ตอนที่ 12 ขึ้นเขาคราแรก
“พี่ชาย รีบมาดูเร็วเข้า พวกเรามีเนื้อกินแล้ว”
หลินหร่วนอุ้มหลินซิ่วเข้าไปในลานบ้านจากนั้นก็วางนางลงกับพื้น เด็กสาวยื่นปลาในมือให้หลินหานดู
หลินหานยังจำเื่ที่หลินหร่วนอุ้มเขากลับมาบ้านได้เขาย่นหน้าพลางเหลือบตามองดูปลา ลอบกลืนน้ำลายอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“พี่ชาย ท่านจะไปที่ใดกัน ? ”
“พี่จะไปเก็บฟืน เ้าอย่าวิ่งซนไปที่ใดล่ะ รออยู่ที่บ้านเถิด”
หลินหร่วนจ้องมองเด็กน้อยที่แสดงท่าทีมิสบอารมณ์นางจึงอดที่จะยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะเบา ๆ มิได้
หลังจากตากผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินไปหยิบมีดจากกองของใช้ในครัวที่ผู้นำตระกูลส่งมาซึ่งเป็มีดทำครัวที่ขึ้นสนิมและมีรอยบากเล็กน้อย ดังนั้นนางจึงนำไปลับให้คม
ทันทีที่กลับถึงบ้านและเตรียมปลาเรียบร้อยแล้ว หลินหานก็ได้อุ้มกองฟืนเข้ามาส่วนในมืออีกข้างถือต้นหอมป่ามาด้วย
หลินหานที่ยังมิสบอารมณ์ มิอยากจะสนทนากับหลินหร่วนดังนั้นเขาจึงเดินไปปอกต้นหอมแล้วนำมาวางไว้บนเตาก่อนจะหันร่างกลับเข้าห้องไปทั้งอย่างนั้น
หลินหร่วนมิได้สนใจเขาอีกต่อไป นางนำต้นหอมป่ายัดเข้าไปในท้องของปลาแล้วนำปลาวางลงไปบนตะแกรง
ในขณะที่กำลังยุ่งอยู่นั้น หญิงสาวที่อายุราวสิบสี่สิบห้าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาที่ลานหน้าบ้าน “อาหร่วน หลินซิ่ว พวกเ้ายุ่งอยู่หรือไม่? ”
“พี่เหลียนเอ๋อ ! ” พอหลินซิ่วเห็นนางจึงยิ้มขึ้นทันใด จากนั้นก็วิ่งโผเข้าไปหานาง
แม่นางผู้นี้เป็บุตรสาวของสะใภ้ใหญ่ตระกูลโจว ซึ่งมีนามมีโจวเหลียนเอ๋อ
โจวเหลียนเอ๋อยกยิ้มขึ้น พลางจับมือหลินซิ่วแล้วเดินตามเข้ามาในลานบ้าน“อาหร่วน แม่ของข้าให้นำเกลือมาให้น่ะ”
ขณะที่เอ่ยก็ยกชามกระเบื้องให้หลินหร่วน ซึ่งในชามมีเกลือหยาบอยู่ครึ่งชาม
หลินหร่วนมิได้เกรงใจอันใด นางยื่นมือออกไปรับทันทีเพราะถึงเยี่ยงไรพวกเขาก็ติดหนี้ตระกูลโจวอยู่แล้ว กับอีแค่เกลือครึ่งชามนี้จะนับเป็อันใดได้
“พี่เหลียนเอ๋ออยู่กินมื้อกลางวันด้วยกันเถิดข้าจับปลาในแม่น้ำได้กำลังจะนำไปย่าง”
พอโจวเหลียนเอ๋อเห็นปลาที่นอนอยู่บนตะแกงด้านหลังหลินหร่วน
“บริเวณแม่น้ำมีปลาตัวใหญ่ถึงเพียงนี้อยู่ด้วยหรือ? ”
หลินหร่วนพยักหน้ารับ “มีสิโดยเฉพาะปลาตะเพียน”
โจวเหลียนเอ๋อรู้สึกประหลาดใจมากยิ่งนัก นางมิเคยเห็นปลาตะเพียนที่ตัวใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อนปลาตะเพียนที่พบเจอได้ทั่วไปตัวใหญ่มิเกินฝ่ามือ แปลกใจก็แปลกใจอยู่ ทว่าโจวเหลียนเอ๋อมิคิดที่จะอยู่กินปลาก่อนแม้ว่าหลินซิ่วจะรั้งให้อยู่เยี่ยงไร นางก็ยังยืนกรานว่าจะกลับบ้าน
เมื่อหลินหานออกมา ทุกคนต่างก็หันไปมอง“ครอบครัวของอาโจวดูแลพวกเราเป็อย่างดี บุญคุณครานี้พวกเราจดจำเอาไว้ในใจแล้วหากวันหน้ามีแรงช่วยได้ พวกเราจะต้องตอบแทนบุญคุณอย่างแน่นอน”
หลินหร่วนมิอยากสนใจเขา ดังนั้นนางจึงหยิบเกลือมาโรยที่ตัวปลาแล้วเริ่มทำการย่างปลา
เมื่อหลินหานเห็นว่าหลินหร่วนมิได้สนใจตนเองจึงทำเสียงฟึดฟัดมิพอใจแล้วกลับเข้าไปในห้อง
หลินซิ่วเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยถามหลินหร่วนว่า “พี่สาวพี่ชายเป็อันใดอีกเล่า เมื่อครู่ท่านก็เล่นกับเขาแล้ว เหตุใดเขาถึงดูมิสนุกเลยสักนิด”
หลินหร่วนเกือบจะหัวเราะออกมา ทว่าพยายามกลั้นเอาไว้“อาจเป็เพราะเมื่อครู่ยังมิหนำใจ อีกประเดี๋ยวพี่ค่อยพาเขาไปเล่นอีกครา คิดว่าเขาคงจะมีความสุขมากขึ้น”
“เช่นนั้นข้าไปด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากเล่นด้วยคน”
“ได้สิ”
เมื่อหลินซิ่วได้คำตอบที่้าแล้ว นางจึงยกยิ้มจนเห็นฟัน
กลิ่นหอมของปลาย่างค่อย ๆ ลอยออกไปจากลานบ้าน หลินซิ่วถึงกับต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“พี่สาว เสร็จหรือยัง ? ”
หลินหร่วนวางหมั่นโถวไว้ในหม้อ จากนั้นก็หันไปมองปลาย่าง“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ ทว่าจำต้องรออีกสักหน่อย”
เมื่อวางหมั่นโถวเสร็จเรียบร้อยแล้วปลาย่างก็กลายเป็สีเหลืองอร่ามทั้งสองด้าน ทั้งยังมีกลิ่นหอมโชยออกมา อย่าว่าแต่หลินซิ่วเลยแม้กระทั่งตัวนางเองก็อดใจมิไหว
ร่างกายของนางขาดสารอาหารมากจริง ๆ มิต้องเอ่ยถึงอาหารดีๆ แม้แต่จะกินอาหารให้อิ่มยังเป็เื่ยาก พอได้กลิ่นหอมของปลาตัวนี้ ท้องของนางจึงส่งเสียงร้องอย่างตะกละตะกลาม
เมื่อมิมีโต๊ะ หลินหร่วนจึงยกหมั่นโถวและปลาเผาไปวางไว้บนก้อนหินในลานบ้านจากนั้นก็ะโเรียกหลินหานที่หมกตัวอยู่ในห้อง
“ถึงเวลากินข้าวแล้ว”
หลินหานยังคงโกรธอยู่ เขาอยากจะตอบว่ามิกิน ทว่าสุดท้ายก็ทนความหิวมิได้จนต้องยืดยาดออกมา
หลินหร่วนมิได้รอเขา นางจัดการแบ่งปลาออกเป็สามส่วนตัวนางกินส่วนหัว ส่วนท้องให้หลินซิ่ว ส่วนหางเหลืออยู่บนจาน
มิทราบว่าเป็เพราะหิวหรือเพราะใช้พลังมากจนเกินไปหลินหร่วนกินปลาย่างตัวนี้อย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนหมั่นโถวที่ทำมาจากธัญพืชเ่าั้หลินหร่วนแทบมิแยแสเลยแม้แต่น้อย
เพราะมันทั้งแห้งทั้งหยาบกร้านเกินกว่าจะกลืนลงคอได้
แต่ถึงเยี่ยงไรก็ยังต้องกินอยู่ดีใน่เวลาที่ลำบากที่สุด นางต้องแทะเปลือกไม้และรากหญ้า ดังนั้นนางจึงทราบถึงคุณค่าของอาหารเป็อย่างดีมิว่าอาหารจะแย่เพียงใด ทว่าจะทำให้มันเสียเปล่ามิได้
หลังจากกินเสร็จ หลินซิ่วยกมือขึ้นกุมท้องพลางยกยิ้มอย่างมีความสุข
“พี่สาว เนื้อปลาอร่อยมากยิ่งนัก”
หลินหร่วนยกยิ้มพลางเช็ดเศษอาหารบนใบหน้าของเด็กน้อย“เช่นนั้นพี่สาวจะจับปลาให้เ้าทุกวันเลยดีหรือไม่ ? ”
ขณะที่หลินซิ่วกำลังจะพยักหน้า หลินหานก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า“ปลาในแม่น้ำคงจะอยู่รอให้เ้าจับหรอก”
หลินหร่วนมิอยากสนใจเขาอีกต่อไป ดังนั้นนางจึงจูงมือหลินซิ่วกลับเข้าห้องเพื่อเตรียมตัวนอนกลางวันพร้อมทิ้งคำเอ่ยไว้หนึ่งประโยคว่า “เมื่อกินเสร็จนำเอาหม้อและจานไปล้างด้วย”
หลินหาน “......”
หลินหร่วนงีบหลับไปชั่วครู่พอตื่นขึ้นมาเห็นซิ่วซิ่วกับหลินหานยังคงนอนหลับอยู่ นางจึงเดินออกจากประตูอย่างแ่เบาเหน็บมีดทำครัวไว้ที่เอว จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังูเา
ูเาฝูหนิวมิได้สูงมากนัก บนูเามีผู้คนสัญจรไปมาดังนั้นจึงมิมีของมีค่าอันใดบริเวณนี้ เช่นนั้นจำเป็ต้องไปอีกด้านของูเา
ปกติเ้าของร่างเดิมมักเข้าไปในูเาดังนั้นหลินหร่วนจึงมีภาพความทรงจำเกี่ยวกับูเาลูกนี้ นางเดินไปถึงยอดเขาโดยมิหยุดพักเลยสักนิด
เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาแล้ว หลินหร่วนถึงได้ทราบว่าเขาเฉินวูมีขนาดใหญ่เพียงใดกะด้วยสายตาแล้วมันสูงกว่าูเาฝูหนิวหลายเท่า
บริเวณเชิงเขามีหมอกหนาปกคลุมมองเห็นเพียงโครงร่างที่คลุมเครือเท่านั้น
ในูเาลูกใหญ่แห่งนั้น มีของดี ๆ มากมายนับมิถ้วนทว่าในขณะเดียวกันก็มีอันตรายมากมายเช่นกัน
สำหรับหลินหร่วนที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังมาหลายปีนี้สิ่งเหล่านี้มิได้มีความหมายอันใดมากนัก
ต่อให้อันตรายมากเพียงใด ก็มิเท่าอันตรายจากซอมบี้และอสุรกายเ่าั้ใน่มิกี่ปีที่ผ่านมา นางพึ่งพากำปั้นนี้ของนางเพื่อให้นางสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ทว่าบัดนี้นางมีพลังวิเศษเพิ่มขึ้นมา ดังนั้นการเข้าไปในูเาเฉินวูย่อมมิเกินความสามารถของนาง
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงวิ่งตรงไปยังูเาเฉินวูยิ่งเข้าใกล้เชิงเขามากเท่าใด คนที่สัญจรไปมาก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น วัชพืชในป่าเริ่มเขียวชอุ่มมากขึ้น
มีงู หนอน แมลง มดอยู่แทบทุกบริเวณ ทว่าหลินหร่วนมิได้สนใจเื่พวกนี้แม้แต่น้อยถึงขนาดมิหยุดพักระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่มาถึงเชิงเขา นางก็เห็นกระต่ายสองสามตัววิ่งผ่านตาออกมาให้เห็นพวกเ้าคิดว่าจะหลบหนีไปได้เยี่ยงนั้นหรือ หลังจากนั้นมินานกระต่ายทั้งหมดก็ถูกมัดและแขวนไว้ที่เอวของหลินหร่วน
นางยังคงเดินหน้าต่อไป ในมิช้าก็มาถึงเชิงเขาเฉินวู
มันแทบมิต่างอันใดจากูเาทั่วไปเลยมีเพียงวัชพืชแถวนี้ที่เขียวชอุ่มกว่าปกติ นางพบรอยเท้าของมนุษย์ประปรายอาจจะมีผู้กล้าบางคนทิ้งเอาไว้ตอนที่พวกเขาออกล่าสัตว์
หลินหร่วนพุ่งเข้าไปในูเาแต่ก่อนที่จะเดินไปไกลกว่านั้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่มีผลไม้ชนิดหนึ่งห้อยอยู่จำนวนมาก
บัดนี้เพิ่งจะเดือนเจ็ด ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือนกว่าองุ่นจะสุกแต่ด้วยอุณหภูมิบนูเาที่ค่อนข้างต่ำดูเหมือนว่าองุ่นป่าเหล่านี้จะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนครึ่งในการเติบโต
ทว่าสิ่งเหล่านี้มิใช่ปัญหาของหลินหร่วนเช่นกันบัดนี้ในศีรษะของนางกำลังจินตนาการว่าเถาวัลย์ทั้งหมดในที่นี้ถูกปกคลุมไปด้วยพวงองุ่นสีม่วงลูกกลมมนขนาดใหญ่