้ว?”
“ขึ้นมาทำอะไรน่ากลัวเช่นนี้ ตกลงไปตายแน่” ฟานอวี้ไม่ตอบให้ตรงคำถามเพราะชัดเจนอยู่แล้วว่านางมิได้สลบอยู่
“ข้าไม่ตกอยู่แล้ว แต่ผ้านี่…อาจรัดไว้ไม่ดีมาก เ้าระวังหน่อย ร่วงลงไปร่างคงจะเละเทะดูไม่จืดเลยทีเดียว” หลงเฉิงเย้าแหย่ ขู่ให้กลัว แต่แท้จริงแล้วเขามัดไว้แน่นจนไม่แน่ว่าอาจแกะปมไม่ออกเสียด้วยซ้ำ
จางฟานอวี้ได้ยินเช่นนั้นรีบเอาแขนกอดรอบตัวโจวหลงเฉิงแน่น ยังไม่ทันได้เริ่มตัดอำนาจของอดีตสามี นางยังตายไม่ได้เด็ดขาด “ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาบ้างหรือเ้าคะ”
“หากบุปผางดงามย่อมถนอม บุปผาหัวกระเซิงอาจต้องรอข้าอารมณ์ดีเสียก่อน”
“หลงเฉิง…” ฟานอวี้ที่โมโหจนเส้นเืที่ขมับกระตุกมองด้วยสายตาด่าทอ ทั้งยังพึมพำชื่ออีกฝ่ายลอดไรฟัน
เสียงขบขันในลำคอดังขึ้นครั้งหนึ่งจากองค์ชายสาม “มองอย่างนั้นคิดว่าข้ามิรู้สึกหรือ”
“ใครมองท่านกัน ข้ามองนกต่างหาก มันบังอาจบินเฉียดหน้าข้า!” ฟานอวี้รีบเบนสายตาไปทิศทางอื่นทันที
“เห็นแก่ที่รับธนูแทนจะมองผ่านเลยไป ไม่ถือโทษจนทิ้งเ้าไว้ในป่า” หลงเฉิงกล่าวจบเท่านั้นก็เริ่มะโไปยังยอดไม้ต้นอื่นๆ ต่อทันที ปล่อยให้ฟานอวี้มองค้อนอยู่หลังคอเขาไปผู้เดียว
“หึ่ย!” ฟานอวี้พึมพำ