ณ ตำหนักห้องเครื่อง นางกำนัลเดินกันขวักไขว่ แต่กับเป็ระเบียบสอดคล้องกัน นางกำนัลปรุงรสต่างยืนประจำตำแหน่ง ตรวจสอบอุปกรณ์การทำอาหารของตนเอง นางกำนัลจัดเตรียมกำลังจัดเตรียมวัตถุดิบ สำหรับจัดงานสังสรรค์ในคืนนี้
“ ฮองเฮาเสด็จ .!!! ” เสียงแหลมเล็ก ประกาศเตือนถึงผู้กำลังมาเยือน
นางกำนัลห้องเครื่อง ต่างวางงานในมือของตน รีบออกมายืนเรียงแถวเพื่อรอรับเสด็จ ขบวนเสด็จเคลื่อนตัวมาถึง หน้าตำหนักห้องเครื่อง หญิงสูงศักดิ์สวมอาภรณ์แดงกุหลาบ ปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋น ประดับด้วยปิ่นทองรูปหงส์ ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเกี้ยว
“ ถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พันปี พันพันปี ”
นางกำนัล และขันทีห้องเครื่อง ยอบกายทำความเคารพ ฮองเฮาผู้มาเยือนโดยมิได้นัดหมาย ด้วยความพร้อมเพียง
“ ลุกขึ้นได้ ” ฮองเฮาผายมือเป็สัญญาณเชิงอนุญาติให้ลุกขึ้น
สายพระเนตรกวาดมองเหล่านางกำนัล ก่อนจะพยักหน้าสั่งขันทีคนสนิทให้นำของบางอย่างเข้ามา เผิงกงกงรีบให้ขันทีน้อยลากรถเข็นที่มีผักสดอยู่เต็มคันเข้ามาด้านใน นางกำนัลห้องเครื่องต่างประหลาดใจ กับสิ่งที่ตนได้เห็น ในฤดูหนาวเช่นนี้ไม่ควรมีผักสดมากมายขนาดนี้
“ เชิญเสด็จด้านในก่อน พ่ะย่ะค่ะ ” เผิงกงกงพยุงฮองเฮาเดินเข้าตำหนัก เมื่อฮองเฮาเสด็จเข้าด้านในตำหนักแล้ว นางกำนัลหน้าที่ต่าง ๆ จึงทยอยเดินเข้าไปประจำตำแหน่งของตน สุรเสียงอ่อนนุ่มก็ดังขึ้น
“ เปิ่นกงมาวันนี้ก็เพื่อทำอาหารหนึ่งอย่างให้ฝ่าาเสวย และเพื่อพระราชทานให้แก่ขุนนางทั้งหลาย ในรายการอาหารวันขึ้นปีใหม่ของต้าถังวันนี้ พวกเ้าคงทราบแล้วว่ามีรายการทั้งหมด 12 อย่าง เปิ่นกงจะตั้งชื่อว่า อาหาร 12 มงคลต้อนรับปีใหม่ ”
เมื่อฮองเฮากล่าวจบ นางกำนัลห้องเครื่องยอบกายทำความเคารพ บัดนี้ฮองเฮาอยู่หน้าเตาไฟ อาหารที่พระองค์เลือกคือ ผัดหมี่มงคลจักรพรรดิ์ เพื่อเป็การอวยพรแด่ผู้รับประทาน ให้มีอายุมั่นขวัญยืน เมื่อฮองเฮาเริ่มปรุงอาหารเป็สัญญาณเริ่มต้น ให้นางกำนัลทั้งหลายเริ่มลงมือปรุงอาหารเพื่องานสังสรรค์ต้อนรับปีใหม่.
ปีศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง ขึ้นครองราชย์ปีที 9 ณ ตำหนักหานหยวน ยามพลบค่ำ ลมอ่อนพัดโบกโบย กิ่งเหมยเอนไหว แเื่กำลังทยอยเดินทางมาร่วมงาน เสียงพูดคุยทักทายของขุนนางทั้งบู้บุ๋นจอแจ
“ คารวะท่านอัครเสนาบดีจ่างซุน ” เสียงทำความเคารพเรียกความสนใจของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังอยู่ในวงสนทนา เขาค่อย ๆ หันไปทางเสียงเรียก พร้อมกับทำความเคารพตอบผู้มาทักทาย
“ คารวะใต้เท้าตู้ ” จ่างซุน อู๋จี้ อัครเสนาบดีกล่าวทักทาย ด้วยท่าท่างยิ้มแย้มแจ่มใส่ ใต้เท้าตู้ขุนนางเ้ากรมพิธีการ ผู้ได้รับพระบัญชา ให้จัดเตรียมงานเลี้ยงสังสรรค์ต้อนรับปีใหม่ในคืนนี้
“ เชิญด้านในดีกว่าขอรับ ที่นั่งสำหรับสังสรรค์ได้จัดเตรียมไว้ให้ท่านแล้วขอรับ ” ใต้เท้าตู้ประจบสอพลอ ผายมือพร้อมกับนำทาง อัครเสนาบดีด้วยความนอบน้อม
ตำหนักหานหยวน ด้านในโอ่โถง ตกแต่งวิจิตรบรรจง วางโต๊ะอาหารด้านซ้าย สำหรับแขกขุนนางน้อยใหญ่ เื้ัโต๊ะขุนนางมีฉากกั้นสำหรับ ฮูหยิน บุตร ธิดา และผู้ติดตาม ด้านขวาสำหรับแขกเชื้อพระวงศ์ เื้ัโต๊ะเชื้อพระวงศ์ก็มีฉากกั้นเช่นกัน สำหรับ ชายาเอก และ ชายารอง โต๊ะแขกทั้งซ้ายและขวาเริ่มมีคนทยอยนั่ง เมื่อจ่างซุน อู๋จี้ เดินเข้ามาด้านในตำหนัก บุรุษหนุ่มอ้วนตุ๊ต๊ะอายุอานามประมาณ 16 -17 ปี เนื้อตัวสะอาดสะอ่าน ท่าทางเป็มิตร สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียว ปักด้วยดิ้นเงินลายัสี่เล็บ เดินเข้ามาทำความเคารพทักทาย
“ คารวะพระมาตุลา ” หนุ่มอ้วนตุ๊ต๊ะกล่าวทำความเคารพ จ่างซุน อู๋จี้จึงทำความเคารพตอบ
“ องค์ชายหลี่ไท่ ทรงสบายดีหรือไม่ ? พ่ะค่ะย่ะ ” จ่างซุน อู๋จี้ถามถึงสาระทุกข์สุขดิบ
หลี่ไท่ แสดงท่าทางกังวล กล่าวเชิงหยอกล้อ
“ หากหลานได้ท่านลุงเป็ที่ปรึกษา คงจะทำให้หลาน คลายความกังวลได้ไม่น้อย ”
จ่างซุน อู๋จี้ เป็ถึงอัครเสนาบดี คู่พระวรกายของฮ่องเต้ หากจะกล่าวว่าเป็มันสมองของฮ่องเต้ก็ไม่เกินเลย เขาวางแผนรบทัพจับศึกเหนือจรดใต้ ั้แ่หลี่ซื่อหมินเป็อ๋อง ผลักดันจนนายของตนได้ขึ้นครองราช เป็พระจักรพรรดิถังไท่จง จะไม่รู้เจตนาของเด็กน้อยขนพึ่งขึ้นได้อย่างไร หลี่ไท่ยิ้มให้ตาหยี ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น
หลี่ไท่ รู้สึกขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ จำต้องลูบแขนตนเองขึ้นลงไปมา กลิ่นไอสังหารกดทับ ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง หันซ้ายแลขวาตามสัญชาตญาณ
บุรุษวัยกลางคน องอาจ สง่าผ่าเผย คิ้วคมดุจกระบี่ เดินหลังตรงเข้ามาด้านในตำหนัก เมื่อพบเห็นจำต้องกั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาคือขุนศึกไร้พ่าย อีกทั้งยังเป็ ตุลาการของความเที่ยงธรรม วางตัวเป็กลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด นามนั้นคือ ขุนศึกหลี่จิ้ง ด้านหลังของเขาคือ ฮูหยินหลี่ และบุตรี
หลี่ไท่ เห็นหลี่จิ้งเดินมากับครอบครัว จึงรีบร่ำลา จ่างซุ่น อู๋จี้ เดินเอิดอาดยิ้มตาหยี เข้าไปทักทายขุนศึกไร้พ่าย
“ คารวะองค์ชายรอง ” หลี่จิ้งทำความเคารพผู้มีศักดิ์สูงกว่า
“ ไม่ต้องมากพิธี ท่านขุนศึก ” หลี่ไท่รีบเข้าไปประจบประแจงหลี่จิ้ง หวังจะดึงเข้าพวกตนเอง หลังจากที่หลี่เฉิงเฉียนถูกปลดออกจากตำแหน่งรัชทายาท หลี่ไท่ก็เริ่มรวบรวมอดีตขุนนางฝ่ายหลี่เฉิงเฉียน ให้มาเป็พวกตน จะเหลือไม่กี่คนที่ยังคงวางตัวเป็กลาง หนึ่งในนั้นก็คือ หลี่จิ้งคนนี้
“ องค์ชายรอง หลี่ไท่ …!!! ท่านควรจะอยู่ในที่ของท่าน อย่าโผล่หางออกมาจะดีกว่า มันยังไม่ถึงเวลา ” เสียงชราแหบแห้งลอยมาแต่ไกล
ผู้เฒ่าอายุ 50 เศษ ท่านหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาในงาน ผู้ที่กล้าวิจารณ์เชื้อพระวงศ์โดยไม่กลัวอาญาบ้านเมือง ใครเห็นก็ต้องหลีกทางให้ เพราะกลัวฝีปากอันเชือดเฉือน เดินลูบเคราแพะมาหยุดยืนหน้า หลี่ไท่
“ คารวะองค์ชายรอง ” ผู้เฒ่าปากกล้าโค้งคำนับหลี่ไท่
หลี่ไท่รีบเอี้ยวตัวหลบ ไม่กล้ารับการคำนับจากเฒ่าปากกล้า ก่อนจะรีบพยุงผู้เฒ่าปากกล้าให้ยืนหลังตรง
“ ผู้น้อยไม่อาจรับการคารวะ จากพระอาจารย์ได้ขอรับ ” หลี่ไท่ยิ้มแหยง ๆ
ผู้เฒ่าปากกล้าหาใช่ใครไม่ เขาคือ ไท่ฟู่เว่ยเจิง ไม้เบื่อไม้เมาของหลี่ซื่อหมิน เขาเป็คนเดียวที่กล้าชี้หน้าด่า หลี่ซื่อหมิน ในทางพระโรง แล้วนับประสาอะไรกับหลี่ไท่เด็กน้อย มหาราชครูแห่งต้าถัง สอนเชื้อพระวงศ์ั้แ่รุ่นบิดา จนมาถึง รุ่นบุตร ก็ยังคงสอนอยู่
เมื่อขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างมากันครบองค์แล้ว
“ ฮ่องเต้เสด็จแล้ว ..!! ” เมื่อแเื่ได้ยินสัญญาณเตือนจึงรีบลุกขึ้นจัดแจงเครื่องแต่งกาย
“ ถวายบังคมฝ่าา ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี ” เชื้อพระวงศ์ และ ขุนนางน้อยใหญ่ ต่างทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพียง
หลี่ซื่อหมิน ในชุดอาภรณ์เหลืองทอง ปักดิ้นลายัห้าเล็บ เดินนำหน้าฮองเฮา และเหล่านางสนม อย่างองอาจ ก่อนจะนั่งบนโต๊ะประธานงานฉลองขึ้นปีใหม่ต้าถัง
“ ลุกขึ้นได้ ” สุรเสียงทุ้มต่ำนุ่มลึก
หลี่ซื่อหมิน กวาดสายตามองแเื่ในงาน ได้แค่รำพึงรำพันในใจ เขาครองราชเข้าปีที่ 9 แล้ว เงินในท้องพระคลังก็เริ่มร่อยหรอ ราษฎรอดอยาก ปัญหามีมากมายบ้างแก้ได้บ้างแก้ไม่ได้ ความหวังเดียวของเขา คืออยากให้ราษฎรอยู่เย็นเป็สุข
“ ปีใหม่ปีนี้ชาวบ้าน พึ่งผ่านพ้นฤดูหนาว บางตำบลประสบภัยหนาว ชาวบ้านยังคงเดือนร้อน เจิ้น ในฐานะผู้ครองแผ่นดิน มองราษฎรดั่งบุตร เพื่อเห็นแก่ความทุกข์ยากของราษฎร จึงให้จัดงานสังสรรค์แบบไม่ฟุ่มเฟือย อาหารวันนี้จึงมีแค่ 12 อย่าง ฮองเฮาลงมือทำเอง หนึ่งอย่างมอบให้แก่ขุนนางเพื่อเป็ขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัตหน้าที่ของตนต่อไป ” ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างทำความเคารพขอบคุณ
สุรเสียงอ่อนนุ่ม ของฮองเฮา กล่าวถึงรายการอาหารทั้ง 12 อย่าง อาทิเช่น
อาหารที่ขึ้นโต๊ะค่ำคืนนี้ จะยังคงสืบทอดต่อต่อกันไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
หนึ่งคอมเม้นต์ คือหนึ่งกำลังใจ
ติเพื่อก่อ เยินยอไม่เหลิง