"ไม่!!!"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากหลุมฝังศพที่ปกคลุมไปด้วยหมอกเหลืองครึ้มจากนั้นจึงกระทบกับผนังหินโดยรอบและก้องออกไปไกลหลายร้อยลี้
เมื่อได้ยินเสียงนี้จากก้นเหวชายและหญิงที่พิงอยู่ในรถม้าหรูหราต่างก็แสดงรอยยิ้มที่โล่งใจ
“ท่านพี่หยุนซี เรากลับกันเถอะเ้าค่ะแม้แต่เซียนแห่งแดน์ที่ตกลงไปในหุบเหวนรกนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตรอด แล้วนางเป็คนที่ถูกตัดรากเหง้าเซียนไปแล้วจะหนีรอดได้อย่างไร”
“เป็เช่นนั้นจริง งั้นเราก็กลับกันเถอะ จากนี้ไป เฉิงเอ๋อ เ้าจะเป็คู่หมั้นเพียงคนเดียวในแดน์ของข้าเมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะรีบแจ้งให้บิดาทราบและหมั้นหมายสู่ขอเ้าอย่างเป็ทางการโดยไว”
“เ้าค่ะ ขอบคุณท่านพี่หยุนซี......”
รถม้าเหินคู่ัอันหรูหราได้จากไปทิ้งไว้เพียงยอดเขาแห่งความสงบที่กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ไร้ซึ่งเสียงสิ่งมีชีวิตหรือสีเขียวของพืชพรรณใบไม้ใดๆ
บนยอดเขาที่สูงตระหง่านนี้มีเพียงหุบเหวขนาดใหญ่ที่มีหมอกสีเหลืองครึ้มหนาปกคลุมอยู่
หมอกสีเหลืองนี้มิใช่หมอกธรรมดาหากแต่เป็พลังงานที่เกิดจากความอัปมงคลและความแค้นนับไม่ถ้วนของซากศพทั้งหลายซึ่งฝังตัวอยู่ในหุบเหวนรกมานานนับหมื่นปีโดยไม่เคยสลายไป
ในหมอกสีเหลืองที่พุ่งพล่านไม่หยุดร่างที่ใกล้แหลกสลายจนไม่เป็ชิ้นดีก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
ร่างหญิงสาวที่ตกลงมาหมอกความตายที่ไหลเชี่ยวก็พุ่งเข้ามาปะทะกรีดเนื้อหนังอย่างดุดัน ทุกครั้งที่หมอกสีเหลืองเฉียดเข้ามาใกล้ตัว เสียงหัวเราะคิกคักแปลกๆก็จะดังขึ้นราวกับว่ามีบางสิ่งที่แอบแฝงอยู่ในหมอกกำลังดึงดูดให้ไล่ตามเรือนร่างนั้น
ยิ่งหมอกแห่งความตายรวมตัวกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากริ่งเกรงมากขึ้นเท่านั้นกระทั่งรวมตัวกันถึงจุดจุดหนึ่ง ก็เหมือนกับนักล่าที่ซ่อนตัวมานานไม่ซ่อนเขี้ยวเล็บของตนอีกต่อไป กลายเป็งูยาวที่พุ่งเข้าใส่ร่างหญิงสาวที่กำลังจะแหลกสลายอย่างโเี้!
เ็ป......ช่างเ็ปทรมานนัก......
เสียงครางโอดครวญดังขึ้นร่างที่ถูกงูรัดไว้ร้องครวญคราง คิ้วขมวดเข้าหากันนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความปรารถนาที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“จงคืนธุลีสู่ธุลี คืนดินสู่ดิน ฝังกระดูกนกฟีนิกซ์ใต้ต้นหางนกยูง......”
เพลงที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในจิตใต้สำนึกของนางเมื่อชีวิตไร้ซึ่งความรัก ใยความตายจึงสำคัญนัก?
การตายอย่างสงบเช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่ก็น่าเสียดาย...นางจะต้องหลับใหลชั่วนิรันดร์ในหุบเขาอันเปล่าเปลี่ยวที่นี่จริงๆ น่ะหรือ
ความคิดเพิ่งผุดขึ้นในใจจิตสำนึกก็ถูกความมืดมิดอันไม่สิ้นสุดกลืนกินเข้าไปแล้ว
ร่างกายที่เย็นเฉียบไร้ซึ่งลมหายใจ สูญเสียทุกอย่างในชีวิต มีเพียงความมืดมิดและความเงียบงันที่อยู่เป็เพื่อนไว้เคียงข้างกาย
กระทั่งไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนราวกับความฝันจู่ๆ ก็เหมือนได้เห็นแม่ของนาง ช่างเป็ความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน ราวกับนางได้ย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กอีกครั้ง
“ท่านแม่ ทำไมท่านถึงร้องเพลงนี้อีกแล้ว”
“เป็อะไรไปล่ะ เ้าเบื่อแล้วหรือไง”
“เปล่าเ้าค่ะ เพลงเพราะขนาดนี้ ข้าจะเบื่อได้อย่างไร เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านแม่ถึงชอบเพลงนี้จัง”
“เ้าเด็กโง่ เพราะว่าเพลงนี้พ่อเ้าชอบร้องให้แม่ฟังบ่อยๆ”
เมื่อพูดเช่นนี้ใบหน้าของแม่ก็เต็มไปด้วยความสุข แต่ในไม่ช้าก็มืดหม่นลง ความงามอันรุ่งโรจน์จางหายไปแทนที่ด้วยความโศกเศร้าที่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก
“ท่านพ่อ? ” เ้าหญิงตัวน้อยสับสน
“อืม...หากเ้าโตขึ้น ร้องเพลงนี้ให้แม่ฟังบ้างได้ไหมลูกรัก”
หญิงสาวลูบหัวเ้าหญิงตัวน้อยดวงตาเต็มไปด้วยความรักและความคะนึงหา แต่ก็พึมพำอย่างเศร้าสร้อย “แต่เพลงนี้คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่ร้องได้กินใจเช่นนั้น”
“ท่านแม่วางใจได้เลย ข้าจะร้องให้ท่านฟังแน่นอน” เ้าหญิงตัวน้อยพูดพลางพยักหน้าหนักแน่น
จากนั้นเสียงเพลงที่ไพเราะแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกก็ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเหวนรก
ในเสียงเพลงความทรงจำได้จางหายไปความโศกเศร้าเข้ามาแทนที่ความเกลียดชังที่รุนแรงก็พุ่งขึ้นสู่ท้องนภา เผาผลาญความมืดมิดและเปิดหมอกควันอันอัปมงคล
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจความหมายของเพลงนี้แล้ว!”
เพลงรักนกฟีนิกซ์เมื่อใครได้ฟังครั้งแรกต่างก็พาลให้ผู้คนอิจฉา หากแต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายของเพลงนี้อย่างแท้จริง ในบทเพลงแห่งความรักอันยิ่งใหญ่แท้จริงแล้วกลับแอบแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าอาดูรในอีกความหมายหนึ่งแม้ตัวอักษรจะเหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ท่านแม่ ข้าขอโทษ พวกมันรวมหัวกันบีบบังคับข้า!”
ในขณะที่น้ำตาหยดลงอย่างเงียบเชียบราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นภายในร่างกายที่แหลกสลายตัดขาดออกจากกัน
คาถาโบราณลึกลับประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นชัดในใจราวกับเป็มรดกตกทอดมาสู่ตัวนาง
“ด้วย...ความรัก...ของ...ข้า...เป็...เครื่อง...บูชา จงเปิดประตูแห่งเทพและปีศาจโบราณ...ขานเรียก...ิญญาชั่วนิรันดร์มาสู่ร่างข้า......”
เมื่อเสียงอันไพเราะนี้ดังขึ้นพลังแปลกประหลาดก็สั่นะเืออกมาเป็สายๆ และเข้าห่อหุ้มร่างของเฟิงชิงหยูที่ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง จุดสีขาวบริสุทธิ์ที่กระจายอยู่บนร่างกายของนางก็ถูกพลังนี้ดูดซับไป เปลวไฟแห่งนกฟีนิกซ์ลุกโชนขึ้นจากร่างของนาง หมอกความตายที่พันอยู่รอบๆตัวส่งเสียงกรีดร้องและเตลิดออกไปไม่เป็ทิศทาง
พลังแห่งชีวิตที่ไม่เข้มข้นนักค่อยๆก่อตัวขึ้นในร่างที่กำลังจะแหลกสลาย ยิ่งร่วงหล่นสู่ก้นหุบเหวมากขึ้นพลังแห่งชีวิตก็ยิ่งหนาแน่นกว่าเดิม
ลมอันมืดมนส่งเสียงโหยหวนหมอกความตายคมกริบราวกับมีดปลายแหลม
ในความโกลาหล คำพูดโบราณที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าได้เล็ดลอดเข้ามาในห้วงสำนึกของนางจากความว่างเปล่าตอบกลับมาว่า
“ดัง...ที่...เ้า...ปรารถนา...”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นจุดแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่กระจายออกมาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับน้ำท่วมที่เปิดประตูระบายน้ำกลายเป็สายน้ำสีขาวที่ไหลผ่านกำแพงและหายไปในความว่างเปล่า
เมื่อจุดแสงเหล่านี้หายไปอุกกาบาตที่ลุกโชนก็ทะลุผ่านกำแพงโลก พุ่งทะลุสู่ชั้นบรรยากาศจากสถานที่อันไกลโพ้นไปยังทิศตะวันออกของไท่หวงเทียน
ในเวลาเดียวกันหมอกดำที่มืดมนและเกือบจะหายไปก็ถูกพลังลึกลับดึงดูดออกมาจากก้นเหวอย่างรุนแรงจากนั้นก็ถูกเฟิงชิงหยูที่หลับใหลไปแล้วดูดซับเข้าไปในร่างกาย
เ็ปเ็ปไม่สิ้นสุดยิ่งนัก......
ราวกับมีิญญาอาฆาตแค้นนับไม่ถ้วนกัดกินร่างกายหรือราวกับมีปีศาจร้ายนับไม่ถ้วนตอกตะปูลงไปในจิติญญาของนาง ขนาดหมดสติไปแล้ว ก็ยังต้องถูกความเ็ปทรมานนี้กระชากให้ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
ในหมอกหนาร่างที่แทบแหลกสลายยังคงร่วงหล่นลงมาในหุบเหวอย่างไร้ความปรานี
เพียงแต่ตอนนี้จู่ๆ ดวงตาของนางก็ได้ลืมขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ดวงตาที่งดงามและเศร้าโศกนั้นกลับเต็มไปด้วยความสับสน
“ข้าคือใคร?? ”
พอพยายามนึกหาคำตอบความเ็ปก็ไหลเข้ามาเหมือนคลื่นน้ำ ทำให้ร่างกายเกร็งไปทั้งตัว แต่ความเ็ปจากการกัดกร่อนของหมอกความตายกลับลดลงไปอย่างน่าแปลกประหลาด
ร่างที่ร่วงหล่นพลิกกลับไปมาอยู่กลางอากาศหลายตลบท่ามกลางเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของนางที่ก้องกังวานอยู่ภายในหุบเหวแห่งนี้
กระทั่งในที่สุดเมื่อผ่านไปประมาณสิบห้านาที ร่างที่กำลังแหลกสลายนั้นก็ค่อยๆยืดออก ในเวลาเดียวกัน ดวงตาที่เย็นเฉียบก็พุ่งออกมา หนาวเหน็บจนถึงขั้วหัวใจ
“ข้าคือเฟิงชิงหยู! เทพเซียนแห่งเผ่าเทียนเซิงในแดน์!! ”
แม้ว่าสติจะกลับคืนมาแต่ความเ็ปก็ยังถาโถมโจมตีร่างที่ใกล้แหลกสลายของนางอย่างต่อเนื่อง ถูกโจมตีจนชินชาไร้ความรู้สึกเ็ปใดๆอีกต่อไป นางเงยหน้ามองแสงไฟลุกโชนที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางปลายหมอกสีเหลืองขุ่นนั้นสายตาทอดมองไกลออกไป