ตอนที่13 ซื้อคอมพิวเตอร์
เมื่อเกาอิงพาซูเวยเข้ามาในร้านขายสินค้ายี่ห้อ“AP” แล้ว
มีพนักงานชายหญิงท่าทางสุภาพเหมือนผ่านการอบรมมาเป็อย่างดี ตรงเข้ามาทักทายและสอบถามความ้าสินค้ากับสองยายหลานโดยตรง“สวัสดีค่ะ สนใจสินค้าประเภทไหนหรือคะ? ที่นี่มีทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อปโทรศัพท์มือถือ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการเลยค่ะ”
เกาอิงปล่อยให้หลานสาวเดินเลือกดูสินค้าอย่างสบายใจ แต่เมื่อซูเวยเริ่มถามคำถามกับพนักงานทำให้เกาอิงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะเธอไม่คิดว่าหลานสาวจะมีความรู้และสามารถสื่อสารกับพนักงานเหมือนคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีโดยตรง
“ช่วยอธิบายคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดให้ฟังหน่อยค่ะ”ซูเวยถามพนักงานอย่างจริงจัง
พนักงานหญิงอธิบายคุณลักษณะอย่างละเอียดของอุปกรณ์ที่ซูเวยสนใจอย่างเต็มใจถึงแม้ว่าซูเวยจะถามถึงอุปกรณ์ที่ซับซ้อนก็ตาม มีบางครั้งที่พนักงานชายวิ่งเข้าไปหลังร้านเพื่อตามช่างเทคนิคมาตอบคำถามของซูเวยซึ่งพฤติกรรมการสอบถามอย่างละเอียดและลึกซึ้งของซูเวยนั้น ทำให้พนักงานและช่างเทคนิคถึงกับอึ้งตะลึงหลายต่อหลายครั้งทุกคนไม่คิดว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆจะมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงกว่าพวกเขา
เมื่อซูเวยรับรู้ข้อมูลคุณลักษณะของสินค้าที่เธอสนใจแล้วเธอสั่งซื้อโดยตรงกับพนักงานหญิงที่ดูแลเธอั้แ่ต้นว่า“หนู้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ดีที่สุด รวมทั้งแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือด้วย ขออุปกรณ์แปลงสัญญาณตามนี้ด้วยค่ะ”
ซูเวยเขียนรายการสินค้ามอบให้พนักงานของร้านโดยตรง เนื่องจากซูเวย้าดัดแปลงอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อใช้งานบางอย่างที่สามารถเชื่อมต่อระบบการสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดของโลกในเวลานี้
ช่างเทคนิคได้ยินรายการอุปกรณ์แปลงสัญญาณที่ซูเวย้าเขาอึกอักก่อนบอกซูเวยตามจริงว่า “ขอโทษนะครับ อุปกรณ์บางตัวนั้นทางกองทัพควบคุมเพราะเป็สินค้าต้องห้ามพวกผมจัดหาให้ได้แค่แปดรายการ อีกสองรายการไม่สามารถหาให้ได้ครับ”
“งั้นหรือ? งั้นเอาแค่แปดรายการมาก่อนแล้วกันค่ะ” ซูเวยขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่มีสินค้าต้องห้ามของทางการแต่เธอเข้าใจได้ว่าเป็เื่ของความปลอดภัยในระบบสื่อสารระหว่างประเทศดังนั้นทางการจึงต้องควบคุมสินค้าดังกล่าว ทำให้ซูเวยคิดถึงพี่ชายต่างสายเืเธออยากรู้ว่าเขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่
“เอาไว้ค่อยถามพี่ชายจวินอีกทีว่าสามารถหาอุปกรณ์นี้ให้ฉันได้ไหม?”ซูเวยคิดอย่างคาดหวังว่าพี่ชายบุญธรรมจะสามารถช่วยเหลือตนเองได้
..........
ทางด้านครอบครัวตระกูลหวังตระกูลใหญ่หนึ่งในสี่ตระกูลหลักของเมืองหง เมืองที่ใหญ่เป็อันดับสองของประเทศ
หลังจากที่สมาชิกครอบครัวใหญ่ทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วหวังเส้าเฟิงผู้นำตระกูลหวังเรียกลูกหลานทุกคนเข้าประชุมปรึกษาหารือกันเป็ประจำทุกเดือนเพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรคการทำงานของลูกแต่ละคน
“งานของเดือนที่ผ่านมาเป็ยังไงบ้าง?”ชายชราหวังเส้าเฟิงกวาดสายตามองลูกชายหญิงแต่ละคนพลางถามเสียงเข้มจริงจัง
“ธุรกิจของครอบครัวที่ผมดูแลอยู่ยังไปได้เรื่อยๆครับโครงการคอนโดเปี่ยมสุขมียอดจองและยอดซื้อมากกว่าที่คาดการณ์ไว้คาดว่าผลประกอบการสิ้นปีไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้อย่างแน่นอนครับพ่อ”หวังเจียวโจว ลูกชายคนโตที่ดูแลบริษัทหวังเรียลเอสเตทพูดบอกพ่อตนเองอย่างผ่อนคลายพลางเหล่ตามองน้องชายหญิงสองคนอย่างไม่มั่นใจ
“ส่วนงานที่ผมดูแลตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ยังไปได้เรื่อยๆ”หวังเจียวชินตอบพ่อตนเองเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจ
หวังเส้าเฟิงหรี่ตามองลูกชายคนรองอย่างคนที่มีประสบการณ์ชีวิตและผ่านปัญหาอุปสรรคมาอย่างโชกโชนเขาถามขึ้นมาด้วยเสียงเข้มต่ำอย่างกดดันว่า “ตอบให้มันชัดถ้อยชัดคำมากกว่านี้ทั้งเื่การบริหารบริษัทลูกและการดูแลบ้านนี้ด้วย”
หวังเส้าเฟิงไม่พอใจลูกชายคนรองั้แ่ที่เลือกหญิงม่ายสามีทอดทิ้งอย่างจ้าวอิ่งมาเป็สะใภ้โชคดีที่จ้าวอิ่งคลอดบุตรฝาแฝดชายหญิงให้กับตระกูลหวังจึงทำให้ชายชรายอมผ่อนปรนกับครอบครัวของลูกชายคนรองไปบ้างแต่ทว่าเขายังเข้มงวดเื่การทำงานของลูกทุกคนเหมือนเดิม
หญิงชราหลีเจียอีส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูดให้ข้อมูลกับทุกคนเพิ่มเติมว่า“เวลานี้บ้านเรามีคนรับใช้ลาออกพร้อมกันสองคน เรายังขาดแคลนแรงงานอยู่ทำไมไม่ให้จ้าวอิ่งไปเรียกแม่กับลูกสาวที่อยู่บ้านป่ามาช่วยงานสักพักก็แค่่รอคนใหม่เข้ามา อย่างน้อยจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายพวกเราไปมากโขเชียวนะ”
“นั่นสิคะพี่สะใภ้ตอนนี้ก็อยู่ว่างๆ น่าจะหาคนมาช่วยทำงาน เอาคนใกล้ตัวก็ดีเหมือนกันนะคะจะได้สั่งสอนและแนะนำกันได้” หวังชิงเหยียน ลูกสาวคนเล็กของตระกูลหวังเป็สาวสวยที่ขึ้นชื่อของเมืองหงเธอเป็ความหวังของตระกูลที่จะเกี่ยวดองกับลูกชายคนรองของตระกูลซ่งแห่งเมืองหลวงผู้เป็เ้าของธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารหรูหลายแห่งในประเทศ
เวลานี้เธอพูดสนับสนุนความคิดเห็นของแม่ตนเองอย่างจริงจังและ้าหาเด็กรับใช้ส่วนตัวพอดีทำให้เธอรีบเสนอให้ทุกคนเห็นชอบด้วยทันที
“ฉันไม่ได้กลับบ้านหลายปีแล้วไม่รู้ที่นั่นเป็ยังไงบ้าง?”จ้าวอิ่งอึกอักพลางตอบทุกคนอย่างไม่เต็มใจ เนื่องด้วยเธอรู้จักนิสัยร้ายกาจของลูกสาวตนเองเป็อย่างดี จึงไม่้าให้ลูกสาวมาสร้างปัญหาที่นี่รวมทั้งเธอละอายใจที่ไม่ได้ส่งเสียเงินให้แม่ตนเองมาหลายปีทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจเพราะไม่สามารถหารายได้ด้วยตนเองนอกจากเงินเดือนที่สามีหยิบยื่นให้เป็เพราะว่าเธอต้องดูแลลูกฝาแฝดด้วยตัวเองซึ่งครอบครัวใหญ่ไม่ให้ใช้เงินกลางแต่อย่างใดเธอจึงไม่มีเงินเหลือมากพอที่จะส่งเสียทางหมู่บ้านัได้
“ถ้างั้นก็ลองติดต่อดูอย่างน้อยได้คนใกล้ชิดที่รู้จักกันดีก็พอจะไว้วางใจได้”หวังเส้าเฟิงพูดตัดบทเหมือนเป็คำสั่งให้ลูกหลานทุกคนปฏิบัติตาม
หวังเจียวโจวหวังเจียวชิน และหวังชิงเยียนต่างรับคำสั่งของพ่ออย่างจริงจังสร้างความอึดอัดใจให้กับจ้าวอิ่งมากขึ้น
..........
ทางด้านซูเวยหลังจากที่ให้พนักงานจัดส่งของไปให้ที่หมู่บ้านัโดยตรงพร้อมทั้งจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วยายเห็นซูเวยตื่นเต้นที่อยากจะทดลองเล่นคอมพิวเตอร์ ทำให้ธุระอื่นยกเลิกไปก่อนเกาอิงจึงพาซูเวยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านทันที
ใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งชั่วโมงเพราะเกาอิงไม่กล้าขับรถเร็วเกินไปทั้งที่ถนนโล่งสะดวก
เมื่อมาถึงร้านที่รับฝากรถจักรยานตรงทางแยกของหมู่บ้านแล้ว
เกาอิงถามหลานสาวอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจว่า“เวยเวย หลานแน่ใจนะว่าขี่จักรยานได้?”เธอไม่เคยเห็นหลานสาวขี่จักรยานมาก่อนเวลาไปเรียนหนังสือก็มีแต่เธอขี่จักรยานไปส่ง ดังนั้นเกาอิงจึงไม่แน่ใจถึงแม้ว่าหลานสาวจะยืนยันหนักแน่นก็ตาม
“งั้นหนูจะลองปั่นให้ยายดูก่อนดีไหมคะ?” ซูเวยเข้าใจความคิดของยายจึงท้าให้ทดสอบทักษะการปั่นจักรยานของตนเองก่อนเกาอิงจึงยอมรับอย่างไม่มั่นใจจนกว่าจะเห็นด้วยสายตาตนเอง
ครั้นเมื่อซูเวยจับจูงจักรยานออกมาจากที่รับฝากและก้าวขึ้นนั่งพร้อมกับโยกตัวใช้เท้าปั่นถีบจักรยานเนื่องด้วยเธอตัวเล็กและขายังไม่ยาวมากพอ ทำให้เวลาปั่นแต่ละข้างต้องเอนตัวไปมาแต่ทว่าเธอสามารถปั่นและทรงตัวได้เหมือนคนที่เคยปั่นมานานยายเกาอิงจึงยอมให้เธอปั่นกลับบ้านโดยยายขับรถจักรยานยนต์รั้งท้าย
“เห็นไหมคะ? หนูบอกแล้วว่าหนูปั่นได้”ซูเวยหันหลังมาตอบยายแวบหนึ่งก่อนหันหน้ากลับไปดูถนนต่อ
“เก่งๆปั่นช้าๆก็ได้ไม่ต้องรีบ” เกาอิงเอ่ยชมหลานสาวอย่างจริงใจเธอรู้สึกทึ่งที่เห็นหลานสาวผู้ไม่เคยปั่นจักรยานมาก่อนจะสามารถปั่นได้อย่างคล่องแคล่วและเร็วขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำไปสร้างความแปลกใจให้กับเธอเธอคิดว่าหลานสาวคงเคยหัดปั่นจักรยานของเด็กคนอื่นที่โรงเรียนอย่างแน่นอน
ระหว่างทางกลับบ้านมีคนในหมู่บ้านัพบเห็นสองยายหลานที่ปั่นจักรยานและขับรถจักรยานยนต์คันใหม่สวยงามเข้ามาต่างพากันออกมาดูด้วยความสนใจพลางชี้นิ้ววิจารณ์กันอย่างครึกครื้น
“ดูนั่นสิยัยเด็กร้ายกาจปั่นจักรยานเป็ด้วย”
“โอ้! ยายเการวยแล้วหรือ?สงสัยลูกสาวที่อยู่ในเมืองส่งเงินมาให้เยอะละสิ ถึงได้ซื้อรถมอเตอร์ไซต์ราคาแพงแบบนี้ได้”
“อ้าว! ไม่ใช่ลูกสาวลืมยายเกาไปแล้วหรือ?”
“พวกหล่อนไม่รู้อะไรวันก่อนฉันเห็นมีรถคันใหญ่หรูหรามารับนังเด็กซูเวยนั่นไปตั้งครึ่งค่อนวันแน่ะ”
“สงสัยคราวนี้ยายเกาจะสบายแล้ว”
“ก็ดีแล้วแต่่สองสามวันนี้ไม่เห็นยัยเด็กนั่นมาหาเื่หลานฉันเลย”
“คงนิสัยดีขึ้นแล้วกระมังั้แ่ถูกโจรจับตัวไปคราวก่อน”
“แต่มันก็น่ากลัวนะต่อไปพวกเราต้องระวังโจรมาจับเด็กอีก”
“พวกตำรวจจับโจรไปหมดแล้วล่ะ”
ซูเวยยกยิ้มมุมปากอย่างขบขันบรรดาชาวบ้านที่ชอบจับกลุ่มนินทากันเป็ประจำเธอไม่ได้สนใจพวกชาวบ้านเ่าั้
เวลานี้เธอกับยายขับและขี่รถมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านแล้วยายเปิดประตูแล้วเข็นรถจักรยานยนต์ไปจอดไว้หลังบ้าน
หลังจากนั้นยายเตรียมตัวไปบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อมอบเงินค่าธรรมเนียมและเตรียมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันพรุ่งนี้ยายหันหน้ามาบอกกับซูเวยด้วยความห่วงใยว่า “ยายจะขี่จักรยานไปบ้านผู้ใหญ่บ้านก่อนถ้าเวยเวยง่วงก็ไปนอนรอยายในบ้านก็ได้นะ”
“ค่ะยายไม่ต้องเป็ห่วงหนู” ซูเวยรับคำเพื่อให้ยายสบายใจ อย่างไรก็ตามเธอมีแผนที่จะทำอยู่หลายเื่แต่เกียจคร้านเกินไปที่จะอธิบายให้ยายฟังจึงตอบรับคำพูดของยายอย่างผ่อนคลาย
ครั้นเมื่อยายขี่จักรยานไปบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่นานนักมีเสียงร้องเรียกอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน ปรากฏว่าเป็รถส่งของจากร้านที่ขายคอมพิวเตอร์นั่นเอง
“เข้ามาเลยค่ะเอาวางไว้ในห้องโถงก่อน” ซูเวยไปเปิดประตูรับอย่างผ่อนคลายโดยไม่กังวลว่าพวกเขาจะเป็คนร้ายแต่อย่างใด
เมื่อพนักงานชายสองคนขนของทั้งหมดวางไว้ในห้องโถงแล้วซูเวยตรวจสอบรายการสินค้าทั้งหมดที่เธอเลือกซื้ออย่างคล่องแคล่ว ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังทักท้วงเื่เอกสารที่ไม่เรียบร้อยว่า“พวกคุณควรเตรียมเอกสารมาให้ครบด้วยนะคะ ทำแบบนี้ไม่ดีเลยแล้วหนูจะตรวจสอบสินค้าแต่ละรายการยังไงเล่าคะ?”
“ขอโทษครับพอดีพวกเรารีบออกมาส่งเกรงว่าจะมาถึงค่ำเกินไป งั้นให้ทางสำนักงานส่งมาทางอีเมลได้ไหมครับ?”พนักงานชายคนหนึ่งต่อรองกับซูเวยเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมเซ็นชื่อในเอกสารตรวจรับสินค้าให้
ซูเวยหรี่ตามองด้วยความสนใจกับข้อมูลที่พนักงานบอกตนเองเธอจึงตอบตกลงอย่างผ่อนคลายว่า “ก็ได้ค่ะ”
จากนั้นซูเวยตั้งชื่ออีเมลเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนว่า “Triple S” เธอบอกชื่ออีเมลนี้กับพนักงานโดยตรง
หลังจากนั้นพนักงานสองคนพากันเดินออกไปจากบ้านแต่มีเสียงพูดคุยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านของซูเวยตามจริงว่า
“บ้านก็หลังเล็กซอมซ่อไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงินซื้อสินค้าราคาแพงขนาดนี้”
“ช่างเถอะพวกเรามีหน้าที่แค่ส่งของ อย่าพูดอะไรมากเลย”
“ก็มันแปลกนี่พี่เหอหรือพี่ไม่สงสัยเหมือนผมบ้าง”
“เอาละกลับบริษัทเถอะ จะได้ไปแจ้งเื่ส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ลูกค้า”
ซูเวยเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสนใจกับท่าทางของพนักงานชายแต่เธอยักไหล่อย่างไม่กังวล
หลังจากนั้นซูเวยหอบเครื่องคอมพิวเตอร์จัดตั้งวางให้เป็ระเบียบเธอนำอุปกรณ์บางส่วนพร้อมกับแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์เข้าไปในห้องนอนตนเองเธออ่านเอกสารคู่มือการใช้งานอุปกรณ์ราวห้านาทีจากนั้นทำการถอดประกอบอุปกรณ์ใหม่ด้วยทักษะเอสเปอร์ที่เก่งกาจของตนเองทันที
ขณะที่ถอดประกอบคอมพิวเตอร์อยู่นั้นซูเวยพึมพำกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า “โชคดีที่โลกนี้ไม่มีซ่งเย่ไม่งั้นฉันต้องเป็ที่สองอย่างแน่นอนถึงแม้ว่าทักษะเอสเปอร์วิศวกรรมจักรกลจะอ่อนด้อยกว่าซ่งเย่มากนักแต่รับรองว่าในโลกนี้ฉันไม่เป็สองรองใครอย่างแน่นอน”หลังพูดเสร็จซูเวยหัวเราะคิกคักกับตัวเองอย่างพึงพอใจ
โชคดีที่เกาอิงยังไม่กลับจากบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่งั้นยายคงแปลกใจที่เห็นหลานสาวหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข
หลังจากที่ซูเวยถอดประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์เสร็จเรียบร้อยยายเกาอิงมาถึงบ้านพอดี ปรากฏว่ายายซื้อซี่โครงหมูและเนื้อหมูมาเป็จำนวนมากพร้อมกับผักที่ซูเวยคนเก่าเคยชอบสมัยเป็เด็กแต่มีราคาแพงยายจึงไม่ค่อยซื้อมาทำอาหาร แต่เวลานี้ยายซื้ออาหารมาอย่างอุดมสมบูรณ์
ซูเวยพลันนึกถึงเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับยายและตนเองได้จึงขออนุญาตยายไปทำธุระบางอย่างในทันทีว่า“ยายคะ หนูคงไม่ได้ช่วยทำอาหารเย็นนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมาทานด้วย” จากนั้นเธอวิ่งปรู๊ดออกจากบ้านตรงเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว
เกาอิงยืนทำหน้างงครู่หนึ่งก่อนที่จะส่ายหัวอย่างเข้าใจพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเหมือนปลงว่า“เฮ้อ!สงสัยจะกลับไปเป็เหมือนเดิมอีกแล้วสินะ”
ความจริงแล้วซูเวย้าทำอาวุธบางอย่างเพราะประสบการณ์การเป็รองแม่ทัพและการสู้รบที่ผ่านมาของเธอเตือนให้เธอรู้ว่าความอิจฉาของผู้คนน่ากลัวยิ่งกว่าการสู้รบซึ่งหน้ายิ่งวันนี้เธอและยายซื้อข้าวของมามากมายแถมยังมีรถมาส่งของที่บ้านด้วยดังนั้นอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในคืนนี้ก็เป็ได้
“อยากให้ฉันต้องออกแรงงั้นรึ? ได้เลย!”ซูเวยหัวเราะเบาๆในลำคอพลางคิดในแง่ร้ายไว้ก่อน